"เจ็บไหมบลู? ถ้าเจ็บก็บอกนะ... หรือจะให้ช่างเบามือลงหน่อยไหม?"
เสียงใสของเอริดังขึ้นเป็รอบที่สิบแปดจนช่างสักหนุ่มลายพร้อยถึงกับต้องลอบยิ้ม ขัดกับภาพลักษณ์ 'คุณบอส' ผู้น่าเกรงขามในห้องประชุมอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้เอริสากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้สตูลตัวเล็ก บิดไปบิดมา สายตาจับจ้องเข็มสักที่กำลังลากเส้นลงบนแผ่นอกข้างซ้ายของแฟนหนุ่มตาไม่กระพริบ มือเรียวสวยทั้งสองข้างกุมมือข้างหนึ่งของบลูไว้แน่นจนเหงื่อซึม
"บอสคับ... เข็มมันจิ้มอกผมนะคับ ไม่ใช่อกบอส ทำไมหน้าบอสซีดกว่าผมอีกเนี่ย" บลูที่นอนอยู่บนเตียงสักเอ่ยขำๆ ใบหน้าคมคายดูผ่อนคลาย ผิดกับคนข้างๆ ที่ลุ้นจนแทบจะลืมหายใจ
"ก็ฉันกลัวนายนี่นา... ตรรกะความเ็ปลากผ่านชั้นิัตั้งหลายนาที นายยังจะมีหน้ามาขำอีกนะ" เอริค้อนขวับ แต่ก็ไม่ยอมปล่อยมือเขา
"สำหรับผม ความเจ็บแค่นี้มันเล็กน้อยมากครับ เมื่อเทียบกับความหมายของมัน... แล้วก็เทียบกับ 'คนคุมตรวจ' ที่นั่งอยู่ตรงนี้ด้วย" บลูส่งสายตาเชื่อมปรอยปนความคลั่งรักไปให้ จนเอริต้องก้มหน้าหลบสบตากับรอยสักแทน
ข้อความภาษาอังกฤษฟอนต์มินิมอลเรียบหรูคำว่า ‘To give is to live forever’ เริ่มเป็รูปเป็ร่างอย่างงดงาม ภายใต้การกะระยะและเลือกฟอนต์ที่เอริเป็คนคำนวณสัดส่วนให้เข้ากับแผงอกกว้างของเขาเป๊ะๆ ช่างสักใช้เวลาเก็บรายละเอียดอีกไม่นานก็ดับเครื่องเคาะเข็มลง
"เรียบร้อยครับผม สวยงามตามตรรกะคุณผู้หญิงเลยครับ" ช่างสักหนุ่มแซวขำๆ พลางเช็ดทำความสะอาดแผล
เอริขยับเข้าไปดูรอยสักใหม่แกะกล่องบนอกซ้ายของบลูใกล้ๆ ตัวอักษรสีดำเนี้ยบกริบนั้นเด่นชัดอยู่เหนือตำแหน่งก้อนเนื้อที่กำลังเต้นเป็จังหวะสม่ำเสมอ... มันช่างดูเซ็กซี่ อบอุ่น และทรงคุณค่าในเวลาเดียวกัน
หลังจากจัดการค่าใช้จ่ายและรับคำแนะนำในการดูแลแผลเสร็จ ทั้งคู่ก็พากันเดินออกมานอกร้านสัก บรรยากาศยามดึกสงบสงัด ลมโชยมาเอื่อยๆ บลูที่สลับกลับมาใส่เสื้อเชิ้ตกระดุมหน้า (โดยจงใจปลดกระดุมบนสามเม็ดเพื่อให้แผลระบายอากาศ และแอบโชว์รอยสักใหม่ให้แฟนสาวดู) เดินโอบไหล่เอริมาที่รถบิ๊กไบค์คลาสสิกของเขา
"ขอบคุณนะคับคุณบอส ที่มาช่วยคุมระบบความเจ็บให้" บลูหันมายิ้มตาหยิบ
"อืม... ถือว่าฉันทำหน้าที่แฟนที่ดีก็แล้วกัน" เอริเชิดหน้านิดๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบผ่านเนื้อผ้าเชิ้ตตรงอกข้างซ้ายของเขาเบาๆ "แต่นายห้ามลืมความหมายของรอยสักนี้เด็ดขาดนะ... นายบอกเองว่าจะ 'ให้' ความสุขกับฉันตลอดไป"
"ไม่ลืมแน่นอนครับผม" บลูคว้ามือนุ่มของเธอขึ้นมากดจูบเบาๆ "แต่บอสรู้ไหม... ตรรกะการเป็ผู้ให้ของผม มันกำลังจะขยับไปอีกขั้นแล้วนะ"
"ขั้นไหนของนายอีก?"
