ภายใต้แสงโคมที่ส่องสกาวดั่งดวงดาราพร่างพราว เหนือลานประลองซึ่งรายล้อมด้วยเหล่าศิษย์แห่งสำนักมังกรเมฆา ชายชราผู้หนึ่งก้าวขึ้นสู่แท่นบูชาอย่างเชื่องช้า อาภรณ์สีครามเก่าคร่ำที่สวมใส่พลิ้วไหวตามสายลม ราวกับมังกรจำแลงที่ซ่อนเร้นพลังอำนาจ แผ่นหลังของเขายังคงตั้งตรงดุจกระบี่ไร้สนิมที่ผ่านกาลเวลามานับร้อยปี
ดวงตาคู่คมกริบค่อยๆ เงยขึ้น มองสำรวจเหล่าศิษย์ที่รอคอยการประกาศอย่างสงบเงียบ มือที่เหี่ยวย่นแต่ยังคงแข็งแกร่งคลี่แผ่นกระดาษค่ายกลโบราณ เสียงทุ้มต่ำที่เปล่งออกมาเย็นเยียบราวธารน้ำแข็งใต้ขุนเขาหิมะ สะท้อนก้องกังวานไปทั่วลานพิธี
“ต่อไป...จักเป็นการประกาศผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดจากกิจกรรมทั้งสี่ประการ ซึ่งจะเป็นผู้ครองอันดับหนึ่ง สอง และสาม แห่งงานรื่นเริงค่ายกลในปีนี้”
เสียงทุ้มต่ำนั้นก้องกังวานดั่งระฆังโบราณที่สะท้อนไปทั่วลานพิธี ทว่าท่ามกลางความสงบเงียบนั้น กลับมีสายตาคู่หนึ่งที่กำลังหลอบเร้นจากการเฝ้ามอง หานลู่ ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าเรียบเฉยดุจหินผา มิได้โดดเด่นในหมู่ศิษย์นับร้อย แต่สายตากลับจับจ้องไปยังมุมหนึ่งของลานประลอง ราวกับมีเงาบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ ณ ที่แห่งนั้น
เมื่อสายตาของหานลู่ประสานเข้ากับดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวของบุรุษในอาภรณ์ดำมืดสนิทผู้ยืนสงบนิ่งอยู่ ณ แถวหน้า บรรยากาศโดยรอบพลันเยือกเย็นลงราวกับไอจากขุมนรก ชายในชุดดำเพียงแค่พยักหน้าช้าๆ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยจนแทบเป็นรอยยิ้มที่เลือนราง ทว่าในความเงียบงันนั้น กลับคล้ายมีสัญญาบางอย่างถูกผูกพันอย่างแน่นเหนียว
หานลู่เองก็พยักหน้าตอบรับ ราวกับเป็นการรับคำมั่นสัญญาครั้งสุดท้าย ก่อนที่ห้วงความคิดจะดำดิ่งสู่ห้วงความทรงจำอันลึกซึ้ง...
ณ เรือนโอ่อ่าสูงสง่าแห่งหนึ่ง ชั้นสามของตำหนักมังกรเมฆา ซึ่งมีเเค่ศิษย์ทั่วไประดับสูงเท่านั้น บานประตูไม้หอมโบราณถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา เผยให้เห็นความวิจิตรภายในราวกับสรวงสวรรค์จำลอง ผนังประดับประดาด้วยภาพเขียนหมึกดำอันทรงพลังแห่งขุนเขาทั้งห้า มุมห้องมีโถงหอมระเหยกลิ่นจันทน์กฤษณาอ่อนๆ จรุงขจัดกลิ่นอับชื้นได้อย่างหมดจด
หานลู่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องพร้อมกับบุรุษร่างกำยำดุจหมีป่า ใบหน้าของชายผู้นั้นแข็งกระด้างราวกับศิลา สายตาคมกล้าดุจอินทรีที่จ้องมองเหยื่อกลางเวหา
“พาตัวมาแล้วขอรับ นายน้อย” เขากล่าวเสียงหนักแน่น
ภายในห้องอันโอ่อ่า ชายหนุ่มรูปงามนั่งเอนกายบนเก้าอี้ไม้หอมแกะสลักลายมังกร อาภรณ์สีดำสนิทขับเน้นผิวขาวผ่องดุจหยก เส้นผมดำขลับยาวสลวยถูกรวบไว้เพียงหลวมๆ ด้วยแถบแพรสีเงิน เผยให้เห็นลำคอระหง ดวงตาคมกริบดุจดาบอาบน้ำค้างดำขลับลึกล้ำยากหยั่งถึง แม้ในความนิ่งเฉยกลับแฝงไว้ด้วยอำนาจที่น่าเกรงขาม คิ้วเรียวยาวพาดเฉียงราวกับใบมีดที่กรีดลึกเข้าไปในหัวใจของผู้ที่สบตา
"ข้าได้ยินมาว่าเจ้า...มิใคร่ชอบหน้าบุรุษที่ชื่อ อวี้เหวิน?" น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเรียบเฉยดุจสายลม แต่กลับแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจที่มิอาจมองข้าม
หานลู่ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "ขอรับ นายน้อยจ้าว อวี้เหวินผู้นั้น...บังอาจแย่งชิงสตรีที่ข้าหมายมั่นมาเนิ่นนาน ข้า...ไม่มีวันอภัยให้เขา"
เมื่อได้ยินคำตอบที่ตรงไปตรงมานั้น จ้าวชิงอวิ๋นเพียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ แววตาพลันลุ่มลึกยิ่งขึ้น "เป็นเช่นนั้น...ข้ายังได้ยินมาว่า เจ้าสืบสายมาจากตระกูลผู้เชี่ยวชาญค่ายกลใช่หรือไม่?"
