You Are My Light 4
‘ขี้เก๊กเนอะ’ จันทร์เ้าที่อยู่เบาะด้านหลังเอ่ยแซะอย่างหมั่นไส้
‘ไปว่าเขา’
‘ก็จริงอ่ะ เขาจะจีบตัวใช่ไหม’
‘บ้าสิ เป็ไปไม่ได้หรอก’ เพราะฝนที่ยังเทลงมาทำให้ไม่รู้เลยว่าเ้าของรถได้กลับมายืนอยู่ข้างๆ รถตอนไหน ไม่รู้ว่าเขาได้ยินสิ่งที่ฉันคุยกับจันทร์เ้าหรือเปล่า แต่ท่าทีเขาก็ยังปกตินะ
‘แต่เขาแปลกๆ นะ ทำไมต้องพามารับด้วยล่ะ’ จันทร์ยังตั้งข้อสงสัย อย่าว่าแต่จันทร์เ้าเลยฉันเองก็สงสัยอยู่ไม่น้อยแต่ก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยถามได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ
‘ไม่รู้ แต่ช่างเขาเถอะ’ ฉันตอบกลับพี่สาวในใจแล้วก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อบอสแกะแผ่นคูลฟีเวอร์มาติดที่หน้าผากซันไชน์ให้อย่างเบามือ เ้าลูกหมูหลับไปได้สักพักแล้วล่ะแต่ไม่คิดว่าบอสจะซื้อเ้าแผ่นนี้มาติดให้ฉันตั้งใจเอาไว้แล้วว่าพอถึงบริษัทฉันจะลงไปซื้อมาให้ลูกเอง
“รอก่อน” บอสเอ่ยสั่งเสียงเบาเมื่อหยุดรถที่ชั้นจอดรถของเขา
“คะ? อ้าว” เขาเดินลงจากรถไปแล้วฉันได้แต่มองตามคนตัวสูงที่เดินอ้อมรถมาฝั่งฉันเขาเปิดประตูรถก่อนจะยื่นมือมาตรงหน้า
“คะ?”
“จะอุ้มให้” เขาบอกแค่นั้นก่อนจะสอดมือและแขนเข้ามาอุ้มซันไชน์ไป ฉันแทบจะผวาเข้าไปอุ้มลูกคืนแต่เพราะเขาหลบเลยทำได้แค่เพียงคว้าอากาศ
“มะ ไม่เป็ไรค่ะส่งลูกดิฉันมาเถอะนะคะ”
“ไปเอากระเป๋าด้านหลัง เร็ว จะได้ขึ้นข้างบน” เขาสั่งเสียงเข้มขึ้นฉันเปิดประตูรถด้านหลังหยิบกระเป๋าลูกชายมาสะพายไว้ที่ไหล่ข้างหนึ่งก่อนจะส่งมือไปตรงหน้า
“ให้ดิฉันอุ้มลูกเองเถอะนะคะ” ฉันอ้อนวอนสุดชีวิต และไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเขา้าอะไรกันแน่ถึงได้ทำแบบนี้ มันไม่เข้าใจและสับสนในสิ่งที่เขาทำอย่างมาก
“จะอุ้มให้” เขาบอกแค่นั้นก่อนจะกดรีโมทล็อครถเดินนำไปที่ลิฟต์ฉั นเองที่เป็ห่วงลูกชายได้แต่วิ่งตามเขาเข้าไปในลิฟต์
“อื้อ ม้า ม้าอุ้ม” ขอบคุณที่ตื่นขึ้นมาทันพอดีลูก ซันไชน์ลืมตาตื่นพอเห็นว่าฉันไม่ได้เป็คนอุ้มก็เริ่มงอแงและดิ้นมาหาฉันทันที
“มาลูก ม้าอุ้มนะ” ฉันบอกลูกชายเสียงนุ่มยกแขนรับเขาเข้ามากอด เฮ้อ โล่งอกไปทีนึกว่าจะมีคนเห็นบอสอุ้มลูกฉันแล้วเสียอีก แค่นี้คนก็นินทาฉันเยอะแล้วอย่าให้มีเื่ของบอสเข้ามาเกี่ยวข้องอะไรอีกเลย
