“เอี้ยด!!”
เสียงยางรถเสียดสีกับพื้นถนน ดังสนั่นพร้อมไฟหน้าที่สาดส่องตรงเข้ามา รถคันหนึ่งพุ่งเบียดหมายจะชนรถยนต์คนหรูของ แฟรงค์ หัวหน้าแก๊งมาเฟียหนุ่มวัย ยี่สิบเก้าปี
จังหวะเดียวกัน รอนและวาที หัวหน้าบอดี้การ์ดหนุ่มคู่ใจผลักร่างเ้านายของเขาลงจากรถอย่างฉุกละหุก
“บอส! หลบไปทางนั้น!!”
เสียงปืนกระหน่ำดังรัว ปะทะกับเสียงกระจกแตกเกลื่อนกลางถนนมืดสลัว แฟรงค์คว้าปืนขึ้นเล็ง สายตาดุดัน
ทันทีที่เหนี่ยวไก ะุจากฝั่งตรงข้ามก็พุ่งสวนกลับมาด้วยความแม่นยำ คมะุเฉียดหัวไหล่ จนเืพุ่งซึม เสื้อเชิ้ตสีเข้มเปื้อนรอยแดงทันที
“เชี่ย.เอ๊ย..รอนจัดการ”
เขาคำรามต่ำ ข่มความเ็ป พลางสั่งลูกน้องอย่างรู้กัน ก่อนจะเร่งฝีเท้าวิ่งหนีไปตามซอยแคบ ทิ้งเสียงปืนด้านหลังให้รอนกับวาทีคอยถ่วงเวลา
ซอยเปลี่ยวมืดเงียบ... มีเพียงเสียงหอบหนักของชายหนุ่มกับเืที่ไหลไม่หยุด แฟรงค์กัดฟัน อดทนกับความเจ็บจนต้องใช้มือกดาแเอาไว้
แต่ทันใดนั้น เขาก็ชนเข้ากับใครบางคน ที่ร่างเล็กกว่า การปะทะเบาๆ แต่ทำให้อีกฝ่ายเซจนแทบล้ม และเกือบจะทำไอศกรีมโคนที่แสนอร่อยหล่นลงลงพื้น
“เฮ้! เดินดูทางบ้างสิคุณ”
เสียงต่อว่าดังขึ้น ก่อนจะชะงัก เมื่อดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของ โซอี้ คุณหมอหนุ่มน่ารักวัย สามสิบปี เขารู้สึกถึงความชุ่มที่มือ หลังจากััคนเมื่อครู่
ดวงตากลมก้มลงมองมือตน ก่อนจะเห็นว่าเป็เื โซอี้เงยหน้าขึ้นแล้วมองไปยังชายแปลกหน้า หัวใจแพทย์เต้นแรงขึ้นทันที โดยไม่ต้องคิด ถึงแม้ว่าเขาพึ่งได้รับวันหยุดครั้งแรกในรอบสามเดือน
หลังจากทุ่มเททำงานอย่างหนักติดต่อกัน เพราะพึ่งเกิดโรคการระบาดครั้งใหญ่ ทำให้เขาแทบไม่ได้นอนเต็มตา
วันนี้เขาจึงนัดเพื่อนๆ กินหมูกระทะนั่งชิว อย่างปลดปล่อยอารมณ์ เขาเดินทอดน่องไปตามถนนสายเล็กในย่านสงบเพื่อกลับห้องพัก มือถือโคนไอศกรีมรสโปรดที่หวานเย็นละลายช้า ๆ
ทำให้เขารู้สึกเหมือนโลกกำลังหยุดหมุนชั่วขณะ ราวกับได้ชดเชยทุกความเหนื่อยล้าที่ผ่านมา แต่เวลานี้กลับไม่ใช่อย่างนั้นอีกแล้ว เขารีบวิ่งไปคว้าแขนของแฟรงค์ไว้แน่น
“นี่คุณ..คุณกำลังเสียเื! ต้องห้ามเืเดี๋ยวนี้!”
