หลายร้อยปีก่อน ผมเป็ศิษย์ชั้นที่สาม ในบรรดาศิษย์ทั้งห้าชั้นของ ‘เทพเสินหนง’ เทพเสินหนงเป็เทพที่พวกเรารู้จักกันดีในนามของเทพกสิกรรม เชื่อกันว่าเสินหนงเป็เทพผู้คุ้มครองธัญพืช 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวฟ่างขาว ข้าวฟ่างเหลือง ข้าวสาลี/ข้าวบาร์เลย์ ข้าวเ้า/ข้าวเหนียว และถั่วทุกชนิด ฟังดูก็ยิ่งใหญ่ดีใช่ไหมล่ะ
พวกคุณคงสงสัยใช่ไหมว่าผมทำผิดอะไรถึงถูกส่งมาเวียนว่ายตายเกิดในโลกมนุษย์หลายชาติภพแบบนี้ ก็นะ...แม้ผมจะเป็เทพชั้นที่สาม แต่ผมก็มีอายุแค่ไม่กี่ร้อยปี เจอเทพธิดาผู้งดงามเข้าก็เกิดหวั่นไหว
ผมเข้าร่วมงานต้อนรับเทพและเทพธิดาฝึกหัดก็ไปสะดุดเข้ากับเทพธิดาฝึกหัดคนหนึ่ง กินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่หลายวันเพราะอยากรู้จักกับเธอเหลือเกิน แต่เพราะกฎของ์นั้นมีข้อห้ามว่าเทพและเทพธิดาห้ามมีความสัมพันธ์และห้ามมีความรักต่อกัน เพราะนั่นหมายความว่าพวกเรายังละกิเลสไม่ได้ หากผู้ตรวจการเทพค้นพบว่าใครทำผิดกฎ เทพหรือเทพธิดาผู้นั้นก็จะถูกส่งลงไปเกิดทันที
ผมเก็บความรักและความ้าในส่วนลึกของหัวใจอยู่หลายคืน จนวันที่จัดงานเลี้ยงเพื่อรับเทพและเทพธิดาฝึกหัดเข้าสังกัดแก่เทพแต่ละองค์อย่างเป็ทางการ ผมก็ได้เจอกับเทพธิดาฝึกหัดผู้นั้นอีกครั้ง ตอนที่เธอออกมาแนะนำตัวว่าเธอเป็เทพธิดาฝึกหัดที่กำลังจะเข้าสังกัดของ ‘เ้าแม่มั่วโกว’ ซึ่งเป็เ้าแม่ที่เป็สัญลักษณ์ของความอ่อนเยาว์และความงาม ผมนั้นไม่แปลกใจเลย เพราะใบหน้าของเหม่ยเหม่ยนั้นก็เหมาะสมที่จะเข้าสังกัดของเ้าแม่มั่วโกวจริงๆ
และก่อนที่งานเลี้ยงจะเลิก ผมก็ได้ทำผิดร้ายแรงคือผมไปยืนส่งเทพและเทพธิดารุ่นน้องเ่าั้ จะเรียกว่าไปยืนส่งก็ไม่ได้ เพราะผมตั้งใจไปดักรอเหม่ยเหม่ยต่างหาก อาจเป็เพราะความรักในใจมันเกินต้านทาน มือเ้าปัญหาก็ไปคว้าเหม่ยเหม่ยเข้ามากอดเสียนี่
จากนั้นน่ะหรือ ผมกับเหม่ยเหม่ยก็ถูกส่งลงไปเกิดยังโลกมนุษย์เป็หลายร้อยปี เวียนว่ายตายเกิดเป็คู่กันทุกชาติ คุณคงคิดว่าพวกผมมีความสุขกันแล้วใช่ไหม เปล่าเลยครับ...มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย
ผมกับเหม่ยเหม่ยเคยเป็ทั้งคู่รัก คู่หมั้น คู่บ่าวสาว แต่พวกเราไม่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกันสักครั้ง ความรักของเราถูกเบื้องบนกำหนดไว้ว่าเราไม่อาจครองคู่กันได้ จนกว่าจะชดใช้ความผิดครบห้าร้อยชาติ ซึ่งการมาเกิดใหม่ครั้งนี้เป็ครั้งที่ 501 ของเราแล้วครับ