“ขอบคุณค่ะ” เมื่อลิฟต์เปิดออกฉันก็รีบเอ่ยบอกเขาเร็วๆ ก่อนจะรีบก้าวออกจากลิฟต์ตรงไปยังแผนก เพราะวันนี้ลูกชายไม่สบายจึงต้องงดน้ำปั่นที่พี่มุ้ยซื้อมาให้เรานั่งทำงานกันจนถึงเวลาเลิกงานก็ทยอยไปที่ร้านชาบูใกล้บริษัท ฉันที่ไม่มีรถครั้งนี้ติดรถไปกับพี่ส้มโดยมีพี่เอมและพี่โอมตามมาด้วย ส่วนพี่อิมพี่ช้างพี่มุ้ยมีรถส่วนตัวเลยจะไปเจอกันที่ร้านเลย
“คิกคิก” เสียงหัวเราะดังจากเบาะด้านหน้ารวมถึงพี่เอมที่นั่งด้านหลังกับฉันด้วย
“อะไรกันคะเนี่ย ทำไมอารมณ์ดีกันขนาดนี้คะ”
“อ่า เปล่าหรอก ไม่ต้องสนใจพวกพี่หรอก”
“สนใจบอสก็พอ”
“ฮิ้ว!” ชักจะปวดหัวแล้วล่ะ แล้วทำไมฉันต้องสนใจบอสด้วยล่ะไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น
“หนูไม่เข้าใจอ่ะค่ะ พี่ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ”
“จะบอกยังไงดี เอางี้ดูเองดีกว่ารู้ด้วยตัวเองที่สุด” พี่ส้มบอกยังไม่ทันจะได้ถามอะไรต่อเราก็ถึงร้านชาบูที่นัดกันไว้เราลงจากรถเดินเข้าไปในร้านโดยที่เ้าลูกหมูตื่นแล้วเกิดอาการงอแงอยากเดินเองฉันเลยต้องย่อตัวปล่อยให้เดินเองรวมถึงสะพายกระเป๋าเองด้วย เราทั้งสองเดินจับมือกันเข้าไปในร้านรั้งท้ายพี่ๆ ซันไชน์ดูตื่นเต้นมากเพราะได้มาทานอาหารที่ร้านแบบนี้ครั้งนี้ก็คงเป็ครั้งที่สอง ครั้งแรกคือไปกับเพื่อนฉันเมื่อสามสัปดาห์ก่อน ตอนนี้ถึงแม้จะมีไข้แต่ก็ยังตื่นเต้นกับสิ่งตรงหน้า
“วันนี้ห้ามดื่มน้ำอัดลมและน้ำเย็นนะครับได้แค่น้ำเปล่านะเข้าใจไหม”
“ครับม้า”
“เก่งมาก ตรงนั้นมีซูชิด้วยจะไปดูไหมครับ” ถามลูกไปมือก็ยกวัดไข้ที่หน้าผาก
“ครับ” ซันไชน์ยิ้มกว้างเดินจับมือฉันไปดูอาหาร แต่ก็พอจะเข้าใจว่าร้านนี้ใกล้บริษัทแต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะมีพนักงานของบริษัทมาทานเยอะขนาดนี้ข้างๆ โต๊ะที่พวกฉันนั่งก็เป็โต๊ะของพนักงานบริษัทไม่รู้ว่าอยู่แผนกไหมกแต่ฉันจำป้ายห้อยคอเ่าั้ได้
“ม้าครับ อันนี้อะไร” เ้าลูกหมูชี้นิ้วไปยังถาดใส่ขนมไทย
“อือ ลูกชุบครับ”
“อะไรกันสองคนนี้ หมูมาละนะ รีบตามมา” พี่ช้างบอกขำๆ เมื่อมองเห็นท่าทางตื่นเต้นของซันไชน์