“ปล่อย!”
แฟรงค์เสียงแข็ง เขาพยายามสะบัดหนี แต่แรงกายที่อ่อนลงทำให้โซอี้วิ่งตามทันได้ง่าย
ร่างบางไม่สนใจคำปฏิเสธ เขาก้าวประชิด จ้องหน้าแฟรงค์นิ่งๆ ริมฝีปากเม้มแน่นเหมือนตัดสินใจอะไรบางอย่างแล้วจู่ ๆ ...เขาก็ ยัดไอศกรีมที่ถืออยู่เข้าปากแฟรงค์ที่กำลังอ้าปากพูด
“อ๊ะ—!”
แฟรงค์อ้าปากค้าง ตกตะลึงความเย็นหวานตัดกับกลิ่นเืคาวๆ มันช่างดูไม่ใช่เวลา แต่เขาก็กลืนกินมันลงไปขณะที่โซอี้ยิ้มกวนเล็กน้อย
“หยุดพูดซะ! ถ้ายังมีแรงต่อว่าฉัน ก็ต้องมีแรงให้ฉันช่วยรักษาแน่นอน”
แฟรงค์นิ่งงัน... ในดวงตาคมกร้าวมีประกายบางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ราวกับว่าโลกที่เต็มไปด้วยเื
และเสียงปืนของเขา กำลังถูกแทรกด้วย ความหวานเย็นจากคนตรงหน้า อย่างไม่ทันตั้งตัว หัวใจที่ด้านชา... สั่นไหวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“เอ้!..คะ..คุณ..”
เสียงหอบถี่ดังลอดออกจากปากของแฟรงค์ เืสีแดงเข้มยังคงไหลอาบแขนจนเปรอะเปื้อนเสื้อเชิ้ตของเขา โซอี้ก้มลงนั่งข้าง ๆ ด้วยหัวใจที่เต้นแรง สายตากวาดมองรอบตัว ไม่มีอะไรเลยนอกจากดินแห้งและเศษหญ้า
“บ้าจริง…ต้องหยุดเืให้ได้”
เขาพึมพำพลางกัดฟัน ก่อนตัดสินใจดึงเชือกรองเท้าของตัวเองออกอย่างรีบร้อน มือสั่นจนแทบจะผูกไม่ติด แต่ก็ฝืนทำต่อ
“อย่า…ยุ่ง..ปล่อยฉัน”
เสียงทุ้มแหบพร่าของแฟรงค์ดังขึ้นแ่ ๆ ทั้งที่ใบหน้าซีดเซียว แต่ดวงตาคมยังคงดื้อดึงเหมือนเคย
“หุบปากเถอะน่า ไม่งั้นนายตายแน่ ถึงจะเป็ผู้ร้ายหรือคนดี แต่ฉันก็จะช่วย”
โซอี้เผลอตะคอกกลับไป ทั้งน้ำเสียงสั่นไหวด้วยความกลัวและความโมโหในคราวเดียว
เขาใช้เชือกรัดเหนือาแแน่นจนแฟรงค์เผลอขบกราม กัดริมฝีปากจนขึ้นสีจาง แต่โซอี้ไม่สนใจอีกแล้ว
มือเล็กกว่าและสั่นน้อย ๆ กดแน่นเพื่อหยุดเื ก่อนจะนำผ้าเช็ดหน้าที่เขาพึ่งได้จากร้านอาหารเมื่อครู่มามัดซ้ำอีกครั้ง
“ทนหน่อยนะ…ฉันจะไม่ยอมให้นายตายตรงนี้หรอก เชื่อใจฉันได้”
เสียงโซอี้แ่แต่หนักแน่น ดวงตาคู่โตสั่นคลอนด้วยความกังวลขณะที่แฟรงค์เอาแต่มึนงง ป่นขำขันข้างในใจ เพราะาแแค่นี้ไม่ทำให้เขาถึงกับตายได้ ถึงอย่างนั้นก็ถือเป็การพักเหนื่อยและรอลูกน้องเขาตามมา
