ตอนที่ 134 ชั้นเรียนเริ่มต้นขึ้นแล้ว
ตู้ซิ่วอิงเดินสวนมาจากฝั่งตรงข้ามของหานชีเยวี่ย พอเห็นหานชีเยวี่ยเธอก็ขมวดคิ้วมองอีกสองสามครั้ง
หานชีเยวี่ยก็มองหญิงชราใจโหดคนนี้เช่นกัน
วันนี้ตู้ซิ่วอิงดูโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่เพียงแต่เส้นเลือดแดงที่ขึ้นอยู่เต็มตา ใบหน้าเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่มุมปากก็ยังดูเหมือนเป็นร้อนในอีกด้วย ดูเหมือนว่าช่วงนี้ตู้ซิ่วอิงคงจะใช้ชีวิตอย่างลำบากไม่น้อย
ก็คงจะจริง เพราะคนเป็นๆ หายไปอย่างไร้ร่องรอย ฝั่งนั้นคงไม่ปล่อยตู้ซิ่วอิงไปง่ายๆ แน่
ถึงหานชีเยวี่ยจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดขนาดนี้ ยังมีคนเชื่อเรื่องงมงายแบบนี้ได้ หานชีเยวี่ยไม่คิดว่าพวกเขาจะเป็นคนดี ตู้ซิ่วอิงก็จ้องมองหานชีเยวี่ยเช่นกัน ดวงตากลมโตกลิ้งไปกลิ้งมา ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
“ชีเยวี่ย โตเป็นสาวแล้วนะเนี่ย ได้ยินว่าไปทำงานในตัวเมืองแล้ว ยังมีเวลาว่างกลับมาที่ชนบทห่างไกลอย่างชุมชนถวนเจี๋ยของเราอีกเหรอ? ”
หานชีเยวี่ยไม่ชอบตู้ซิ่วอิง น้ำเสียงที่พูดจึงออกจะไม่ยินดียินร้าย
“พูดแบบนี้ก็แปลก ฉันก็เป็นคนของชุมชนถวนเจี๋ย หากไม่กลับมาที่ชุมชนถวนเจี๋ยแล้วจะให้ไปไหน? ”
จริงๆ แล้วหานชีเยวี่ยไม่ได้อยากจะคุยกับตู้ซิ่วอิง แต่ในเมื่อตู้ซิ่วอิงเดินเข้ามาหาเอง หานชีเยวี่ยจึงต้องตอบโต้บ้าง
“ฉันพูดผิดไปเองแหละ แค่อยากจะถามว่าเดินทางไปมาแบบนี้ ระหว่างทางปลอดภัยดีไหม? ”
ซย่าซิ่วเหอและหยางชุนจือ ตั้งแต่รู้ว่าตู้ซิ่วอิงคิดชั่วร้าย อยากเอาชีวิตจ้าวหงหลิว ก็ไม่ชอบหน้าตู้ซิ่วอิงเอาเสียเลย
“เจอหงหลิวหรือยัง? ลองหาดูแถวท้ายน้ำหรือยัง? ” หยางชุนจือถามราวกับไม่ได้ตั้งใจ
สีหน้าของตู้ซิ่วอิงดูหม่นหมองลงไปอีก เธอไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร
“ชีเยวี่ย ไปกันเถอะ”
ซย่าซิ่วเหอพูดจบ หานชีเยวี่ยก็พยักหน้าแล้วเดินจากไปพร้อมกับทั้งสองคน ตู้ซิ่วอิงมองแผ่นหลังของพวกเขาที่เดินจากไป แล้วจึงถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างแรง
“เชอะ! นังเด็กตัวแสบ คอยดูเถอะ!”