“ครับ!” เ้าลูกหมูขานรับอย่างแข็งขัน เมื่อได้ซูชิมาห้าชิ้นเราสองแม่ลูกก็เดินกลับโต๊ะแต่เพราะเก้าอี้สองตัวที่มีกระเป๋าฉันกับลูกวางไว้ด้านหนึ่งเป็เก้าอี้ตัวแรกของโต๊ะส่วนอีกตัวติดกับบอสใหญ่ที่นั่งนิ่งอยู่ พนักงานที่มาใช้บริการร้านนี้ต่างเมียงมองเขาไม่หยุดบ้างก็ถ่ายรูป ฉันอยากจะขอเปลี่ยนที่นั่งกับพี่คนอื่นๆ แต่ก็ไม่กล้าเพราะทุกคนเริ่มเทผักเทเนื้อลงบนหม้อแล้ว ฉันกับลูกเดินไปที่โต๊ะ ก่อนจะอุ้มซันไชน์นั่งเก้าอี้ตัวที่ติดกับบอสไม่ลืมขยับเก้าอี้ออกห่างจากบอสด้วย ส่วนฉันนั่งเก้าอี้ตัวแรกเราสองแม่ลูกนั่งติดกัน โต๊ะเราทั้งหมดมีสิบเอ็ดคนไม่ขาดไม่เกินมีหม้อสามหม้อ แน่นอนว่าบอสขยับมาร่วมหม้อกับฉันและลูกแล้วก็ยังมีพี่พี่ส้มนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ฉันอดที่จะเกรงใจบอสไม่ได้ อย่าลืมนะถ้าคนไม่ชอบเด็กเขาก็คงจะรังเกียจเวลาต้องทานอะไรร่วมกับเด็กแต่ดีหน่อยที่ลูกฉันเชื่อฟังและไม่ค่อยซนจึงอาศัยการบอกก่อนจะเริ่มทาน
“ไชน์อยากได้อะไรบอกม้านะลูก มันร้อนมากๆ เลยถ้าไชน์ทำเองเดี๋ยวน้ำร้อนจะกระเด็นใส่เข้าใจไหมลูก
“ครับม้า แต่น้ำสีแดงๆ ไชน์จุ่มๆ ได้ไหมครับ” นิ้วเล็กชี้ไปยังน้ำซุปในหม้อที่แบ่งเป็สองฝั่งคือน้ำใสและต้มยำ
“สีแดงๆ เขาเรียกน้ำต้มยำลูก อันนี้น่ะเผ็ดไชน์กินไม่ได้นะครับ”
“ครับ ไชน์จะจุ่มๆ แค่สีขาวๆ อันนี้”
“ครับ” ฉันพยักหน้ากับลูกเราคุยกันงุ้งงิ้งๆ เมื่อเนื้อหมูและสิ่งที่อยู่ในหม้อเริ่มสุกพี่ส้มก็บอกให้ทานได้ฉันตักปูอัดเบคอนลูกชิ้นและผักมาพักไว้ในชามใช้ช้อนตัดอาหารให้เป็ชิ้นเล็กรวมถึงเป่าให้เย็นโดยมีลูกชายนั่งมองและให้กำลังใจอย่างเงียบๆ แววตาตื่นเต้นนั้นทำเอาพี่ส้มที่อยู่ตรงข้ามขำออกมาทันที
“โอ๊ย ทำไมหลานมันน่ามันเขี้ยวแบบนี้นะ”
“ดูตามันสิพี่ จ้องม้ามันไม่หยุดเลย” พี่ช้างที่แม้จะอยู่ตรงข้ามก็ยังหันมาแซวซันไชน์
“เอาตับไหม ทานได้หรือเปล่า” พี่ช้างถาม แต่ไม่มั่นใจว่าถามใคร ฉันเป่าจนอาหารอุ่นๆ ก่อนจะยกชามที่มีอาหารไปไว้ตรงหน้าลูกชาย
“ขอบคุณครับ ทานแล้วนะครับ” เ้าลูกชายค่อยๆ ใช้ส้อมจิ้มที่เนื้อและตักเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มป่อง ฉันเองพอมั่นใจว่าลูกเริ่มทานก็คีบผักมาใส่จานตัวเองบ้าง
“ม้าครับ” แต่ทานได้สักพักซันไชน์ก็เอียงหน้ามากระซิบเรียบเบาๆ
“หือ?”
“ลุงคนนั้นเขาเอาเบคอนมาให้ไชน์ด้วย” นิ้วเล็กชี้ๆ ไปยังคนที่นั่งข้างๆ ชี้แบบหลบๆ บอสอย่างนั้นเหรอ?
