นับั้แ่วันนั้นชื่อของ "จักรพรรดิหยาน" ได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็ผู้ฝึกตน รัฐบาล องค์กรลับ หรือตระกูลโบราณ
ต่างยอมรับตรงกันว่า...บุรุษผู้มีเส้นผมสีขาวและดวงตาสีแดงคือผู้แข็งแกร่งที่สุดของยุคสมัย
แม้หยานเฉินไคจะไม่เคยประกาศตนเป็ผู้ปกครอง แต่ในสายตาของประชาชน เขาไม่ต่างจากเทพเ้าผู้คอยปกป้องแผ่นดิน
ทว่าชีวิตอันสงบสุขกลับถูกทำลาย ด้วยคำพูดประโยคเดียว"ไม่ได้!"ชูเหยี๋ยนกอดอก พลางจ้องหยานเฉินไคเขม็ง"ต่อให้ท่านเป็จักรพรรดิหยานก็ต้องเรียนหนังสือ!"
ชูหยวนพยักหน้าเห็นด้วยทันที"ใช่ค่ะ การใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดาก็สำคัญนะ"
หยานเฉินไคนิ่งเงียบ"เรียน...มีประโยชน์หรือ"
ชูเหยี๋ยนถอนหายใจ"มีสิคะ อย่างน้อยก็ได้รู้จักเพื่อนใหม่ ได้ใช้ชีวิต แล้วก็..." นางยิ้มเ้าเล่ห์"ได้เดตกับพวกเราด้วย"
"..."
หยานเฉินไคไม่เข้าใจความหมายของคำว่า "เดต"อย่างแท้จริง แต่สุดท้ายก็พยักหน้า"ได้"
ด้วยชื่อเสียงของจักรพรรดิหยาน การเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำจึงเป็เื่ง่ายดาย ทันทีที่เปิดภาคเรียน ข่าวนี้ก็กลายเป็กระแสไปทั่วประเทศ นักศึกษานับหมื่นคนต่างตื่นเต้น
เพราะไม่มีใครคิดว่าเทพเ้าของจีนจะมานั่งเรียนอยู่ห้องเดียวกับพวกเขา
วันแรกของการเรียน หยานเฉินไคได้พบคนรู้จักอีกครั้ง
"อะ...!"จี้หลันเบิกตากว้าง"ทะ...ท่านจริง ๆ ด้วย!"หญิงสาวรีบวิ่งเข้ามา ใบหน้าขึ้นสีแดงเล็กน้อย"จากนี้...พวกเราเป็เพื่อนร่วมชั้นกันแล้วนะคะ"
หยานเฉินไคพยักหน้า"อืม"เพียงคำเดียว
ก็ทำให้จี้หลันยิ้มกว้างจนเก็บอาการแทบไม่อยู่
หลังจากนั้น ชีวิตในมหาวิทยาลัยก็เต็มไปด้วยเื่ราวน่าประหลาดใจ อาจารย์คณิตศาสตร์นำโจทย์ระดับงานวิจัยออกมา
หยานเฉินไคเพียงเหลือบมอง ก่อนเขียนคำตอบจนเต็มกระดานภายในไม่กี่นาที
อาจารย์ศิลปะให้วาดภาพทิวทัศน์ ภาพที่เขาวาด งดงามราวกับโลกแห่งเซียน
จนผู้เชี่ยวชาญหลายคนเดินทางมาขอชมด้วยตนเอง ในงานกิจกรรมของมหาวิทยาลัย เขาถูกชูเหยี๋ยนบังคับให้ขึ้นเวทีร้องเพลง
น้ำเสียงทุ้มนุ่มลึกของเขา ทำให้ผู้ชมทั้งสนามเงียบงัน ก่อนเสียงปรบมือจะดังกึกก้องไปทั่วมหาวิทยาลัย
อิทธิพลของจักรพรรดิหยาน ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงประเทศจีนอย่างเงียบงัน ผู้ฝึกตนจำนวนมากเลิกใช้พลังเพื่อกดขี่ผู้อื่น อาชญากรรมลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ผู้คนเริ่มช่วยเหลือกันมากขึ้น ความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อหยานเฉินไค ค่อย ๆ หลั่งไหลเข้าหาตัวเขาอย่างต่อเนื่อง ภายในทะเลปราณ แก่นแห่งชีวิตยิ่งส่องประกายเจิดจ้า
ระดับการบ่มเพาะของเขา เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง จนในที่สุด... ก็ก้าวสู่ แก่นทองคำขั้นที่เก้า