สายตาคมมองอีกฝ่ายอยู่นาน ราวกับไม่อยากเชื่อว่าคนที่เจอกันแค่บังเอิญ จะพยายามขนาดนี้ ริมฝีปากหนายกยิ้มบาง ๆ อย่างเหนื่อยล้า ก่อนเปรยแ่เบา
“…คนมันบ้า”
โซอี้ชะงักไปนิด แต่เลือกที่จะก้มหน้าลงผูกเชือกให้แน่นกว่าเดิมแทน ราวกับคำพูดนั้นไม่ใช่การดูถูก แต่เป็การยอมรับในความดื้อดึงของเขา
“อื้อ~~~โอ๊ย”
แฟรงค์ร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บ แต่แล้วเสียงฝีเท้าหนัก ๆ จำนวนมากก็ดังเข้าใกล้พร้อมเสียงที่คุ้นหู ดังเร่งร้อนมาตามทาง ทำให้โซอี้รีบลุกขึ้นแล้วรีบเดินหนีไป ปล่อยให้มาเฟียหนุ่มนั่งมึนงงมองตามหลัง
“บอสครับ! บอสอยู่ไหนครับ!”
รอนกับวาทีวิ่งนำลูกน้องอีกห้าคนมาพอดี สายตาพวกเขาสะดุดเข้ากับภาพแปลกตาตรงหน้า เ้านายผู้ขึ้นชื่อเื่ความเนี้ยบ
ในตอนนี้เขานั่งกับพื้นวางหลังพิงผนังตึกเก่าๆ หัวไหล่เปื้อนเืชุ่ม แต่ทว่าาแกลับถูกห้ามเืไว้ด้วยเชือกผูกรองเท้าเก่า ๆ ที่ผูกเป็ปมโบเล็ก ๆ อย่างตั้งใจ
และที่ทำให้ทุกคนแทบลืมหายใจคือมือของแฟรงค์กำไอศกรีมโคนละลายเละ ๆ อยู่ แถมปากมุมปากก็ติดครีมเลอะอย่างน่าเอ็นดู
“บ…บอส…?” รอนอ้าปาก แต่เสียงสั่นจนเหมือนตัวเองเพ้อไป
“เอ่อ…คือ..ผะผมตาฝาดรึเปล่า”
วาทีเอียงคอมองแล้วกระซิบเบา ๆ แต่ดังพอให้ทุกคนได้ยิน
“ใครช่างกล้า ใช้เชือกผูกรองเท้าห้ามเืให้บอส แถมยังผูกเป็โบอีก!?”
จังหวะนั้นแฟรงค์ยังคงมึนงง ภาพใบหน้าคนที่โน้มตัวลงมาช่วยเมื่อครู่ยังชัดเจนแม้ความมืดสลัวอาจเห็นหน้าไม่ชัด แต่มันอยู่ในหัว ดวงตาเรียบง่าย
แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจ เสียงหายใจหอบเบา ๆ ตอนพยายามกดแผลให้เขา โซอี้ไม่ได้พูดอะไรเลย นอกจากสั่งเพียงสั้น ๆ ว่า
“อยู่นิ่ง ๆ”
จากนั้นพอเห็นพวกบอดี้การ์ดโผล่มา เขาก็ลุกขึ้น สะบัดฝุ่นออกจากกางเกง แล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่น้อย
“อื้อ..”
แฟรงค์เผลอจะเอื้อมมือ แต่โคนไอศกรีมในมือดันหักครึ่ง เลอะเต็มเสื้อสูทหรูเสียก่อน ทำให้รอนกับวาทีมองหน้ากัน แล้วหันกลับมามองเ้านายอย่างช็อกยิ่งกว่าเดิม
“นั้น..อะไร?”
..............................