ศาลเ้าเก่าแก่อายุกว่าร้อยปี หลังคามุงด้วยแผ่นไม้สีน้ำตาลเข้มปิดทองตามขอบ ยอดจั่วกลางและมุมชายคา ที่นี่คือศาลผีนัต แห่งหมู่บ้านต่องปะโยง ห่างจากเมืองมัณฑะเลย์ลงมาทางใต้ราว20 กิโลเมตร ถึงแม้จะอยู่นอกเมือง แต่กลับคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจากสารทิศเพื่อมาให้ร่างทรงผีนัต ทำนายทายทักดวงชะตาชีวิต
แดดวันนี้ร้อนอบอ้าวั้แ่เช้าจักรา หนุ่มสามพราน นครปฐม มาหยุดยืนที่หน้าศาลผีนัต หลังจากดั้นด้นมาจากเมืองหลวงกรุงร่างกุ้ง เพราะมัณฑะเลย์ยังไม่มีสนามบินต้องต่อรถยนต์รับจ้างเก่า ๆ เกือบ 400 กิโลเมตรออกเดินทางมาั้แ่ตอนหัวค่ำเมื่อวาน
เขามองเข้าไปเห็นร่างทรงหลายคนส่วนใหญ่จะเป็ผู้ชายแต่งตัวเป็หญิงในชุดโบราณสวมเสื้อแขนยาว นุ่งโสร่งบ้างผ้าซิ่นบ้าง มัดเอวด้วยผ้าสีสด โพกศีรษะด้วยผ้าไหมอย่างดีกำลังร่ายรำไปตามจังหวะปี่ฆ้อง และกลองแบบพม่าท่ามกลางผู้ศรัทธาที่นั่งเรียงรายเต็มศาลา
เมื่อเห็นว่าคนยังหนาแน่นไม่มีที่แม้จะยืนดูการทรงเ้า เขาจึงเลือกจะนั่งรอที่ร้านกาแฟตรงกันข้ามนั้น
เขาสั่งซาโมซาขนมรูปสามเหลี่ยมซึ่งได้รับอิทธิพลจากอินเดีย มีไส้เป็ผักและมันฝรั่งกินแกล้มกับชานมพม่า เมื่อรอจนใกล้เที่ยงก็สั่งน่านจี้โตะ (NanGyi Thoke) ที่คนไทยเรียกว่าสปาเกตตี้พม่าทำด้วยเส้นก๋วยเตี๋ยวกลมโต ราดด้วยแกงไก่รสเข้มข้น โรยผักชี แนมกับถั่วทอดเป็แผ่นพอแก้ความหิวและความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง
ตกบ่ายผู้คนเริ่มเบาบาง พ่อหนุ่มผิวสองสีจากเมืองมะพร้าวน้ำหอมก็เดินเข้าไปถามหาร่างทรงคนหนึ่ง
“คุณมะ ซอ จีคนไหนครับ”
“อ๋อเธอกำลังเปลี่ยนชุดอยู่ด้านในน่ะ เดี๋ยวฉันจะไปบอกให้นะ ว่าแต่คุณชื่ออะไรคะ”ผู้ดูแลศาลเ้าถาม
“ผมชื่อจักราครับขอบคุณ”
“สักครู่ค่ะ”
ระหว่างรอเขาก็มองไปรอบ ๆ บริเวณ เห็นรูปปั้นทั้งชายและหญิงในปางต่าง ๆ ทั้งยืน นั่งขี่ช้าง ขี่เสือ นี่กระมังที่เรียกว่าผีนัต
“มิงกะลาบา รอนานใช่ไหมคะ”เสียงสดใสฟังสบายหูดังมาจากหญิงสาวร่างเล็ก ผิวสองสี ผมยาวถึงเอวรวบไว้ข้างตัวด้านหนึ่ง ใบหน้ากลม ปากนิด จมูกหน่อย ดูน่ารักหล่อนยิ้มอย่างมีมิตรภาพเต็มเปี่ยม
“เอ่อมิงกะลาบา รอไม่นานหรอกครับ”
“ฉันเห็นคุณนั่งรอที่ร้านกาแฟตรงข้ามั้แ่เช้าแล้วรู้สึกสงสารอยู่เหมือนกัน แต่คนเยอะมาก ก็เลยต้องทำหน้าที่ไปก่อน”
“ไม่เป็ไรครับแล้วคุณมะ ซอ จี ทราบหรือยังครับ ว่าผมมาเื่อะไร”
“อ๋อทราบแล้วค่ะ เดี๋ยวเราเข้าไปคุยกันข้างในดีกว่ามั๊ยคะ เชิญค่ะ”
ร่างทรงสาวเดินนำไปในห้องข้างหลังศาล จักราก็มองร่างสาวน้อย หล่อนสวมเสื้อแขนยาวเอวสูงมีผ้าผืนยาวพาดคอ ปล่อยชายผ้าทั้งสองลงมาด้านหน้าลำตัว นุ่งซิ่นแบบพม่าคาดเข็มขัดเงิน ทำให้นึกถึงนิยายของยาขอบที่เขาชอบอ่าน “ผู้ชนะสิบทิศ” อันมีตัวละครซึ่งเขานิยมชมชอบคือตะละแม่กุสุมาผู้อาภัพรัก
เมื่อเข้าไปนั่งบนเสื่อกกทอมือในห้องที่เต็มไปด้วยรูปปั้นผีนัตและแจกันดอกไม้โต๊ะหมู่บูชา สมกับเป็ตำหนักร่างทรง ชายหนุ่มก็ถามว่า
“คุณพูดไทยเก่งจังเคยเรียนมาหรือครับ”