"แม้เป็นเพียงตระกูลเล็กๆ แต่ก็เป็นเช่นนั้นขอรับ ข้าได้รับการถ่ายทอดวิชามาบ้าง"
"ดี...ดียิ่ง ฮ่าๆ" เสียงหัวเราะของนายน้อยหนุ่มดังราวหิมะที่โปรยปรายลงบนแผ่นน้ำแข็ง แฝงไว้ด้วยความเย็นยะเยือกที่ค่อยๆ แผ่ซ่าน
"ข้ามีข้อเสนอให้เจ้า จงทำให้มันอับอายขายหน้า เสื่อมเสียชื่อเสียง เจ้ากล้าที่จะทำหรือไม่?"
ใบหน้าเรียบเฉยของหานลู่ปรากฏร่องรอยแห่งความลังเลเล็กน้อย ดวงตาซื่อตรงนั้นมิอาจซ่อนความคลางแคลงใจที่ฉายออกมา
จ้าวชิงอวิ๋นเพียงยกยิ้มเย็นชาอย่างเข้าใจ เขาทอดกายลงบนเก้าอี้เล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่ากลับสอดแทรกไว้ด้วยอำนาจที่มิอาจต่อต้าน
"ข้ามิได้ต้องการให้เจ้าประลองฝีมือโดยตรงกับมัน...อีกสามราตรี หอค่ายกลจะจัดงานเฉลิมฉลอง ให้เหล่าศิษย์ทั่วไปได้เข้าร่วมสนุกในสี่ด่าน เจ้าจงปรากฏตัวในด่านแรก ท้าทายมัน...และจงเป็นผู้พิชิตในเกมค่ายกลก็เพียงพอ"
หานลู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยความไม่มั่นใจ "แต่ว่า...อวี้เหวินผู้นั้น แม้ข้าจะมิเคยเห็นมันใช้วิชาค่ายกลมาก่อน ทว่ามันกลับสามารถทำลายค่ายกลของ อ๋าวหยินห่าว ได้...ฝีมือย่อมมิธรรมดา"
นายน้อยหนุ่มเพียงพยักหน้าอย่างเชื่องช้า
"เจ้ามิต้องกังวลใจ..." นายน้อยหนุ่มเอ่ยเสียงเบา "ข้าจะแจ้งรูปแบบกิจกรรมทั้งสี่ให้เจ้ารู้ล่วงหน้า ทั้ง..." เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นที่มุมปาก "เมฆาย่อมเคลื่อนคล้อยตามสายลม ค่ายกลบางชนิด...ย่อมสามารถถูกนำทางได้ หากกระแสลมพัดพาไปในทิศทางที่ถูกต้อง"
เมื่อได้ยินถ้อยคำนั้น หานลู่พลันกระจ่างแจ้งในฉับพลัน ใบหน้าซื่อตรงฉายแววร้อนรุ่มด้วยความมุ่งมั่น "ขอรับ! ข้ารับข้อเสนอนี้!"