ก่อนที่ผมกับเหม่ยเหม่ยจะลงมาเกิดในร่างนี้ ผู้ตรวจการเทพก็ได้แจ้งเราแล้วว่าเราทั้งคู่ชดใช้ความผิดตามบทลงโทษครบเรียบร้อยแล้ว การเกิดใหม่ในครั้งนี้เราสองคนจะได้ใช้ชีวิตและครองคู่กันอย่างมีความสุขเสียที
แต่เพราะไม่มีคู่รักคู่ไหนในโลกอนาคตอันอุดมสมบูรณ์ที่มีคุณสมบัติพอที่เราจะมาเกิดพร้อมกันได้ ผมกับเหม่ยเหม่ยจึงถูกส่งให้ลงมาใช้ชีวิตในยุค 70 เป็ยุคที่ขาดแคลนเสบียงและเครื่องอุปโภคและบริโภคเป็อย่างมาก ประชาชนยังไม่มีที่ดินทำกินเป็ของตัวเอง จะเป็การทำงานในระบบคอมมูน คือการถือครองทรัพย์สินและทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งในคอมมูนจะมีการแบ่งปันงานและรายได้ด้วย โดยรายได้และผลผลิตทางการเกษตรที่จะได้รับจะคำนวณจากแต้มค่าแรง คือใครทำงานหนึ่งชั่วโมงก็จะได้คะแนนค่าแรงหนึ่งแต้ม
แต่ไม่ว่าจะส่งผมกับเหม่ยเหม่ยมาเกิดในยุคไหนก็เถอะ ขอแค่ให้เราได้ใช้ชีวิตร่วมกันโดยไม่ตายจากกันเหมือนชาติที่ผ่านๆ มาก็พอ ส่วนว่าเราจะใช้ชีวิตให้อยู่รอดยังไงให้มันเป็เื่ของอนาคตก็แล้วกัน ความคิดของผมมันง่ายมากเลยใช่ไหมล่ะครับ
ผู้ตรวจการเทพที่ทำหน้าที่มารับมาส่งเราหลายร้อยครั้งเกิดสงสารและเห็นใจ ท่านจึงมอบบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เล็กๆ ในมิติให้ผมมาบ่อหนึ่ง และมอบทักษะการทำอาหารเล็กๆ น้อยๆ และมิติคงสภาพให้เหม่ยเหม่ยติดตัวมาด้วย ต้องบอกว่ามันเป็ทักษะที่เล็กน้อยจริงๆ แต่ก็ยังดีกว่าเราไม่ได้อะไรติดตัวมาเลยจริงไหม
มาว่ากันต่อ เกิดใหม่ครั้งนี้ผมมีชื่อว่า ‘เจียงโม่โฉว’ โม่โฉวที่แปลว่าปราศจากความเศร้า เพราะคุณแม่อยากเห็นผมมีความสุขในทุกๆ วัน ชื่อนี้คุณแม่ไปขอให้อาจารย์ที่นับถือตั้งให้เชียวนะ เสียซาลาเปาไปตั้งสามลูกเลยทีเดียว แต่ผมก็แอบคิดว่าชื่อที่ทั้งเชยและออกเสียงยากอย่างนี้มันคุ้มค่ากับซาลาเปาที่เสียไปหรือเปล่านี่ แต่ความสุขของคุณแม่ก็มากล้น คิดว่าชื่อนี้สูงส่งเสียดฟ้าเสียอย่างนั้น ไหนๆ ก็เป็ชื่อที่คุณแม่ภูมิใจ ผมก็...ชื่นชอบมันไปด้วยละกัน