"ก็... ในฐานะที่ผมเป็ 'พี่ชายคนโต' ของบ้าน" บลูเกาคอแก้เขิน แววตาแฝงความตื่นเต้นแบบเด็กๆ "คุณแม่กับน้องๆ ของผมรู้เื่บอสแล้วนะคับ ทุกคนตื่นเต้นมาก แล้วคุณแม่ก็บอกว่า... อยากให้ผมพาลูกสะใภ้ เอ๊ย! พาแฟนสาวคนเก่ง ไปทานข้าวฝีมือแม่ที่บ้านในวันหยุดนี้หน่อย บอสจะยอมเซ็นอนุมัติคิวในตารางงานให้ผมไหมครับ?"
คำว่า 'ลูกสะใภ้' ที่เขาหลุดปากออกมา ทำเอาเอริยืนแข็งทึ่อไปสามวินาที ก่อนที่หน้าสวยจะแดงลามไปถึงใบหู หัวใจเต้นโครมครามจนระบบตรรกะในสมองพังพินาศฉับพลัน!
การไปเจอครอบครัวแฟน... นี่มันคือตัวแปรนอกระบบขั้นสูงสุดที่เธอไม่เคยคำนวณไว้ในชีวิตแผนงาน 17 ปีที่ผ่านมาเลยด้วยซ้ำ!
"บลู! นายมัดมือชกฉันนี่!" เอริโวยวายทุบอกเขาเบาๆ (แต่แอบระวังไม่ให้โดนแผลสัก)
"โถ่บอส... คุณแม่ผมใจดีมากคับ น้องๆ ก็อยากเจอพี่สะใภ้จะแย่" บลูหัวเราะร่าพลางรวบร่างบางของบอสสาวเข้ามาสวมกอดไว้หลวมๆ "ตรรกะหัวใจข้อต่อไปของพวกเรา... คือการไปแชร์ความสุขให้คนที่ผมรักที่สุดได้รู้จักคุณไงครับ... ไปด้วยกันนะคับ เอริสา"
อ้อมกอดที่อบอุ่นนุ่มนวลบวกกับน้ำเสียงออดอ้อนของคนคลั่งรัก มีหรือที่ยัยบอสจอมดื้อจะต้านทานไหว เอริซบหน้าลงกับอกกว้างของบลู ได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นแรงไม่แพ้กันอยู่ใต้รอยสักนั้น
"ไปก็ได้... แต่ถ้าน้องๆ นายดื้อ ฉันจะใช้ตรรกะผู้บริหารจัดการเรียงตัวเลยคอยดู!" เอริพึมพำขู่เสียงอู้อี้ในอ้อมกอด
บลูยิ้มกว้างด้วยความดีใจจนเนื้อเต้น เดทแรกจบลงด้วยความหวานละมุน และด่านต่อไปในระบบชีวิตของคู่นี้... กำลังจะเริ่มต้นขึ้นพร้อมความอบอุ่นแบบครอบครัวที่เอริไม่เคยััมาก่อน
มีต่ออีกน้าาาา