กระทั่งบ่ายวันหนึ่ง ลานกว้างกลางมหาวิทยาลัย จู่ ๆ ก็ถูกปกคลุมด้วยเกล็ดหิมะสีขาว แม้จะเป็ฤดูร้อน อุณหภูมิกลับลดฮวบลงในพริบตา สายลมหนาวพัดผ่าน ทำให้ทุกคนหยุดเดิน
เบื้องหน้าประตูมหาวิทยาลัย
สตรีผู้หนึ่งก้าวเข้ามาช้า ๆ นางสวมชุดเซียนสีขาวบริสุทธิ์ เรือนผมสีเงินยาวดุจน้ำตก ใบหน้างดงามไร้ที่ติ แต่กลับเ็าราวกับูเาน้ำแข็งหมื่นปีดวงตาคู่นั้นจับจ้องหยานเฉินไคเพียงผู้เดียว
"ข้ามีนามว่า...โจวเสวี่ย"เสียงของนางสงบนิ่ง แต่ดังกังวานไปทั่วทั้งมหาวิทยาลัย
ผู้คนต่างเงียบกริบก่อนที่นางจะกล่าวประโยคถัดมา"ขอท้าทาย...ผู้เป็พี่ชาย"
ทันทีที่สิ้นเสียง ทั่วทั้งมหาวิทยาลัยก็ปั่นป่วน ส่วนหยานเฉินไค กลับขมวดคิ้วเป็ครั้งแรก"พี่ชาย..."
เขาไม่เคยพบสตรีผู้นี้มาก่อน แต่เหตุใด นางจึงเรียกเขาเช่นนั้น
โจวเสวี่ยมองสบตาเขาก่อนเอ่ยขึ้นอย่างเ็า"หลังจากเห็นการถ่ายทอดสดในวันนั้น ข้าได้ยินเ้ากล่าวถึงนามของบุคคลผู้หนึ่ง โจวหยาง ข้าสืบค้นทุกวิถีทาง ทั้งบันทึกโบราณ ตระกูลผู้ฝึกตน องค์กรลับ"
"รวมถึงคลังข้อมูลของรัฐบาล แต่...กลับไม่พบข้อมูลของบุคคลผู้นี้แม้แต่บรรทัดเดียว"
สายตาของนางเย็นเยียบลง"ดังนั้น...ข้าจึงมาหาคำตอบจากเ้าโดยตรง"
อย่างไรก็ตาม...มีเพียงไม่กี่คนบนโลกที่รู้ความจริง โจวเสวี่ย... มิใช่ผู้ฝึกตนลึกลับที่ปรากฏตัวขึ้นจากที่ใด แต่นางคือบุตรสาวแท้ ๆ ของโจวหยาง และหลงหรง
เมื่อสิบกว่าปีก่อน ในวันที่โจวหยางจากยอดเขาทั้งห้าไปอย่างไร้ร่องรอย วันที่หยานเฉินไควิ่งค้นหาชายชราอยู่เพียงลำพัง
แท้จริงแล้ว...โจวหยางมิได้หายไปจากโลก เขาเพียงกลับไปยังสถานที่อีกแห่ง สถานที่ซึ่งมีภรรยาและบุตรสาวกำลังรอคอย
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ไม่เคยเปิดเผยฐานะของตนต่อหน้าโจวเสวี่ย
เขาเป็เพียงอาจารย์ลึกลับผู้สวมหน้ากาก ผู้คอยสั่งสอนทุกสิ่งั้แ่วิชากระบี่ การต่อสู้ การบำเพ็ญเพียร การควบคุมจิตใจ รวมถึงวิถีแห่งผู้แข็งแกร่ง
โจวเสวี่ยไม่เคยรู้เลยว่า...อาจารย์ที่ตนเคารพที่สุด คือบิดาผู้ให้กำเนิด
ตลอดเวลากว่าห้าร้อยปี
โจวหยางไม่เคยทอดทิ้งครอบครัว เขาเพียงเลือกเฝ้ามองอยู่ในเงามืด เมื่อหลงหรงตกอยู่ในอันตราย เขาจะปรากฏตัวโดยไร้ผู้ใดล่วงรู้
เมื่อโจวเสวี่ยพบอุปสรรคในการฝึกฝน อาจารย์ลึกลับก็จะมอบคำชี้แนะเสมอ จากนั้น...ก็จากไปอีกครั้งราวกับสายลม
โจวหยางรู้ดี ว่าตนไม่ใช่สามีที่ดี และไม่ใช่บิดาที่ดี นี่คือาแจากการตัดสินใจเมื่อหลายร้อยปีก่อน เป็เส้นทางที่เขาเลือกเดินด้วยตนเอง แม้ทุกวันนี้ความรู้สึกผิดก็ยังไม่เคยจางหาย
แต่หลงหรง ไม่เคยกล่าวโทษเขาแม้แต่ครั้งเดียว นางเข้าใจทุกอย่าง เข้าใจเหตุผล เข้าใจภาระที่สามีต้องแบกรับ และเข้าใจว่า...