“เปล่าหรอกค่ะฉันมีเชื้อสายคนโยเดียหรืออยุธยา ที่ถูกกวาดต้อนมาคราวเสียกรุงครั้งที่ 2คนที่บ้านฉันเขาพูดไทยกันทั้งบ้าน เฉพาะเวลาอยู่ในบ้านเท่านั้นนะคะ กับคนพม่าก็พูดพม่าหรืออังกฤษค่ะ”
“อืมคิดยังไงถึงมาทำอาชีพร่างทรงแบบนี้ล่ะครับ”
“เทพคงเจาะจงเลือกฉันมามั๊งคะเพราะฉันเป็ผู้หญิงแท้คนเดียวที่เป็ร่างทรงในหมู่บ้านนี้นอกนั้นเป็กะเทยหมดเลยค่ะ” สาวงามตอบแล้วหัวเราะเบา ๆ
“อ่อ แล้วคุณมีชื่อเล่นมั๊ยครับจะได้เรียกง่าย ๆ”
“อ๋อ เรียกว่า มิ๊งก็ได้ค่ะ แล้วคุณล่ะ”
“ชื่อเปียครับตอนเด็ก ๆ ไว้ผมเปีย วิ่งเล่นในสวนมะพร้าว”
“แหม น่ารักดีนะคะ”
“ตอนนี้ก็ยังน่ารักนะครับพูดเล่นน่ะ เรามาเข้าเื่ดีกว่า เื่ที่ผมมาหาคุณน่ะครับ”
“ทาง CRA สาขาพม่าได้รับการประสานจากกรุงเทพแล้วค่ะ ฉันก็เป็คนขององค์กรนี้พูดได้เต็มที่เลยค่ะ คุณจะมาตามหาเทวรูปใช่ไหมคะ”
“ใช่ครับไม่ทราบเราจะไปหายังไง ที่ไหนครับ”
“เดี๋ยวฉันดูสักครู่นะ”
มิ๊งก็หยิบหอยเบี้ยขึ้นมากำหนึ่งวางลงบนผ้าสีแดงที่มีโตกไม้ประดับกระจกสวยงามรองรับ แล้วนั่งหลับตาบริกรรมคาถาชั่วอึดใจ
“เทวรูปถูกเก็บรักษาไว้ที่เขาโปปาใกล้เมืองพุกามแต่ผีนัตทั้ง 37 ตน อันมีพระอินทร์เป็ประธานยังไม่เปิดให้ใครเห็นจนกว่าเราจะได้ขนหางนกยูงทองคำซึ่งถูกแยกไปเก็บไว้ในที่ต่าง ๆ ในพม่า จนครบ 9 เส้นนำไปปักลงบนตัวนกยูงมรกตบนเขานั้น จึงจะได้เทวรูปตาม้า”
“แล้วขนนกยูงที่ว่าเก็บไว้ที่ไหนบ้างครับ”
“ผีนัตบอกแค่ที่แรกคือวัดพระมหามัยมุนี ในมัณฑะเลย์นี่ละค่ะ ส่วนอีกแปดแห่งเราจะได้รับเบาะแสจากที่แรก ๆ ค่ะ ”
“ถ้างั้นเราไปกันเลยดีไหมครับ”
“เดี๋ยวฉันไปเตรียมรถแปบนึงนะ”
“ได้ครับ”
เมื่อจักราออกไปดูรถที่สาวมิ๊งเตรียมไว้ให้ก็แทบลมจับ
“หา ใช้เกวียนเนี่ยเหรอ แล้วเมื่อไหร่จะถึงจุดหมายล่ะคุ๊ณ”
“ก็งบประมาณจำกัดยิ่ง่นี้พม่าปกครองโดยใครคุณก็รู้อยู่ ยุคเผด็จการแบบนี้ชาวบ้านก็อยู่กันอย่างอด ๆ อยาก ๆ แบบนี้แหละ มีเกวียนให้ใช้ก็ดีแล้ว เอ้ารีบ ๆขึ้นไป ฉันจะขับเอง” สาวมิ๊งแต่งตัวใหม่ในชุดเสื้อและกางเกงแบบสมัยใหม่ดูทะมัดทะแมง รีบะโขึ้นไปถือเชือกที่ควบคุมโคตัวผู้สีขาวสองตัว กำลังแบกแอกเทียมหลังตัวเกวียนก็มีเรือนไม้มีขอบเป็ซี่ ๆมีหลังคากันแดดกันฝนทำด้วยไม้ไผ่สานฉาบแล็กเกอร์กันรั่วกันซึม
“ไม่ได้หรอกผมเป็ผู้ชาย จะปล่อยให้ผู้หญิงขับแล้วตัวเองนั่งเฉย ๆ ได้ยังไง โลกติเตียนแย่เลยเดี๋ยวผมขับเอง มา ๆ” หนุ่มนครปฐมรีบแย่งบังเหียนและแส้มาถือ
“ตามใจนะแต่อย่าขับลงข้างทางล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า”
“ไปทางไหนล่ะซ้าย ขวา”
“เลี้ยวซ้ายแล้วไปตามทางเรื่อย ๆ จะเจอสะพานข้ามแม่น้ำ ค่อยข้ามไป จากนั้นก็เลี้ยวซ้ายขึ้นไปทางเหนือวัดพระมหามัยมุนี ห่างจากที่นี่ประมาณ 8 ไมล์”
“คิดแล้วอิจฉาพวกที่ไปเวียดนามไปญี่ปุ่น ไปลาว เขามีเครื่องบินให้นั่งสะดวกสบาย แต่เรานี่ไม่อยากจะเซด”
“ถือว่ามาเปลี่ยนบรรยากาศก็แล้วกันนะคะฮิฮิ”
แล้วน้องมิ๊งก็หยิบพิณพม่ารูปทรงโค้งงอเหมือนแมงป่องที่กำลังชูหางมีชื่อเรียกว่าซองเกาะ (saung-gauk စောင်းကောက်) ขึ้นมาวางบนตักแล้วดีดเล่นพร้อมร้องเพลงพม่าขับกล่อมไปด้วย