คงสงสัยว่าทำไมถึงไม่ให้คุณพ่อหรือไม่ก็ผู้าุโในตระกูลตั้งชื่อให้ผมใช่ไหมล่ะครับ ก็เพราะคุณแม่ของผมเป็ภรรยาคนที่สอง แต่ไม่ใช่ว่าคุณแม่ของผมเป็พวกรักสบายจึงเลือกเส้นทางนี้นะครับ เธอไม่รู้ต่างหากว่าคุณพ่อมีภรรยาอยู่ก่อนแล้ว ก็นะ...คุณแม่เป็เพียงสาวชาวบ้านในชนบท คุณพ่อก็เป็ข้าราชหนุ่มที่ถูกส่งไปทำงานในถิ่นทุรกันดาร ความเหงาความเปล่าเปลี่ยวก็ทำให้จิตใจหวั่นไหว และคุณแม่ก็เป็ผู้หญิงอ่อนหวานและนิสัยดี (อันนี้คุณพ่อเล่าให้ผมฟังนะ) จากนั้นทั้งคู่ก็แต่งงานกันโดยที่คุณพ่อเป็เถ้าแก่สู่ขอคุณแม่ด้วยตัวเอง (คุณพ่อของผมเก่งมากเลยใช่ไหมล่ะ)
หนึ่งปีให้หลัง คุณพ่อก็มีคำสั่งให้ย้ายกลับปักกิ่งตอนที่คุณแม่เพิ่งท้องผมได้แค่สามเดือน การเดินทางในยุคนั้นถือว่าลำบากมาก คุณพ่อกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง จึงให้คุณแม่คลอดและรอจนผมอายุได้หนึ่งขวบ คุณพ่อก็จะกลับมารับพวกเรา ด้วยเหตุนี้คุณแม่จึงเป็คนตั้งชื่อให้ผมเอง โดยไม่ได้รอถามความเห็นจากคุณพ่อ
ครอบครัวของคุณแม่ตั้งหน้าตั้งตารออยู่ทุกวันที่จะให้ผมอายุครบหนึ่งขวบเร็วๆ เพราะพวกเขาอยากจะย้ายไปอยู่ปักกิ่งกับผมและคุณแม่ด้วย พวกเขาคิดว่าการย้ายเข้าเมืองหลวงของประเทศมันง่ายดายขนาดนั้นเลยหรือ
แต่คุณแม่ที่รู้จักนิสัยใจคอของครอบครัวตัวเองเป็อย่างดี หากคุณตาคุณยายพาครอบครัวย้ายไปอยู่กับเราที่ปักกิ่งจริงๆ เธอกลัวว่าคุณพ่อและผมจะมีปัญหาในอนาคต คนที่ไม่เคยเจอโลกอันกว้างใหญ่อย่างคุณแม่จะคิดอะไรได้ เธอเลือกที่จะะโน้ำตัดปัญหา เพื่อจะให้คุณพ่อพาผมกลับปักกิ่งได้อย่างไม่ต้องกังวล
คุณพ่อทั้งโมโหทั้งเสียใจ แต่มองไปที่ครอบครัวของพ่อตาแม่ยายที่มองมาที่เขากับลูกชายเหมือนฝูงหมาป่ารอขย้ำกระต่าย คุณพ่อก็พาผมกลับปักกิ่ง โดยมอบเงินหนึ่งร้อยหยวนพร้อมหนังสือตัดสัมพันธ์ระหว่างผมกับครอบครัวคุณตาคุณยายอย่างเด็ดขาด ต้องบอกว่าในยุคนั้น เงินหนึ่งร้อยหยวนมันมากมายมหาศาลจริงๆ นะ คุณตาคุณยายได้รับเงินก็ไม่หันมามองผมอีกเลย
ผมกลับมาอยู่ปักกิ่งกับคุณพ่อ โดยมีคุณแม่ ‘สวีเหลียน’ เป็คนเลี้ยงดูผมมาั้แ่นั้น ต้องบอกว่าผมโชคดีที่คุณแม่ไม่เคยรังเกียจที่ผมเป็ลูกนอกสมรส พี่สาวและพี่ชายได้อะไร ผมก็ได้เหมือนกัน
พี่สาวของผมชื่อ ‘เจียงโม่หลาน’ เป็ผู้หญิงเก่งที่ เอ่อ...เก่งทุกด้านไม่ว่าจะเป็เื่เรียนและเื่หมัดมวย เธอเป็อาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง และยังเป็อาจารย์ที่อายุน้อยที่สุดของมหาวิทยาลัยเชียวนะ