นายน้อยหนุ่มพยักหน้าช้าๆ "ดี! หากเจ้าทำสำเร็จ ข้าจะดึงเจ้าขึ้นมาอยู่ในหอค่ายกลเคียงข้างข้า ทรัพยากร อำนาจ และ...แม้แต่สตรีนางนั้น เจ้าก็ย่อมมีโอกาสได้ครอบครอง"
หานลู่ประสานมือโค้งคำนับอย่างนอบน้อม "ขอบพระคุณนายน้อยจ้าว!"
ในห้วงความคิดของเขา พลันปรากฏภาพวันที่ตนเองยืนอยู่เหนือผู้อื่น เสียงสรรเสริญกึกก้อง และรอยยิ้มหวานของนางผู้เป็นที่รัก
"คืนนี้เจ้าจงกลับไปพักผ่อนให้เพียงพอ เดี๋ยวข้าจะสั่งให้คนเตรียมการทุกอย่างไว้ให้เจ้าเอง" จ้าวชิงอวิ๋นหันไปยังบุรุษร่างใหญ่ที่ยืนอยู่ด้านข้าง
"นำเขากลับไปโดยมิให้ผู้ใดล่วงรู้เป็นอันขาด"
"ขอรับ นายน้อย"
ร่างของทั้งสองพลันลับหายไปจากเรือนอันสง่า ทิ้งไว้เพียงเงาเย็นเยียบที่ทาบทาไปตามพื้น
เพียงครู่...ชายผู้หนึ่งจึงก้าวออกมาจากเบื้องหลังม่าน เขาโค้งเล็กน้อยแล้วกล่าวขึ้น
“นายน้อยเฉลียวฉลาดยิ่ง ใช้จุดอ่อนในใจมนุษย์นำเขามาเป็นหมากให้ตน ทั้งยังล่อเขาด้วยชื่อเสียงและอำนาจ...นับว่าเป็นความโชคดีของข้าที่ได้รับใช้ท่าน”
จ้าวชิงอวิ๋นมิได้ตอบ เพียงยกถ้วยน้ำชาในมือขึ้นดื่ม ริมฝีปากโค้งขึ้นเล็กน้อย
“ก็เพราะพวกเจ้าพบเขา ข้าจึงมีโอกาสนี้”
“พวกข้าเพียงได้ยินเขากล่าวถึงบุรุษผู้นั้นโดยบังเอิญเท่านั้นเอง” ชายผู้นั้นตอบยิ้ม ๆ
ดวงตาของนายน้อยจ้าวเปล่งแสงบางเบา เขาหันไปมองชายผู้นั้นซึ่งยืนเงียบมาตลอดเบื้องหลัง
“เจ้าหายดีแล้วหรือ อ๋าวหยินห่าว?”
ชายผู้นั้นคือบุรุษสูงใหญ่ผู้มีมัดกล้ามแน่นล่ำประหนึ่งรูปสลักศิลา บ่ากว้างดังขุนเขา ดวงตาดุดันเจือรอยหม่นลึก
“ดีขึ้นมากแล้วขอรับ นายน้อย”
จ้าวชิงอวิ๋นพยักหน้าเบา ๆ แววตาดำขลับของเขาเปล่งประกายเยือกเย็น “ดี เช่นนั้น...ก็ถึงเวลาแล้ว”
...
กลับคืนสู่ลานพิธี ชายชรายังคงยืนหยัดมั่นคงดุจขุนเขา เสียงทุ้มต่ำของเขาก้องกังวานอีกครั้ง
"จากผลคะแนนรวมของกิจกรรมค่ายกลทั้งสี่ด่านในค่ำคืนนี้..."
สุ้มเสียงแหบพร่า ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจที่มิอาจมองเห็น เหล่าศิษย์นับร้อยต่างเงียบงันลงในทันที
ชายชราในอาภรณ์สีครามเก่าคร่ำยืนอยู่เบื้องหน้าแผ่นกระดาษค่ายกลโบราณที่ลอยวนอยู่ตรงหน้าดุจหยกสลักลวดลายพิสดาร แสงเรืองรองจางๆ ส่องลอดตามเส้นสายที่ปรากฏขึ้นทีละบรรทัด
"อันดับหนึ่ง... หานลู่ ได้คะแนนรวมเก้าสิบหกแต้ม โดยได้รับยี่สิบแต้มเต็มจากด่านสุดท้าย!"
เสียงฮือฮาดังกึกก้องราวคลื่นลมโหมกระหน่ำในทะเลปราณ
"หานลู่ผู้นั้นจริงหรือ!"
"เจ้าหนุ่มหน้าตาธรรมดาผู้นั้น ใครจะคิดว่าฝีมือด้านค่ายกลจะลึกล้ำถึงเพียงนี้!"