แม้โจวหยางจะไม่อาจอยู่เคียงข้างครอบครัวได้ตลอดเวลา แต่หัวใจของเขา ไม่เคยจากครอบครัวไปไหนเลย
ทุกครั้งที่เขากลับมา นางยังคงต้อนรับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนเช่นเดิม ราวกับเวลาหลายร้อยปี ไม่เคยพรากความรักของทั้งสองไปแม้แต่น้อย สายเืัเงินที่ไหลเวียนอยู่ในกายของหลงหรง
มอบอายุขัยอันยืนยาวเหนือสามัญชน กาลเวลาจึงไม่อาจพรากนางไปจากบุรุษที่นางรัก
นางเลือกเฝ้ารอ เลือกเชื่อมั่น และเลือกยืนอยู่เื้ัโจวหยางเสมอ ไม่ว่ากี่ร้อยปีจะผ่านไปก็ตาม ทว่าทั้งโจวหยางและหลงหรงต่างไม่เคยคาดคิด...ว่าการรับเด็กชายไร้นามผู้หนึ่งมาเป็บุตรบุญธรรม
จะทำให้ชะตากรรมของทั้งสองครอบครัว ค่อย ๆ เชื่อมโยงเข้าหากัน
เด็กชายผู้นั้น...มีนามว่าหยานเฉินไค
สายลมเย็นพัดผ่านลานกว้างของมหาวิทยาลัย ทุกสายตาจับจ้องคนทั้งสอง โจวเสวี่ยยืนสงบนิ่ง ชุดเซียนสีขาวพลิ้วไหว เรือนผมสีเงินยาวสยายไปตามสายลม ดวงตาเ็าราวกับธารน้ำแข็งนับหมื่นปี
กลิ่นอายอันหนักแน่นแผ่ออกมาทีละน้อย พื้นกระเบื้องใต้ฝ่าเท้าเริ่มแตกร้าว ผู้ฝึกตนจำนวนมากถึงกับหน้าซีด
"ระดับนี้..."
"เหนือกว่าแม่ทัพชั้นยอด..."
"หรือว่า..."
"บรรพบุรุษ!"
หยานเฉินไคมองนางเพียงครู่เดียว ดวงตาสีแดงคู่นั้นมองทะลุแก่นพลังของอีกฝ่าย"ปรมาจารย์ขั้นต้น..."เขาพึมพำเบา ๆ
แม้อีกฝ่ายจะเหนือกว่าหนึ่งระดับใหญ่ สีหน้าของเขาก็ไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
ไม่มีความหวาดหวั่น ไม่มีความกดดัน ราวกับกำลังมองคู่ต่อสู้ธรรมดาคนหนึ่ง
โจวเสวี่ยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็า"เ้ามองออกสินะ"
หยานเฉินไคพยักหน้า"อืม แต่...ก็เท่านั้น"
เพียงสี่คำ
ทำให้ประกายในดวงตาของโจวเสวี่ยเปลี่ยนไป ไม่ใช่ความโกรธ แต่เป็ความสนใจ"เช่นนั้น...ตามข้ามา"
ฟุ่บ!
ร่างของโจวเสวี่ยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ทิ้งไว้เพียงสายหิมะสีขาว หยานเฉินไคก้าวเท้าตามไป ทั้งสองทะยานข้ามเมือง ผ่านูเา ผ่านผืนป่า
ก่อนหยุดลงเหนือทะเลอันกว้างใหญ่
ปลายเท้าของทั้งคู่แตะผิวน้ำ แต่กลับไม่จมลงแม้แต่น้อย คลื่นทะเลค่อย ๆ กระเพื่อมออกเป็วงกว้าง ท้องฟ้าครึ่งหนึ่งถูกย้อมด้วยแสงสีแดงจากดวงตาของหยานเฉินไค
อีกครึ่งหนึ่งถูกปกคลุมด้วยเกล็ดหิมะสีขาวจากโจวเสวี่ย
ทั้งสองยืนห่างกันร้อยเมตร
ไม่มีผู้ใดกล่าวคำใด มีเพียงเสียงคลื่นซัดฝั่ง
เคร้ง!