จักราฟังไม่ออกแต่รู้สึกว่าไพเราะดี ทำนองคล้าย ๆ เพลงอินเดียที่เคยฟังในหนังแขกอาจเพราะพม่ามีชายแดนติดกับรัฐอัสสัมของอินเดีย
เสียงติดติงใส ๆ ของเครื่องสายโบราณนี้ช่วยบรรเทาความรู้สึกร้อนแดดบนถนนสายฝุ่นระหว่างการเดินทางเข้าเมืองได้อย่างดี
จักราเพิ่งจะหัดขับเกวียนครั้งแรกในชีวิตก็เลยเก้ ๆ กัง ๆ วัวก็พาพวกเขาเป๋ไปเป๋มา ยังต้องคอยหลบรถจักรยานยนต์ที่นาน ๆจะสวนมาสักคัน ยิ่งใกล้ตัวเมืองมัณฑะเลย์ ก็ยิ่งผ่านบ้านเรือนที่หนาแน่นมีตึกรามร้านตลาด ผู้คนไปมา ซื้อขายกันขวักไขว่มากขึ้น
เมื่อขับเกวียนผ่านถนนลูกรังจนหัวสั่นหัวคลอนแล้วพวกเขาทั้งสองก็มาถึงชานเมืองมัณฑะเลย์ตำรวจจราจรโบกมือเรียกแล้วพูดภาษาพม่ากับสาวมิ๊งสองสามคำ
“เขาบอกว่าห้ามขับเกวียนเข้าไปในตัวเมืองให้หาที่จอดแถวนี้ เพราะการจราจรแถววัดหนาแน่นมากและวัวพวกนี้หากตื่นใวิ่งเตลิดก็จะควบคุมยาก” มะ ซอ จี แปลให้ฟัง
“เก่งเนอะคุยแค่สองสามคำ แปลได้ยาวเป็ประโยค”
“ก็ฉันกลัวคุณไม่เข้าใจเลยขยายความเพิ่มเติมไงล่ะ จอดตรงนี้ ฝากไว้กับแม่ค้าตรงนั้นแหละ แล้วเดินไปวัดอยู่ไม่ไกลจากนี่หรอก”
เมื่อฝากเกวียนไว้กับแม่ค้าแล้วสาวมิ๊งก็หยิบผ้าถุงที่ติดกระเป๋าจากบ้านออกมานุ่งทับกางเกง และเอาผ้าโสร่งให้จักรานุ่งด้วยจากนั้นเขาและเธอก็เดินเข้าวัดผ่านซุ้มประตูที่มียอดแหลมเหมือนปราสาทผ่านลานกว้างที่ปูกระเบื้อง มองเห็นวิหารพระมหามัยมุนี ที่มียอดแหลมเป็ชั้น ๆขึ้นไป มีทางเข้าสี่ทาง รายล้อมด้วยระเบียงที่ทำเป็ช่องประตูโค้งมน้าหลาย ๆประตู
“ถอดรองเท้าก่อนนะใส่ไว้ในถุงผ้านี่ แล้วหิ้วเข้าไป”
จักราก็ทำตามก่อนจะเดินตามไกด์สาวเข้าไปในวิหาร
“เรามาหลังจากเขาล้างหน้าพระเรียบร้อยแล้วทุกวันตอนเช้าจะมีพิธีล้างพระพักตร์เพราะถือว่าพระพุทธเ้าประทานลมหายใจให้พระมหามัยมุนีมีชีวิตเพื่อมาประทับให้ชาวพม่ากราบไหว้”
เมื่อเดินมาตรงหน้าประตูชั้นในของวิหารซึ่งจะเห็นพระพักตร์องค์พระมหามัยมุนีอย่างชัดเจนจักราก็เห็นพุทธศาสนิกชนนั่งรอกราบพระเต็มพื้นที่ จึงยังไม่เข้าไปขณะยืนดูอยู่นั้น ก็เห็นขบวนแห่ลูกแก้วที่จะเข้ามาทำการบวชเณรเป็ทิวแถวยาวน่าจะบวชไม่ต่ำกว่าสิบรูป
ทันใดนั้นหนึ่งในจำนวนลูกแก้วที่แห่มานั้น เกิดเป็ลมชัก ล้มลงไปนอนดิ้นอยู่ที่พื้นท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คน จักรารีบปรี่เข้าไปทำการปฐมพยาบาล โดยจับเด็กนอนตะแคงคลายเสื้อผ้าให้หลวม แล้วหยิบหมอนที่ญาติถือมาด้วยรองศีรษะเด็กไว้ไม่ให้กระแทกพื้น จากนั้นก็จับตัวเด็กไว้ไม่ให้เปลี่ยนท่าจนหายจากอาการชัก เด็กก็เริ่มรู้สึกตัว
“เจซูอะเมียเจตินบาแด”(ကျေးဇူးအများကြီးတင်ပါတယ်)
แม่ของเด็กกล่าวกับจักรา
“เขาบอกว่าขอบคุณมาก”สาวมิ๊งแปลให้ฟัง
“อ๋อบอกเขาว่าไม่เป็ไรครับ”
“กิซามาชิปาบู๋” (ကိစ္စမရှိပါဘူး) มิ๊งพูดกับแม่เด็ก
แม่ของลูกแก้วหยิบของบางอย่างออกจากกระเป๋าแล้วยื่นให้หนุ่มสามพรานมันคือขนนกยูงทองคำที่เขากำลังตามหา!!!