"เช่นนั้น...อีกผู้หนึ่งก็พ่ายแพ้แล้วสินะ?"
สายตาหลายคู่พลันหันไปยังชายหนุ่มในชุดดำสนิทผู้ยืนสงบนิ่งอยู่ภายใต้เงาเสาแกะสลักอันวิจิตรด้านหนึ่งของลานพิธี เส้นผมดำขลับยาวสยายปกปิดใบหน้าครึ่งหนึ่ง ดวงตาคู่คมกริบก้มต่ำราวกับมิอาจสบสายตาผู้ใด
ชายชราบนเวทียังคงกล่าวต่อไป
"อันดับสอง... อวี้เหวิน ได้คะแนนรวมแปดสิบสี่แต้ม โดยได้รับสิบแต้มจากด่านสุดท้าย"
"อันดับสาม... ซูหมิง ได้คะแนนรวมห้าสิบเจ็ดแต้ม"
แม้ประกาศผลครบถ้วนแล้ว ทว่าเสียงฮือฮายังคงดังก้องกังวานมิหยุดหย่อน
"ขอให้อันดับหนึ่งถึงสาม เตรียมตัวขึ้นรับรางวัล!"
พลันปรากฏร่างสตรีในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มก้าวขึ้นสู่เวที กิริยาท่าทางเรียบง่าย สงบเสงี่ยม นางถือหีบไม้เนื้อดีสองใบมาวางไว้เบื้องหน้า หีบทั้งสองถูกสลักเสลาด้วยลายเขาวงกตอันซับซ้อน งดงามราวกับภาพมายาที่ถูกแกะสลักจากไม้หอมล้ำค่า
ชรากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเปี่ยมพลัง
“ขอเชิญอันดับหนึ่งของงานรื่นเริงค่ายกลในปีนี้ ขึ้นมารับรางวัลโดยทันที!”
ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงกึกก้องกังวาน เปี่ยมด้วยพลังอำนาจ
"ขอเชิญอันดับหนึ่งแห่งงานรื่นเริงค่ายกลในปีนี้ ขึ้นมารับรางวัลโดยทันที!"
หานลู่ที่ยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางเหล่าศิษย์ กระชับอาภรณ์ผ้าเนื้อหยาบของตนเองเบาๆ ใบหน้าธรรมดาที่ไร้ซึ่งความโดดเด่น บัดนี้ปรากฏรอยยิ้มบางๆ แววตาเปล่งประกายระยิบระยับด้วยความปิติยินดีที่เก็บซ่อนไว้มิอาจมิด
สายตาของเขาทอดไปยังเวทีสูง มองข้ามศีรษะของผู้คนมากมาย ก่อนจะหยุดลงที่เงาร่างเดียวดาย อวี้เหวิน ผู้ซึ่งยังคงก้มหน้า มิได้เปล่งวาจาสักคำ
ในห้วงลึกแห่งดวงตาของหานลู่ สายลมเย็นเยียบพัดผ่าน ราวกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่แผ่วเบา
'ในที่สุด...ข้าก็ทำสำเร็จ...'
เสียงก้องกังวานในจิตใจดังกึกก้อง
'ล้มศิษย์ใหม่อันดับหนึ่งผู้โด่งดังของปีนี้ลงต่อหน้าสายตานับร้อยเช่นนี้... ชื่อเสียงของข้าย่อมทะยานสูงจนเกินจะเอื้อมถึง!'
'อวี้เหวิน...ข้าจะช่วงชิงทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเจ้า... ฮ่าๆๆ!'
ริมฝีปากของเขาแสยะยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่มิใช่เพียงความยินดี แต่คือความสะใจราวกับปีศาจร้ายหัวเราะเยาะเย้ยต่อหน้าฟ้าดิน
ฝีเท้าของเขาย่ำขึ้นสู่เวทีด้วยท่วงท่าที่มั่นคงดุจขุนเขา ทุกก้าวย่างราวกับตอกตรึงตะปูแห่งชัยชนะลงบนแผ่นศิลาจารึกแห่งประวัติศาสตร์ของหอค่ายกล
เสียงซุบซิบนินทายังคงดังต่อเนื่องมิขาดสาย
"ดูอวี้เหวินผู้นั้นสิ...เขาก้มหน้าตลอดเวลาเลย"
"คงอับอายจนมิกล้าสบตาผู้คนกระมัง...รับคำท้าแล้วกลับพ่ายแพ้อย่างน่าสมเพช!"