โจวเสวี่ยชักกระบี่ออกจากฝัก เสียงกระบี่กังวานดุจเสียงัคำราม
"เชิญ"หยานเฉินไคยกกระบี่ไม้โพธิ์ขึ้นช้า ๆ กระบี่ที่โจวหยางเคยมอบให้ ยังคงถูกเขาพกติดตัวเสมอ
"ข้า...จะไม่ออมมือ"สิ้นเสียง
ตูม!
ผิวน้ำะเิออกเป็วงกลม โจวเสวี่ยหายไปจากตำแหน่งเดิม วินาทีต่อมา คมกระบี่สีขาวก็ฟันลงมาจากเบื้องบน
ฉัวะ!
หยานเฉินไคยกกระบี่ขึ้นรับ ประกายไฟพุ่งกระจาย แรงปะทะทำให้ทะเลทั้งผืนแยกออกเป็ร่องยาวหลายกิโลเมตร
คลื่นั์สูงหลายสิบเมตรพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ฟุ่บ! โจวเสวี่ยหมุนตัว กระบี่ร่ายรำราวกับหิมะโปรยปราย หนึ่งกระบี่ สิบกระบี่ ร้อยกระบี่ เงากระบี่นับพันปกคลุมท้องนภา
"เพลงกระบี่เหมันต์!"
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ปราณกระบี่สีขาวนับพันสายพุ่งลงมาราวพายุหิมะ
หยานเฉินไคยิ้มบาง ๆ "วิชาดี แต่ยังไม่พอ" เขาก้าวไปข้างหน้าเพียงก้าวเดียว กระบี่ไม้ในมือเคลื่อนไหวอย่างเรียบง่าย ไม่มีท่วงท่าสวยงาม ไม่มีพลังอันอลังการ มีเพียง...การฟันตรงหนึ่งครั้ง
ฉัวะ!!
คลื่นกระบี่สีเขียวพุ่งทะยาน เงากระบี่นับพันของโจวเสวี่ยแตกสลายพร้อมกัน
แรงลมที่เหลืออยู่พัดแหวกมหาสมุทรออกเป็สองซีก
โจวเสวี่ยเบิกตากว้าง
"เป็ไปไม่ได้...กระบี่พื้นฐาน...กลับทำลายวิชาของข้าได้?"ยังไม่ทันสิ้นเสียง
หยานเฉินไคก็ปรากฏตัวตรงหน้า เร็วเสียจนแม้แต่นางยังมองไม่ทัน ปลายกระบี่ไม้หยุดห่างจากลำคอของโจวเสวี่ยเพียงหนึ่งชุ่น
สายลมอ่อน ๆ พัดผ่าน
เรือนผมสีเงินของนางปลิวไหว ทั้งทะเลกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง
หยานเฉินไคลดกระบี่ลงช้า ๆ"เ้า...ฝึกกระบี่ของเขาจริง ๆ"
โจวเสวี่ยนิ่งงันก่อนจะถามกลับทันที"เ้าหมายถึงผู้ใด"
หยานเฉินไคเงยหน้ามองท้องฟ้า ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงความคิดถึง"บิดาบุญธรรมของข้า...โจวหยาง"
ปลายกระบี่ไม้ของหยานเฉินไคค่อย ๆ ลดลง เขาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ผืนน้ำที่แตกออกเมื่อครู่ค่อย ๆ หลอมรวมกลับดังเดิม คลื่นทะเลซัดกระทบกันเบา ๆ
ราวกับการต่อสู้ก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น
หยานเฉินไคมองโจวเสวี่ยด้วยสายตาสงบนิ่ง"เ้ายังไม่ได้ใช้ทั้งหมด"
โจวเสวี่ยขมวดคิ้ว"เ้าจะให้โอกาสข้าอีกครั้งหรือ"
"อืม"หยานเฉินไคพยักหน้า"ใช้ทุกสิ่งที่เ้ามี ไม่ต้องยั้งมือ"คำพูดเรียบง่ายนั้น
กลับทำให้หัวใจของโจวเสวี่ยสั่นไหว ั้แ่เริ่มฝึกกระบี่มา ไม่เคยมีผู้ใดกล้าพูดกับนางเช่นนี้ นางสูดหายใจลึก ก่อนปิดเปลือกตาลงช้า ๆ
เมื่อดวงตาเปิดขึ้นอีกครั้ง แววตาเ็าก็หายไป เหลือเพียงจิตแห่งกระบี่อันบริสุทธิ์"เช่นนั้น...รับกระบี่ของข้า!"