“ขอบคุณหรือยังครับ”
“ยังคับ”
“ขอบคุณก่อนเร็วครับ” เ้าลูกหมูพยักหน้ารับก่อนจะหันไปยกมือไหว้ขอบคุณบอส เขายิ้มมุมปากนิดก่อนจะคีบเนื้อในหม้อต่อ ฉันคีบหมูสไลค์แผ่นบางใส่จานตัวเองเป่าให้เย็นตัดเป็ชิ้นเล็กแล้วตักไปให้ซันไชน์ จากนั้นก็หันกลับไปตักผักมาใส่จานตัวเองอีกครั้งแต่ครั้งนี้แปลกไปเพราะคนที่นั่งอยู่ข้างซันไชน์ยื่นมือไปคีบหมูในหม้อมาใส่จานให้
“ทานเนื้อด้วย อย่าทานแต่ผัก” เขาบอกเสียงไม่เบาแต่ก็ไม่ดังคิดว่าคนข้างๆ และตรงข้ามเขาคงได้ยินไม่อย่างนั้นคงไม่มองฉันสลับกับเขาด้วยรอยยิ้มแปลกๆ แบบนั้นหรอก
“ขอบคุณค่ะ”
“ม้า อ้าม” เ้าลูกหมูจิ้มเนื้อในชามเล็กตัวเองมาป้อนจนถึงปาก ฉันยิ้มให้ลูกชายก่อนจะอ้าปากรับเนื้อนั้นอย่างเต็มใจ
“ทานเยอะๆ น้า จะได้ตัวโตๆ”
“บอกตัวเองเถอะไอ้ลูกหมู รีบโตให้ทันลุงเดี๋ยวพาไปจีบสาว” พี่ช้างเอ่ยบอกไชน์ก่อนที่ทุกคนจะหัวเราะอย่างครื้นเครง พี่ๆ ทุกคนชวนคุยเื่ทั่วไปมีเสียงพูดคุยเสียงหัวเราะกันทุกคนยกเว้นเพียงฉันและบอสที่ไม่ค่อยได้คุย ไม่รู้ว่าเขาได้ทานบ้างหรือเปล่าเพราะทุกครั้งที่ตั้งใจคีบอาหารใส่จานให้ลูกชายก็พบว่าบอสเองก็คีบใส่ชามให้ลูกชายฉันแล้ว
“ม้าครับ อิ่มแล้ว”
“เอาน้ำไหมครับ เดี๋ยวม้าพาไปกด” น้ำในแก้วพลาสติกของลูกหมดแล้วกลัวจะคอแห้งเลยถามไป
“ครับ”
“เดี๋ยวพาไปเอง ทานต่อเถอะ” บอสบอกเร็วๆ ขยับตัวลุกขึ้นยืนอุ้มไชน์ลงจากเก้าอี้ก่อนจะจับมือเดินไปยังโซนเครื่องดื่ม ฉันเองที่ยังใทำได้แค่มองตามตาค้าง พอหันไปเจอเลขาของเขาที่เพิ่งยกโทรศัพท์ถ่ายรูปเสร็จก็หันมามองฉันอย่างเขินๆ
“เข้าใจบอสหน่อยนะคะ เขาไม่เคยมีความรักค่ะ” คุณเลขาผู้หญิงบอกมา
“เพิ่งจีบผู้หญิงครั้งแรกด้วยครับ” คุณเลขาผู้ชายที่นั่งถัดจากคุณเลขาผู้หญิงไปโผล่หน้ามาบอกฉันเช่นเดียวกัน
“โอ๊ย เขิน แต่ถ้าจะให้ดีเลี้ยงข้าวบ่อยๆ ก็ดีนะคะยิ่ง่กลางเดือนแบบนี้จนมากค่ะ”
“พวกแกนี่ พอเลยบอสกลับมาแล้ว” พี่ส้มดุไม่จริงจัง
“ให้โอกาสเขาหน่อยนะคะ”
“ปากร้ายแต่ใจดีนะครับ” คุณเลขาทั้งสองเอ่ยบอกไม่อยากจะเข้าข้างตัวเองจริงๆ ว่าพวกเขาตั้งใจจะบอกฉัน เพราะสายตาพวกเขาทั้งสองจับจ้องฉันไม่หลุดโฟกัสเลยสักนิด