"หากเป็นข้า...คงมิอาจฝืนยิ้มได้เช่นกัน..."
ณ ขอบลานพิธี เบื้องหลังกำแพงหินที่สลักเสลาลวดลายเมฆามังกรอันทรงพลัง ท่ามกลางหมู่ผู้ชมกลุ่มหนึ่ง ปรากฏร่างชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ในเงามืดมิด
อาภรณ์สีดำสนิททอแทรกด้วยเส้นไหมสีเงินที่เปล่งประกายวาววามภายใต้แสงจันทร์จาง ดวงตาคู่ลึกล้ำเย็นเยียบดุจผืนน้ำแข็งใต้เหมันต์ที่ไม่เคยละลาย
เขา จ้าวชิงอวิ๋น ยกยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก แววตาทอประกายอำมหิต
'นี่คือผลลัพธ์ของการบังอาจดูหมิ่นข้า...'
ดวงตาคมกริบดุจใบมีดสลักน้ำแข็งของเขาวาววับ
ไม่ไกลจากจ้าวชิงอวิ๋นยืน ปรากฏร่างสตรีในชุดขาวบางเบาดุจม่านหมอกยามรุ่งอรุณยืนสงบ ผ้าแพรสีขาวบางเบาที่ปิดบังใบหน้าพลิ้วไหวตามสายลมเย็น เผยให้เห็นเพียงดวงตางดงามคู่หนึ่งที่ฉายแววความกังวลอย่างลึกซึ้ง
แม้ใบหน้าจะสงบนิ่งดุจน้ำในบึง ทว่าฝ่ามือข้างหนึ่งกลับกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
"อวี้เหวิน..."
เปลวเพลิงแห่งความร้อนรุ่มแผดเผาในอกนาง
...
แล้ว...ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่จับจ้อง ชายหนุ่มในอาภรณ์ดำสนิทผู้นั้นยังคงยืนหยัดนิ่งสงบ ดุจรูปสลักศิลาที่ถูกห่อหุ้มด้วยม่านหมอก
ไม่มีคำอธิบายใดๆ ไม่มีแม้แต่เสียงกระซิบปลอบประโลม เขาก้มหน้าต่ำ ดวงตาถูกบดบังไว้ภายใต้เงาผมสีดำขลับ
หลายคนคาดเดาว่าเขาคงอับอายจนมิกล้าเงยหน้าขึ้นสบตาผู้ใด
บางคนคิดว่าความเสียใจกัดกินหัวใจจนมิอาจกลั้นน้ำตาไว้ได้
ทว่า...หากมีผู้ใดสามารถมองทะลุผ่านเงาผมที่ปกปิดใบหน้านั้นได้ คงได้เห็นใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกดำ กลับปรากฏรอยยิ้มบางเบา
รอยยิ้มนั้นแสนเลือนราง ยากที่จะหยั่งถึงความหมาย
หากผู้ใดได้เห็นสีหน้าของเขาในยามนี้ คงคิดว่าสติของเขาได้เลือนหายไปสิ้นแล้ว ตนเองพ่ายแพ้อย่างหมดรูป เหตุใดจึงยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า
ริมฝีปากของเขาขยับเล็กน้อย...ราวกับกำลังพึมพำถ้อยคำบางอย่างที่ไม่มีใครได้ยิน
ดวงตาคู่คมกริบกลับแฝงไว้ด้วยแววลึกล้ำดุจเงาในห้วงน้ำที่มืดมิดจนมิอาจหยั่งถึงก้นบึ้ง
ในขณะที่ฝูงชนทั้งหลายกำลังจับจ้องไปยังเวทีเบื้องหน้า
ในขณะที่หานลู่กำลังจะก้าวเท้าขึ้นไปเบื้องหน้าหีบไม้รางวัลอันทรงเกียรติ
พลัน! เสียงหนึ่งดังก้องกังวานไปทั่วลานพิธีอันเงียบสงัด ราวกับเสียงอสนีบาตฟาดผ่าลงกลางใจ
"ช้าก่อน!"
เสียงทุ้มต่ำของชายชราอีกผู้หนึ่งดังแทรกขึ้นมาจากเบื้องหลังเวที...
บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความยินดีพลันแปรเปลี่ยนเป็นความสงสัยในชั่วพริบตา
ผู้คนทั้งหลายหยุดหายใจในห้วงขณะนั้น
ทุกสายตาพลันหันขวับไปยังต้นเสียง...