“บิหม่าต่อ เชหม่าตวยต่อ ลาเต่โซโต๊ะ เคาปิ เปไลเต่”
(ဗိမာန်တော်ရှေ့မှာတွေ့တော့ လှတယ်ဆိုတော့ ကောက်ပြီး ပေးလိုက်တယ်။)
“แม่เด็กบอกว่า ไปเจอมันตกอยู่หน้าวัด เห็นมันสวยดี ก็เลยเก็บมา เขาขอมอบให้คุณ”
จักราดีใจมาก ยกมือไหว้แล้วกล่าวว่า
“Thank you very much, ขอบคุณมากครับ”
แม่เด็กยิ้ม ๆแล้วพาลูกแก้วไปร่วมพิธีบวชเณรต่อไป
หนุ่มเปียกับสาวมิ๊งเดินออกมาถึงลานวิหารก็ปรึกษากันถึงจุดหมายแห่งต่อไป
“เราจะไปไหนกันต่อทำไมยังไม่เห็นเบาะแสอะไรเลย”ชายหนุ่มถาม
“ดูนี่สิตรงก้านขนนกมีกระดาษพันรอบเอาไว้”
มะซอจีแกะกระดาษนั้นออกก็พบข้อความว่า
“จุดต่อไป เจดีย์อนันดาเมื่อเห็นพระยิ้ม สิงห์หัวเราะ แล้วจะพบขนนก”
“คราวนี้ไกลหน่อยนะตั้ง112ไมล์แน่ะ” สาวมิ๊งกล่าวขณะขยับผ้าถุงที่นุ่งให้รัดกุมขึ้น
“เดี๋ยวนะ หนึ่งไมล์เท่ากับ 1.6กิโลเมตร ยังงั้นก็ 179 กิโลน่ะสิ เดินทางกี่ชั่วโมงจะถึงละเนี่ย” จักรานับนิ้ว
“ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมงคงบ่ายแก่ ๆ น่ะแหละถึง เราต้องเปลี่ยนรถแล้วหละ”
“แล้วเราจะไปเอารถจากไหนล่ะมีใครให้เช่ารถแถวนี้มั๊ย”
“เดี๋ยวจะถามแม่ค้าดู”สาวมิ๊งเดินไปคุยกับแม่ค้าคนที่รับฝากเกวียนเอาไว้แล้วหล่อนก็เดินกลับมาบอกจักราว่า
“เขาบอกให้รอแปบนึงสามีเขาจะเอารถมารับ ส่วนเกวียนกับวัวก็ฝากเขาไว้ที่นี่ ค่าฝากวันละหมื่น”
“หา!!!”หนุ่มสามพรานร้องลั่น
“หมื่นจ้าด ประมาณ 150 บาท”สาวมิ๊งพูดแบบขำ ๆ
สักครู่หนึ่ง ลุงร้านค้าก็ขับรถDATSUNBluebird 320 สีเขียวคันใหม่เอี่ยมมาจอดตรงหน้าหนุ่มสาวทั้งสอง
“ด้านหน้ามีแค่สองที่นั่งคุณไปนั่งกระบะหลังแล้วกันนะ เอ้านี่ร่มกันแดดกับกระติกน้ำเผื่อคอแห้ง” สาวมิ๊งยิ้มๆ ยื่นของให้แล้วก็เปิดประตูฝั่งตรงข้ามคนขับเข้าไปนั่งสุภาพบุรุษสามพรานก็ะโขึ้นไปนั่งท้ายกระบะที่มีเสื่อปูไว้พร้อมแล้วรถก็แล่นออกไปจากเมืองมัณฑะเลย์
ณ บ้านเนรมิตโภคากรุงเทพ
เพลินใจเห็นหมู่นี้บุญพริ้งแม่ของหล่อนออกไปข้างนอกบ่อยผิดปรกติวันนี้จึงสะกดรอยตามรถของแม่ไป เพราะอยากจะเซอร์ไพรส์เผื่อแม่แอบไปช้อปปิ้งแกรนด์เซลล์ที่ห้างดัง
รถของแม่ขับไปถึงหมู่บ้านในซอยเสนานิคมย่านบางเขน แล้วไปจอดหน้าบ้านหลังหนึ่ง ปรากฏว่าคนที่ออกมาเปิดประตูก็คือคนที่เพลินใจรู้จักดี
“อาเภสัน!!!”ลูกสาวแม่บุญพริ้งแทบไม่เชื่อสายตา
“แม่มาทำอะไรที่นี่หรือมีธุระกับอาเภสัน ทำไมไม่คุยกันที่บ้านเรา ไม่ได้แบบนี้ต้องเข้าไปดูให้รู้เื่” เพลินใจรอเวลาราวสิบนาทีก่อนจะดับเครื่องรถยนต์แล้วเดินเข้าไปในบ้านหลังดังกล่าว
ประตูรั้วไม่ได้ล็อคเช่นเดียวกับประตูชั้นล่าง หญิงสาวเดินเข้าไปในบ้าน แล้วขึ้นบันไดไปชั้นบนเสียงแม่กับเภสันคุยกันดังแว่วมาจากในห้อง
“คิดถึงคุณจังเลยทำไมไม่ไปหาพริ้งที่บ้านนานแล้ว มีแต่ให้พริ้งมาหาคุณละคะ”
“ผมก็งานยุ่งน่ะ คุณก็รู้ดี”
“ไม่จริงมั๊ง หรือว่ามีสาว ๆคนอื่นรออยู่”
“คุณอย่าหาเื่น่าหมู่นี้ผมยิ่งอารมณ์ไม่ดี”