“ม้าครับ ลุงคีบกุ้งมาให้ไชน์ด้วย” ฉันมองตามก็เห็นบอสถือจานกุ้งปลอมเดินตามหลังมา มือข้างหนึ่งถือจานอีกข้างถือแก้วน้ำ ฮื่อ ฉันเกรงใจเขาจัง
“กุ้งเหรอไชน์? ทำไมป้าไม่เห็นล่ะ” พี่เอมเอ่ยถามอย่างสงสัยกระทั่งเ้าลูกหมูเฉลยชี้นิ้วไปยังจานกุ้งปลอม หมายถึงลูกชิ้นแป้งที่ทำเหมือนตัวกุ้งนั่นแหละ
“นี่ครับกุ้ง”
“ฮาๆ ๆ โอ๊ย ไม่ได้การละเดี๋ยวหลานมันจำผิด พรุ่งนี้จะไปซื้อกุ้งมาให้หลานกินละเดี๋ยวมันจำไปว่านั่นคือกุ้งจริงๆ พี่ช้างกับพี่มุ้ยหัวเราะเสียงดัง ฉันเองก็ยิ้มเอ็นดูลูกชายไปแต่ในใจแทบจะร้องไห้ไปแล้ว ที่ต้องประหยัดเงินทุกบาทไว้เพราะฉันอยากจะเปิดร้านขนมเป็ของตัวเองที่กับร้านที่ดูไว้ราคาก็สูงอยู่เราเลยต้องหาเงินและประหยัด ฉันเป็แค่คนๆ หนึ่งที่มีความฝันและอยากจะทำความฝันให้สำเร็จแต่เพิ่งรู้ว่าสิ่งที่ทำมันกระทบกับชีวิตเล็กๆ ของซันไชน์ เอาละ ฉันจะต้องพาซันไชน์ไปเที่ยวโลกกว้างบ้างแล้วล่ะ ฉันไม่อยากให้ลูกโดนใครว่าไม่รู้จักอะไรเลย
“ม้าครับ”
“ครับลูก เอาอีกไหมเดี๋ยวม้าเป่าให้”
“ไม่ครับ ไชน์จะกินกุ้ง”
“ครับ ค่อยๆ ทานนะถ้าอิ่มห้ามฝืนทานนะครับเข้าใจไหม”
“ครับ!”
“บอกแต่ลูก ตัวเองก็ทานบ้างเถอะตะวัน” พี่โอมร้องบอกฉัน
“ค่ะพี่”
“จะสั่งสามชั้นเพิ่มนะ ใครเอาอะไรบอกมาเลย”
เกือบสองชั่วโมงที่เราทุกคนทานชาบูพี่ๆ ยังไม่มีทีท่าจะอิ่มกันเลยส่วนฉันกับลูกอิ่มแล้วล่ะ มีนานๆ ครั้งที่จะคีบปูอัดเข้าปากเคี้ยวแก้เบื่อ ซันเองก็นั่งทานผลไม้ในจานส่วนบอส... เขานั่งนิ่งๆ คอยลอบมองฉันกับลูกบ่อยๆ หากสังเกตเห็นฉันมองซ้ายมองขวาเขาก็จะถามแล้วว่าจะเอาอะไร ใครจะไปกล้าบอกล่ะจริงไหมฉันก็ปฏิเสธไปคีบผักในหม้อทานเล่นรอพี่ๆ อิ่ม
“สั่งเบคอนเพิ่มไหม” บอสถาม ครั้งนี้เขาถามเสียงเบาๆ และคิดว่าคงได้ยินแค่ฉันกับลูกแน่ๆ เพราะั้แ่บอสพาไชน์ไปเติมน้ำเมื่อกลับมานั่งเขาก็ขยับเก้าอี้เขามาชิดกับไชน์
“ไม่ดีกว่าค่ะ” เอ๊ะ หรือพี่ๆ จะอยากสั่งเพิ่มนะ
“พี่ส้มเอาเบคอนอีกไหมคะ” ฉันเงยหน้าถามพี่ส้ม รายนั้นสะดุ้งใเก็บโทรศัพท์ทันที เห็นๆ อยู่ว่าเมื่อกี้พี่ส้มใช้โทรศัพท์ทำอะไรสักอย่าง
“อ้อ ไม่ๆ พวกพี่อิ่มกันแล้วล่ะ”
“จ่ายเงินเลยไหมคะบอส” เสียงพี่เลขาผู้หญิงเอ่ยถามบอสที่วันนี้เป็เ้ามือเลี้ยง พี่ๆ บอกว่าบอสจะเลี้ยงต้อนรับนิสิตฝึกงานแต่ว่า มันติดที่ว่าที่บริษัทไม่ได้มีแค่ฉันนะที่มาฝึกยังมีที่แผนกอื่นตั้งหลายคนหรือเขาจะเวียนไปเลี้ยงแต่ละแผนกนะ อือ น่าจะเป็แบบนั้นนั่นแหละ