ตูม!
ปราณเย็นมหาศาละเิออกจากร่างของโจวเสวี่ย อุณหภูมิของทะเลลดลงอย่างรวดเร็ว เสียงแตกร้าวดังสนั่น
แกร๊ก!
แกร๊ก!
แกร๊ก!
ผืนน้ำกว้างสุดสายตาค่อย ๆ กลายเป็น้ำแข็ง คลื่นที่กำลังซัดเข้าหากันหยุดนิ่ง ปลาวาฬ ฝูงปลา แม้แต่ละอองคลื่น
ล้วนถูกแช่แข็งไว้ในชั่วพริบตา ราวกับโลกทั้งใบถูกหยุดเวลา
โจวเสวี่ยยกกระบี่ขึ้นเหนือศีรษะ"ดาบเยือกแข็ง!"
ฉัวะ!
กระบี่ั์สีฟ้ายาวหลายร้อยเมตรปรากฏขึ้นกลางอากาศ แรงกดดันมหาศาลทำใหู้เาเกาะเล็ก ๆ ที่อยู่ไกลออกไปเริ่มแตกร้าว
กระบี่ั์ฟันลงมาอย่างรุนแรง อากาศตลอดแนวแตกออกเป็เส้นตรง
หยานเฉินไคยังคงยืนอยู่กับที่ สายตาสงบนิ่ง
ตู้ม!
กระบี่น้ำแข็งปะทะผิวน้ำแข็งจนเกิดะเิครั้งใหญ่ เศษน้ำแข็งนับล้านชิ้นพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า แต่เมื่อฝุ่นน้ำแข็งจางลง
หยานเฉินไคยังคงยืนอยู่ตำแหน่งเดิม แม้แต่ชายเสื้อ ก็ไม่เคยขยับ
โจวเสวี่ยไม่หยุด นางหมุนกระบี่อย่างรวดเร็ว ปราณเย็นนับไม่ถ้วนรวมตัวกัน เสียงัคำรามกึกก้องไปทั่วมหาสมุทร "คลื่นกระบี่ั!"
โฮกกก!
ัน้ำแข็งขนาดมหึมาทะยานออกจากปลายกระบี่ ลำตัวยาวหลายกิโลเมตร เกล็ดทุกชิ้นสร้างจากปราณกระบี่อันบริสุทธิ์ มันอ้าปากคำราม
ก่อนพุ่งเข้าหาหยานเฉินไคพร้อมคลื่นั์สูงเสียดเมฆ เพียงการเคลื่อนไหว ก็ทำให้มหาสมุทรทั้งผืนสั่นะเื
"ยังไม่จบ!"โจวเสวี่ยก้าวตามทันที กระบี่ในมือร่ายรำต่อเนื่อง
หนึ่งท่า สิบท่า ร้อยท่า
เงากระบี่สีฟ้าปกคลุมท้องนภา
"บุปผาเหมันต์!"
"เหมันต์พันบุปผา!"
"เกล็ดหิมะพิฆาต!"
"จันทราน้ำแข็ง!"
"วังวนเหมันต์!"
กระบวนกระบี่แต่ละท่าเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ ปราณกระบี่นับหมื่นสายพุ่งเข้าปกคลุมหยานเฉินไคจากทุกทิศทาง
ท้องฟ้ากลายเป็สีขาว มหาสมุทรทั้งผืนกลายเป็ดินแดนแห่งน้ำแข็ง
ผู้ชมที่กำลังรับชมผ่านดาวเทียมต่างตกตะลึง พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่า เพียง "ปรมาจารย์ขั้นต้น"
จะสามารถสร้างอานุภาพได้ถึงเพียงนี้
ทว่า...ท่ามกลางพายุหิมะ ท่ามกลางกระบี่นับหมื่น
หยานเฉินไคเพียงหลับตาลงช้า ๆ ราวกับกำลังัับางสิ่ง ริมฝีปากของเขาค่อย ๆ ยกขึ้นเป็รอยยิ้มบางเบา
"ใช่...กระบี่เช่นนี้ มีเพียงบิดาบุญธรรมเท่านั้นที่สอนได้ ทุกท่วงท่า...ล้วนมีกลิ่นอายของท่าน"สิ้นคำกล่าว เขาจึงค่อย ๆ ยกกระบี่ไม้โพธิ์ขึ้น เตรียมแสดงกระบวนกระบี่เดียวกัน แต่สมบูรณ์ยิ่งกว่า...