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพริ้งจะทำให้คุณอารมณ์ดีเองมามะ” แล้วเมียเสี่ยเริงศักดิ์ก็ลากตัวเภสันลงไปนอนกอดกันบนเตียงก่อนที่เพลินใจจะเปิดประตูเข้ามาเห็นคาตา
“แม่ มาทำอะไรที่นี่แล้วนี่อะไรกันคะ แม่กับอาเภสัน”
“ว๊าย ลูกเพลิน มาได้ยังไงเนี่ย”บุญพริ้งรีบลุกจากที่นอน ขณะที่เภสันยังเอนหลังอยู่บนเตียง
“หนูไม่นึกเลยว่าแม่ทำแบบนี้กับป๋าเริงศักดิ์ วันก่อนหนูก็เห็นนะว่าแม่กับพี่หิรัญทำอะไรในบ้านเรา แต่หนูไม่พูด ไม่นึกว่าแม่จะไม่พอยังมามีอะไรกับอาเภสันอีก แม่รู้มั๊ยว่านี่นะ ผัวหนู”
“ว่าอะไรนะ พูดใหม่ซิ”บุญพริ้งใกับคำของลูก
“อาเภสันเป็ผัวหนูเราได้กันหลายครั้งแล้วที่บ้านเรา”
“อ๋อ มิน่าล่ะคุณเภสันถึงไม่ค่อยไปหาบุญพริ้งเหมือนก่อน คงแอบมานอนกกกับเพลินใจใช่มั๊ยล่ะบอกมานะ”
“พวกคุณสองคนแม่ลูกไปคุยกันเองแล้วกันผมไม่อยากยุ่ง ไปทำงานก่อน บาย” เภสันหรือกามันดา ก็เดินออกจากบ้านไป
“อีลูกชั่วแอบมายุ่งกับคนของแม่ได้ยังไง”
“คนของแม่เหรอเขาเป็ชู้กับแม่ แต่เป็ผัวหนู”
บุญพริ้งตบหน้าลูกสาวฉาดใหญ่เพลินใจก็เสียใจวิ่งออกจากบ้านเภสัน แล้วขับรถออกไป
เมียเสี่ยสกายไลต์นั่งร้องไห้แล้วรำพึงรำพันว่า
“เพราะคุณไม่มีเวลาให้ฉันถึงต้องเป็แบบนี้ เริงศักดิ์”
ณ วัดอะนานดาพะย่าหรือวัดอนันดา พุกาม
จักราและมะซอจีเดินทางมาถึงมหาวิหารขนาดใหญ่ มีเจดีย์สีขาวยอดแหลม มีเจดีย์บริวารอีก 4 มุมทั้งหมดตั้งอยู่บนวิหารจตุรมุข มีประตูทางเข้า 4 ทิศประตูแต่ละทิศมีซุ้มเป็วงโค้งแบบตะวันตกแต่เหนือประตูทำเป็รูปพญานาคสองตนเลื้อยปกคลุมไปสองข้าง
“ที่นี่เป็วัดเก่าแก่สร้างมากว่า 900 ปี ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปยืนสร้างด้วยไม้ประจำทั้งสี่ทิศนะ”สาวมิ๊งนำชมบริเวณโดยรอบ
“เรามาถึงแล้วไหนล่ะ พระองค์ไหนที่ยิ้ม พาไปดูหน่อยสิ น้องมิ๊งคนสวย”
“จ้าไม่ต้องชมก็รู้ว่าตัวเองสวย มาทางนี้ ที่ซุ้มประตูทิศใต้ คือพระกัสสโปลองยืนตรงนี้แล้วมองเข้าไปสิ”
จักรายืนอยู่ตรงปากประตูทิศใต้แล้วมองเข้าไปก็เห็นพระพุทธรูปยืนทำมือในแบบธรรมจักรมุทรา คือมือซ้ายจีบนิ้ว มือขวาทำท่าหมุนกงล้อหมายถึงการแสดงปฐมเทศนา พระโอษฐ์ยิ้มโดยไม่เห็นพระทนต์ เมื่อเขาเดินเข้าไปดูใกล้ ๆก็เห็นพระมีพระพักตร์เรียบเฉย กระทั่งเดินเข้าไปถึงองค์พระก็พบว่าพระทำหน้าบึ้งตึงใส่เขา ด้วยความกลัวเขาจึงรีบเดินออกมา
“เป็อะไรคะรีบวิ่งออกมาทำไม” มิ๊งถาม
“ผมเห็นตอนแรกยิ้มพอเข้าไปใกล้ทำหน้าบึ้ง ผมเลยกลัว ไม่รู้คนอื่นเห็นเหมือนผมมั๊ย”
“ฮ่าฮ่า ใคร ๆเขาก็เห็นแบบนี้แหละ เป็ความชาญฉลาดของช่างโบราณผู้สร้าง จนลือกันว่าพระเ้าญาณสิทธา โปรดให้ปะาช่างเหล่านี้หลังจากสร้างวัดเสร็จเพื่อมิให้ไปสร้างให้คนอื่นอีก จะเก็บสิ่งสวยงามไว้ที่นี่แห่งเดียว”
“จริงเหรอแบบนั้นโหดเกินไปมั๊ย แล้วจะได้บุญไหมอ่ะ ฆ่าช่างที่สร้างวัดแบบนี้ เออ แล้วไหนล่ะขนนกยูงทองคำ”
“ลืมไปแล้วเหรอในโพยเขาบอกว่า พระยิ้มแล้วยังต้องมีสิงห์หัวเราะอีก เราไปหาดูดีกว่านะ”