“ครับ” สิ้นเสียงเข้ม คุณเลขาก็เดินไปทำหน้าที่ไม่นานเราก็ออกมายืนรออยู่หน้าร้าน
“ขอบคุณบอสมากๆ เลยนะคะ” พี่ส้มยกมือไหว้ขอบคุณบอสฉันและพี่ๆ ก็ยกมือไหว้ขอบคุณเช่นเดียวกัน ไม่พอเ้าลูกหมูเมื่อเห็นฉันยกมือไหว้ก็ยกมือเล็กป้อมๆ ขึ้นไหว้บอสตาม
“ยินดีครับ กลับกันดีๆ นะครับ” บอสบอกพี่ๆ ก่อนจะย่อตัวลงอุ้มซันไชน์ เดี๋ยวนะ! เขาจะมาอุ้มลูกฉันทำไม
“กลับได้แล้วครับ” บอสบอกพี่ๆ ก่อนจะอุ้มลูกชายฉันเดินลิ่วไปยังที่จอดรถ ฉันจะทำยังไงได้นอกจากวิ่งตามเขาเพื่อจะไปเอาลูกคืนมาน่ะสิ
“บอสคะ บอสหยุดก่อน”
“หือ?”
“ขอ ขอลูกคืนมาด้วยค่ะดิฉันจะพา...”
“ขึ้นรถได้แล้ว” เขาบอกแค่นั้นก่อนจะเดินมาจับมือฉันไปยังรถ เขาเปิดประตูรถและผลักฉันเข้าไปเบาๆ ไม่ลืมส่งไชน์มาให้ด้วย เขาปิดประตูรถก่อนจะรีบเดินมาอีกฝั่ง เมื่อรถเคลื่อนตัวช้าๆ มือขาวก็ยื่นไปเปิดเพลงคลอเบาๆ ไชน์นั่งนิ่งไปขยับไปซุกซน
“พรุ่งนี้พาลูกไปที่บริษัทไหม” จู่ๆ บอสก็เอ่ยถาม
“คะ? พรุ่งนี้เหรอคะ?”
“ครับ”
“คงต้องดูก่อนค่ะ ถ้าไม่มีไข้คงให้ไปเนอสเซอรี่ คือไม่อยากให้ไปเล่นส่งเสียงดังจนรบกวนน่ะค่ะ” ก็เขาบอกฉันเองนี่ว่าไม่ชอบให้ที่ทำงานเสียงดังหรือพาเด็กไปแล้วเสียงดังน่ะ
“ไม่เป็ไรพามาได้”
“ขอบคุณค่ะ” แม้จะยังสงสัยและแปลกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของเขา แต่ฉันก็ต้องขอบคุณไว้ก่อนเป็มารยาทที่สำคัญกลัวเขาจะไม่เซ็นอนุมัติให้ฉันผ่านฝึกงาน
“ให้มารับไหม”
“คะ?”
“พรุ่งนี้ให้มารับไหมครับ ตอนเช้า”
“เอ่อ” บอสเป็อะไร? ฉันได้แต่ถามตัวเองในใจ
“ขอบคุณค่ะแต่ว่าไม่เป็ไรค่ะบอส”
“” ถ้าฝนตกแล้วไม่มีรถก็โทรมา โทรไลน์มาก็ได้เบอร์ส่วนตัวผมก็น่าจะมี” ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละเบอร์ส่วนตัวเขาฉันจะเอามาทำไมล่ะ ไลน์เหรอ? ก็ไม่มีอะไรให้ติดต่อนี่ฉันไม่เอามาให้หนักเครื่องหรอกอีกอย่างเราคงไม่ต้องคุยกันบ่อยขนาดนั้น
=======================
บอสร้องไห้แล้วถ้ารู้ว่าน้องคิดว่าไลน์บอสทำให้เครื่องหนัก 55555555 สู้นะบอส นอกจากตะวันอย่าลืมว่าต้องผ่านด่านจันทร์เ้าด้วย