พี่ชายของผมชื่อ ‘เจียงโม่ไป๋’ นี่ก็ใช่ย่อยเช่นกัน คงเพราะมีเืนักสู้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าได้มาจากใคร แต่เขามักจะประกาศออกไปแบบนั้น พี่ๆ ของผมต่อยตีและเก่งหมัดมวยกันจริงๆ บางครั้งผมยังแอบคิดว่าพวกเขาเป็ศิษย์วัดเส้าหลินกลับชาติมาเกิดกันหรือเปล่า
และผม น้องชายคนเล็กของบ้าน เื่หมัดมวยน่ะหรือ ก็ใช่ย่อยนะ ก็พี่สาวกับพี่ชายเก่งกาจขนาดนั้น ผมก็ต้องเรียนรู้จักพวกเขามาบ้าง ผมลืมบอกไป พี่ๆ ของผมเกิดก่อนผมห้าปีนะครับ เพราะฉะนั้นฐานะน้องเล็กที่พวกเขารักและอยากปกป้องที่สุดก็เป็ผมนี่ล่ะ
กลับมาที่เื่ชื่อของผมอีกครั้ง ชื่อโม่โฉวนี่ก็ช่างสอดคล้องกับชื่อของพี่ๆ ดีจริงๆ นี่คงเป็เหตุผลที่คุณพ่อไม่เปลี่ยนชื่อให้ผมเมื่อตอนที่คุณพ่อเห็นชื่อของผมปรากฏในสูติบัตร และนี่ก็เป็สิ่งเดียวที่คุณแม่ทิ้งไว้ให้ผมนั่นเอง
ผมใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในบ้านสกุลเจียงโดยที่ทุกคนไม่ได้ปิดบังชาติกำเนิดของผม ความคิดนี้เป็ของคุณแม่สวีเหลียน เธอให้เหตุผลว่าความลับไม่มีในโลก ให้ผมรู้ชาติกำเนิดที่แท้จริงดีกว่าให้คนมาขุดคุ้ยและสร้างปมในใจให้ผมในภายหลัง ซึ่งผมก็ไม่ได้เก็บเื่นี้มาใส่ใจหรอก แต่เป็คุณแม่เองต่างหากที่เมื่อมีคนเรียกผมว่าลูกนอกสมรส คุณแม่ก็จะลงไม้ลงมือกับคนคนนั้นไม่ยั้ง มานึกอีกที สุดยอดวิชาการต่อสู้ของพี่ๆ คงได้มาจากคุณแม่นี่ล่ะ
พวกเราใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกันดี จนเมื่อประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลง ครอบครัวฝ่ายวิชาการอย่างเราที่คนมองว่าเป็พวกหัวเก่าและคล้ายจะเป็กลุ่มศักดินา ครอบครัวของเราจึงถูกส่งไปทำงานตามสถานที่ห่างไกล
คุณปู่กับคุณพ่อที่เป็นักวิชาการาุโ ถูกส่งไปทำงานกสิกรรมที่เมืองทางทิศใต้ คุณแม่กับพี่สาวที่เป็อาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยถูกส่งไปทำงานที่เมืองทางทิศเหนืออันหนาวเหน็บ
และผมที่เป็ยุวชนอนาคตไกล (ผมไม่ได้ชมตัวเองนะ ผมเป็นักเรียนในกลุ่มหัวกะทิของโรงเรียน รายชื่อของผมมักจะอยู่ในลำดับที่หนึ่งและไม่เคยหลุดจากลำดับที่สามเลยสักครั้ง) ก็ได้ถูกส่งไปเป็ยุวชนที่ต้องทำงานในไร่แลกแต้มค่าแรงที่หมู่บ้านหลีเจี่ย
โอ้...เกือบลืมไปเลย ยังมีพี่ชายของผมที่ได้อยู่ดูแลบ้านและทรัพย์สินของครอบครัวในปักกิ่งต่อ ก็เพราะเขาเป็คนเดียวของครอบครัวที่รับราชการเป็ตำรวจอย่างไรเล่า ถือว่าเขาโชคดีไป