“สิงห์อะไรจะมาหัวเราะหรือว่าเป็ยี่ห้อเบียร์ไทย”
“จะบ้าเหรอเดี๋ยวก็เมาแย่หรอก”
“เฮ้ย โน่นไงสิงห์ข้างประตูนั่น”
จักราชี้ให้ดูสิงห์ปูนปั้นที่อยู่สองข้างซุ้มประตูทางเข้าวิหารแต่ละทิศ
ชายหนุ่มไปยืนพินิจพิจารณาดูก็ยังไม่รู้วิธีทำให้สิงห์ตนนี้ปล่อยก๊ากออกมาได้
“ทำไงดีล่ะน้องมิ๊งสิงห์เป็ปูนมันจะขำได้ยังไง”
“ก็ยังไม่รู้เดี๋ยวจะลองถามผีนัตดูนะ รอแปบ”
สาวร่างทรงก็หยิบผ้าแดงห่อหอยเบี้ยออกมาเสี่ยงทาย
“ผีนัตบอกให้คุณเต้นรำกับหมา”
“อะไรนะจะไปหาหมาที่ไหนมาอีก โอ้ย”
“นั่นไงเดินมาโน่นแล้ว” สาวมิ๊งชี้ให้ดูหมาวัดสีน้ำตาลตัวหนึ่ง กำลังเดินมาหาจักรา
“มันคงไม่กัดผมใช่มั๊ยมานี่ ๆ เ้าตูบ”
สุนัขเข้ามาเลียมือเขาอย่างเชื่องราวกับเจอเ้าของหนุ่มสามพรานลูบหัวลูบหลังของมันอย่างแ่เบา ก่อนจะขอมือมันก็ยกขาหน้าขึ้นวางบนฝ่ามือเขาทั้งสองข้างจากนั้นการเต้นรำในจังหวะบีกินก็เกิดขึ้นระหว่างคนกับหมา ที่หน้าวิหารในวัดนั่งเอง
สาวมิ๊งนั่งดูไปก็ขำไปกับภาพที่น่าเอ็นดู ในขณะที่คนมาทำบุญในวัด ต่างก็ยืนมองแล้ววิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆนานา บ้างก็ส่ายหน้าแล้วชี้ไปที่จักรา คงจะคิดว่าเขาบ้า
และแล้วสิงห์ปูนตัวนั้นก็อ้าปากหัวเราะจนมีขนนกยูงทองคำหล่นออกมา มะซอจีรีบเก็บก่อนที่ใครจะมาเห็น
“นี่ไง ได้แล้วขนนกยูง” หล่อนะโบอก จักราจึงหยุดเต้นรำกับหมา
“ขอบใจนะไอ้ตูบที่ร่วมมือแถวนี้ก็ไม่มีลูกชิ้นขายซะด้วย แปะไว้ก่อนแล้วกัน บ๊ายบาย”
สาวมิ๊งแกะกระดาษพันก้านขนนกออกดูมีข้อความว่า
“แห่งต่อไปหาขนนกที่เจดีย์มินกุน ริมฝั่งอิรวดี”
“เรารีบกลับมัณฑะเลย์กันเถอะเดี๋ยวจะค่ำ คืนนี้ฉันจะไปนอนที่บ้าน ส่วนคุณต้องหาโรงแรมนอนแถวนั้นแล้วพรุ่งนี้ค่อยไปต่อที่เจดีย์มินกุน ห่างจากตัวเมืองไป 25 ไมล์”
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะก้าวออกจากวัดก็พบกับผู้ชายสี่คนแต่งตัวแบบคนโบราณมาขัดขวางพวกเขาไว้
“หยุด ยังไปไม่ได้ส่งขนนกยูงมาให้เราเดี๋ยวนี้”
“ของ ๆ คุณเหรอมีหลักฐานอะไรหรือเปล่า”
“ไม่มีฉันก็จะเอาพวกฉันเป็คนสร้างวัดนี้ ของที่อยู่ในวัดก็เหมือนของฉัน”
“แกพูดอะไรของแกคนสร้างเขาโดนปะาไปนานหลายร้อยปีแล้ว จะเป็พวกแกได้ยังไง”จักรากำหมัดเตรียมพร้อมจะต่อยผู้คุกคาม
“ถ้าแบบนี้แกจะเชื่อมั๊ย”หนึ่งในสี่ชายกล่าว ก่อนจะแปลงร่างเป็ผีหัวขาด เืท่วมตัวมือข้างหนึ่งถือหัวตัวเองชูให้ดู แลบลิ้นยาวแผล็บ ๆ เดินเข้าหาสองหนุ่มสาว
หนุ่มสามพรานจึงใช้พลังเทพปล่อยจักรออกจากมือสองข้าง พุ่งไปตัดลำตัวผีพวกนั้นขาดออก แต่ผีนั้นก็ยังไม่ตายยังคงเคลื่อนที่เข้าหาเขาอีก
มะซอจีจึงร่ายคาถาใส่น้ำในขวดที่พกมาก่อนจะสาดน้ำมนต์ใส่พวกผีเ่าั้จนหายตัวไปหมด
“โธ่มีวิชาดีก็ไม่บอก” ชายหนุ่มรู้สึกทึ่งกับร่างทรงสาว
“ก็ฉันนึกว่าคุณมีของดีเหมือนกัน”
“กว่าจะได้มาแต่ละชิ้นก็ต้องผ่านอุปสรรคหลายอย่างเนอะ”
“ชีวิตก็อย่างนี้แหละ