ตอนหานชีเยวี่ยกลับถึงบ้าน ย่าเฒ่าหานกำลังทำอาหารอยู่ พอเห็นหลานสาวกลับมาพร้อมกับลูกสะใภ้ทั้งสองคน ก็ให้พวกเธอรีบไปล้างมือแล้วมากินข้าว
หลังอาหารเย็น กลับไม่เจอพี่ชายทั้งหลายมาเตรียมตัวอ่านหนังสือที่บ้าน แต่กลับถือหนังสือเดินออกไปข้างนอก
“คืนนี้ไม่อ่านหนังสือที่บ้านเหรอคะ? ”
“ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป ชั้นเรียนเสริมที่โรงเรียนประถมเริ่มเปิดสอนอย่างเป็นทางการแล้ว พวกพี่จะไปอาศัยแสงไฟที่นั่นกัน” หานเซี่ยงหยางพูดอย่างอารมณ์ดี
มีไฟฟ้าแล้ว คืนนี้คงได้อ่านหนังสือเพิ่มอีกหลายหน้า
นี่เป็นเรื่องดี แถมยังไม่ต้องเสียเงินของที่บ้านอีก ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ หานชีเยวี่ยคิดไม่ถึงว่าผู้นำชุมชนจะเป็นคนลงมือทำจริงแบบนี้ ปกติก็ไม่ได้สังเกตเห็น
“ตอนนี้เรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของเหรัญญิกคนใหม่ ไม่ได้อวยนะ แต่เหรัญญิกคนใหม่ของเรา คุณหลี่คนนี้ ทำงานดีกว่าคนเก่าเยอะ”
หยางชุนจือชมเหรัญญิกคนใหม่ของชุมชนอย่างยิ้มแย้ม จริงๆ แล้วใครจะเป็นเหรัญญิกก็ไม่เกี่ยวกับพวกเธอหรอก แต่อีกฝ่ายพูดจาดี สุภาพ ไม่คิดจะโกงคะแนนงานของใคร ก็ถือว่าเป็นเหรัญญิกที่ดีแล้ว
“ป้าคะ แม่คะ คืนนี้พวกแม่จะไปด้วยไหม? ”
“ต้องไปอยู่แล้วสิจ๊ะ ตอนประชุมผู้นำชุมชนบอกว่า คืนนี้จะเปิดชั้นเรียนที่สนามเด็กเล่น คนที่อ่านออกเขียนได้หรือไม่ได้ก็ต้องไปกันหมด”
หานชีเยวี่ยพยักหน้า
ต้องมีพิธีรีตองกันบ้าง
ผู้นำชุมชนจัดงานด้านนี้ได้ดีมาตลอด
“ชีเยวี่ย อยู่บ้านพักผ่อนเถอะ ยังไงตอนนี้หลานก็เป็นเจ้าหน้าที่ของสหคามแล้ว หากไม่ไปผู้นำชุมชนก็คงไม่ว่าอะไรหรอก”
ย่าเฒ่าหานสงสารหานชีเยวี่ยที่ต้องเหนื่อยเดินทางไปมาทุกวัน จึงบอกให้หลานสาวอยู่บ้านพักผ่อน ไม่ต้องไปร่วมงาน
แต่หานชีเยวี่ยจะไม่ไปได้ยังไง? เรื่องแบบนี้เธอต้องไปดูอยู่แล้ว เผลอๆ อาจจะเขียนบทความส่งไปลงหนังสือพิมพ์ได้ ถ้าลงได้ เธอก็ถือว่าทำงานสำเร็จ ถึงแม้ตอนนี้หล่อนจะได้รับหน้าที่สำคัญจากคณะกรรมการโรงงานทอฝ้าย แต่เธอก็ยังเป็นแค่มือใหม่ ต้องการผลงาน และไม่มีอะไรจะง่ายไปกว่าการส่งบทความข่าวไปลงหนังสือพิมพ์อีกแล้ว
ส่วนเรื่องการเขียนบทความ หานชีเยวี่ยก็ไม่กลัว ในมิติของเธอมีหนังสือพิมพ์เก่าอยู่ ซึ่งเดิมเป็นของบ้านจวง เพราะยังไม่ถึงวันวางจำหน่าย หานชีเยวี่ยจึงไม่กล้าเอาออกมา
ในนั้นมีบทความข่าวอยู่มากมาย การปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากับชุมชนถวนเจี๋ยคงไม่ยาก
“ย่าจ๊ะ หนูต้องไปดูอยู่แล้ว นี่ถือเป็นเรื่องน่ายินดีของชุมชนเรานะ อย่างน้อยๆ พี่ชายทั้งหลายก็จะมีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น ไม่ต้องเลิกอ่านแค่ตอนฟ้ามืด”
บ้านเธออยากจะเดินแผงวงจรไฟ แต่ยังหาโอกาสไม่ได้สักที ทำให้ตอนนี้ยังเป็นแค่แผนการอยู่
โรงเรียนประถมมีไฟฟ้าแล้ว ถ้าไปเรียนที่ห้องเรียนในตอนกลางคืนก็จะมีไฟ ไม่ต้องเปลืองไฟที่บ้านด้วย ทำไมจะไม่ไปล่ะ?