ทะเลสวยต้องมีคลื่นชีวิตจะสดชื่นต้องมีอุปสรรค
เดี๋ยวเย็นนี้จะทำกับข้าวพม่าให้คุณลองชิม”
สาวมิ๊งพูดก่อนจะก้าวขึ้นรถกลับบ้าน
ณฐานบัญชาการของกามันดา
“เจ็บใจนักที่ขัดขวางไอ้สังข์ชัยที่เวียดนามไม่สำเร็จ ปล่อยให้มันได้เทวรูปไปพวกแกต้องขัดขวางเ้าจักราให้ได้ อย่าให้มันหาเทวรูปสำเร็จเบิกตัวนรสิงห์และนางผีมะแพวามาซิ”
“เบิกตัวนรสิงห์และผีมะแพวา”
ฉับพลันก็มีตัวประหลาดร่างกายท่อนล่างเป็ราชสีห์ แต่มีหัวเป็คน เดินสี่ขาเข้ามาหมอบต่อหน้าจอมมาร
อีกร่างหนึ่งเป็ปีศาจสาวผมยาวนุ่งผ้าคล้ายชาวบ้านพม่าโบราณ เดินแบกโลงศพเข้ามา แล้วนั่งลงกราบกามันดา
“ข้าน้อยทั้งสองขอคารวะจอมมารผู้ยิ่งใหญ่”
“อืม ไม่ต้องมากพิธียืนขึ้นได้”
“พวกแกต้องไปขัดขวางไอ้จักราอย่าให้มันได้เทวรูปไปเป็อันขาด มิฉะนั้นข้าจะลงโทษแกไม่ให้มีแม้แต่นรกจะอยู่ไปได้แล้ว”
“รับด้วยเกล้า”
แล้วปีศาจสองตนก็หายวับไป
เย็นวันนั้นที่บ้านของมะซอจี
“เชิญข้างในเลยค่ะนี่แม่ฉันนะ” สาวมิ๊งต้อนรับจักราเข้าไปในบ้านเมื่อแนะนำให้รู้จักแม่แล้วก็พาไปนั่งที่โต๊ะกินข้าว
อาหารพื้นเมืองของพม่าถูกจัดวางบนโต๊ะมากมายหลายอย่างสาวร่างทรงกำลังชี้ให้จักราดูแต่ละจาน
“นี่เป็เมนูเรียกน้ำย่อยเรียกว่า เลอเพ็ตโตะ หรือยำใบชาหมัก ใส่กะหล่ำปลีหั่นฝอย มะเขือเทศ ถั่วลิสงถั่วลันเตา ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก พริกป่น น้ำปลา กระเทียมสับ
ส่วนนี่เรียกว่าแกงกะหรี่พม่า ของบ้านฉันใช้หมูสามชั้น แต่บางแห่งใช้เนื้อปลา กุ้ง หรือเนื้อวัวก็มี
อันนี้กุ้งแม่น้ำเผาคุณคงรู้จักดีอยู่แล้ว ย่าเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนอยุธยามีชุกชุมมากแค่ลงไปที่ท่าน้ำ มันก็เกาะอยู่ตามเสาเต็มไปหมด ท่านเคยกลับไปเยี่ยมญาติที่เมืองไทยสมัยสาว ๆ
โน่นเรียกว่าหมูจุ่มพม่าหรือแวะตาโด้วโท เอาเครื่องในหมูต้มเปื่อยมาหั่นชิ้นเล็ก ๆ แล้วเสียบไม้อย่างนี้เอาลงไปจุ่มในน้ำซุปร้อน ๆ เวลาจะกินก็จิ้มน้ำจิ้มแบบนี้”สาวมิ๊งงับเนื้อหมูก่อนจะดึงไม้เสียบออกวางบนโต๊ะ
“เชิญค่ะ ทานเลยไม่ต้องเกรงใจ” แม่ของสาวมิ๊งกล่าว
ค่ำคืนนั้นที่สกายไลท์ไนต์คลับของเสี่ยเริงศักดิ์
เพลินใจหลังจากทะเลาะกับแม่ก็ไปนั่งดื่มเหล้าแก้กลุ้มในไนต์คลับของพ่อเลี้ยง
หิรัญผู้ช่วยผู้จัดการร้านก็ไปนั่งดื่มเป็เพื่อน
“คุณหนูเมามากแล้วอย่าดื่มอีกเลย”
“ไม่ต้องมาห้ามฉันจะดื่มแก้เซ็ง คุณมาเกี่ยวอะไรด้วย” สาวเพลินเสียงเริ่มอ้อแอ้ ฟังไม่เป็ศัพท์
“มีเื่อะไรกลุ้มใจก็เล่าให้ผมฟังได้นะครับ”
“มันเป็เื่ของฉันคุณไม่ต้องยุ่ง อ้วก” สาวเพลินอาเจียนพุ่งใส่พื้น ก่อนจะฟุบลงกับบาร์เหล้า
“น้อง ๆรีบมาเช็ดเร็ว” หิรัญเรียกบาร์เทนเดอร์และสาวเสริฟ ช่วยกันทำความสะอาดร้านก่อนจะประคองเพลินใจออกไปข้างนอก
เขาพาหล่อนขึ้นรถแล้วขับไปย่านถนนราชปรารภ เลี้ยวเข้าซอยรางน้ำ อันเป็แหล่งรวมตัวของโรงแรมม่านรูด