“ก็ได้ ไปดูก็ได้ พวกเรารีบกลับมาพักผ่อนกันเร็วๆ นะ”
เห็นหานชีเยวี่ยยืนยันจะไป ย่าเฒ่าหานก็ไม่อาจขัดได้ เพราะหานชีเยวี่ยเป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเองพี่ชายบ้านหานกับหานจิ่งจงและหานจิ่งเซี่ยวไปโรงเรียนประถมก่อน ส่วนผู้หญิงต้องล้างหม้อ เลี้ยงหมู ฯลฯ
โชคดีที่ยังเหลือเวลาอีกยี่สิบนาทีกว่าจะเริ่มชั้นเรียน ยังทันอยู่
“คืนนี้ชุมชนคงจะคึกคักน่าดู ชีเยวี่ย เราจะไปรับหงหลิวเมื่อไหร่ดี? ” ย่าเฒ่าหานถามหานชีเยวี่ยเสียงเบา
คืนนี้ไม่รู้ว่าจะเงียบตอนไหน ถ้ารอถึงเวลาตอนนั้นแล้วไปรับก็คงจะดึกเกินไป
“เราหาเวลาว่างไปกันเถอะค่ะ หาจังหวะเวลาที่คนน้อยๆ แล้วค่อยไปกัน”
ย่าเฒ่าหานพยักหน้า
“ได้ ย่าจะไปเป็นเพื่อนหลานเอง”
ย่าเฒ่าหานตอบตกลงทันที คืนนี้หลานชายทุกคนไปอ่านหนังสือที่โรงเรียน ไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อนหลานสาวสุดที่รัก
พอนึกถึงเรื่องนี้ ย่าเฒ่าหานก็ถามว่า “ชีเยวี่ย หลานไม่ไปเรียนกับพวกเขาเหรอ?”
หลานสาวของเธอบอกว่าอยากจะเข้ามหาวิทยาลัย แต่ถ้าเธอไม่ไปเรียนกับคนอื่น อีกหน่อยจะมีโอกาสสอบเข้าไหม?
“ย่าจ๊ะ หนูไม่ไปหรอกค่ะ หนูจะอ่านเองที่บ้านก็เหมือนเดิม”
ย่าเฒ่าหานลังเลเล็กน้อย “ชีเยวี่ย ย่าว่านะ ยุวชนฉู่สอนได้ดีทีเดียว หลานไปเรียนกับพี่ชายของเธอดีไหม?”
หานชีเยวี่ย “…”
ย่ารู้ได้ยังไงว่ายุวชนฉู่สอนดี? ย่าเข้าใจเนื้อหาที่เขาสอนด้วยเหรอ?
แน่นอนว่าหานชีเยวี่ยได้แต่บ่นในใจเท่านั้น
“ย่าคะ หนูไม่มีเวลา ถ้าหนูมีเวลา หนูสอนได้ดีกว่ายุวชนฉู่แน่นอนค่ะ!”
หานชีเยวี่ยคุยโวอย่างไม่เขินอาย
ย่าเฒ่าหานผู้ชื่นชอบหลานสาวนั้น สนับสนุนหานชีเยวี่ยเต็มที่ หลานสาวของเธอเก่งที่สุด ต่อให้เป็นยุวชนฉู่ก็เทียบไม่ได้
หยางชุนจือที่อยู่ข้างๆ หัวเราะออกมา “ชีเยวี่ย ถึงป้าจะรักหนูมาก แต่ยุวชนฉู่ก็เป็นคนเมืองหลวงนะ ยังไงความรู้ที่เรียนมาก็ต้องดีกว่าโรงเรียนแถวนี้สิ? ”
หานชีเยวี่ยมองหยางชุนจือด้วยความนับถือ
ไม่คิดว่าคุณป้าจะจะคิดได้ลึกซึ้งขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยที่ลูกๆ หลานๆ ของบ้านนี้ได้เรียนหนังสือทุกคน ดูเหมือนว่าแนวคิดเป็นสิ่งสำคัญ
ถึงแม้ในยุคสมัยนี้จะยังไม่มีคำว่าโรงเรียนดัง แต่แน่นอนว่าทรัพยากรทางการศึกษานั้นไม่เคยมีความเท่าเทียมกันเลย ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ตาม