สาวนักเรียนนอกฝรั่งเศสถูกพาขึ้นไปนอนบนเตียงอันอ่อนนุ่มทรงกลม ที่ผนังห้องด้านหนึ่งมีกระจกเงาเช่นเดียวกับเพดานห้องเหนือที่นอนหมายความว่าคู่นอนสามารถเห็นกิจกรรมที่ตนกำลังทำบนเตียงได้อย่างชัดเจนซึ่งหิรัญก็รับบทสร้างฉากเสียวกระสันเ่าั้ตลอดราตรี
เช้าวันรุ่งขึ้น
เพลินใจลืมตาตื่นหันไปเห็นหิรัญนอนหลับอยู่ข้างๆ ก็รีบลุกพรวดขึ้นทันที
“นี่แกเมื่อคืนทำอะไรชั้นน่ะ แล้วนี่พาชั้นมานอนที่ไหน แกไอ้ชั่ว ไอ้เลว”หญิงสาวหยิบหมอนฟาดใส่หิรัญไม่ยั้ง ชายหนุ่มก็ค่อย ๆ งัวเงียลืมตามอง
“ผมเห็นคุณหนูเมาผมก็เมา ไม่ทราบว่าเรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ต้องขอโทษจริง ๆอย่าโกรธผมเลยนะคุณหนู”
“ฉันจะไปฟ้องป๋าเริงศักดิ์ให้ไล่แกออกคอยดูสิ”
“ถ้าไล่ผมออกผมจะเปิดโปงเื่ที่แม่คุณมีอะไรกับผมแล้วคิดหรือว่าเสี่ยเขาจะเก็บคุณสองคนแม่ลูกไว้ คิดดูดี ๆ นะ”
หิรัญกล่าวก่อนจะลุกไปอาบน้ำแต่งตัว
เพลินใจได้ฟังเขาพูดก็อ้ำอึ้งอยู่คิดหาวิธีแก้แค้นให้ได้
สายของวันนั้น ณหมู่บ้านมิงกุน ริมฝั่งแม่น้ำอิรวดี
หนุ่มสาวเดินทางมาถึงตรงหน้าฐานเจดีย์ขนาดใหญ่ความสูง50 เมตร ที่ยังสร้างไม่เสร็จ เพราะพระเ้าปดุงผู้ดำริการก่อสร้างตเสียก่อนหลังพ่ายแพ้ศึกเก้าทัพแก่สยาม
“ลองถามผีนัตดูสิว่าเราจะหาขนนกยูงได้ยังไง”
“ได้ รอแปบ”สาวร่างทรงเสี่ยงทายหอยเบี้ยบนผ้าแดงแล้วกล่าวว่า
“ผีนัตบอกว่าให้ไปตีระฆังมิงกุนให้ดังเก้าครั้งแล้วจะเจอขนนกยูง ระฆังอยู่ทางโน้นแน่ะ”
เมื่อเดินไปถึงระฆังแขวนใบใหญ่สูง 12 ฟุต วัดจากปากขอบยาว 16 ฟุต 3 นิ้ว จักราก็คว้าไม้ไปตีแต่กลับไม่มีเสียงกังวาลแต่อย่างใด คงมีเพียงเสียงแปะ ๆ เหมือนตีก้อนหินธรรมดา
“เอ๊ะ เกิดอะไรขึ้นปกติตีระฆังมันไม่ใช่มีเสียงแบบนี้นี่”
“ลองดูข้างในระฆังซิมีอะไรไปติดค้างหรือเปล่า”
สาวมิ๊งมุดเข้าไปดูใต้ระฆังก็ปรากฏว่าระฆังใบนั้นหล่นลงมาขังสาวร่างทรงไว้ภายใน
“เฮ้ย น้องมิ๊งเป็ยังไงบ้าง ทำยังไงดีล่ะเนี่ย ใครก็ได้ช่วยด้วย”
“Help! Someone istrapped under the bell.”
(ช่วยด้วยมีคนติดอยู่ใต้ระฆัง)
พระเณรในวัดได้ยินเสียงก็รีบมาดูแล้วก็ไปตามโยมมาอีกนับสิบคนช่วยกันยกก็ยกไม่ขึ้น
“We'll probably needa crane to lift the bell.”
(คงต้องใช้รถเครนมายกระฆังแล้วล่ะ)จักราบอกขณะกำลังลนลานเดินไปเดินมา เป็ห่วงความปลอดภัยของสาวมิ๊ง
นาทีนั้นเขาก็ได้ยินเสียงมะซอจีะโออกมาจากภายในระฆังว่า
“พี่เปียลองใช้จักรของพี่ขว้างใส่ระฆังดูสิ เก้าครั้งนะ”
หนุ่มสามพรานได้ฟังก็งงๆ แต่ก็ลองทำตาม
จักรวิเศษจากมือเขาถูกปล่อยออกไปเก้าครั้งแต่ละครั้งก็กระทบระฆังจนเกิดเสียงดังสนั่นไปทั่ววัด
แล้วระฆังใบใหญ่ก็เลื่อนกลับไปแขวนไว้เหมือนเดิม
“นี่ไง ขนนกยูง”สาวมิ๊งมุดออกมาจากใต้ระฆังพร้อมกับชูสิ่งที่ค้นหาให้ดู
“คุณเป็อะไรมั๊ยเมื่อกี้เสียงดังมาก หูคุณไม่แตกเหรอ”
“ฉันรู้ตัวก่อนแล้วจึงอุดหูไว้ ไม่เป็ไรหรอกค่ะ”
สาวร่างทรงก็แกะกระดาษห่อก้านขนนกออกดู
“จุดต่อไป เจดีย์ขาวชินพิวเหม่ ให้นับจำนวนเกลียวคลื่นที่ฐานเจดีย์ว่ามีกี่อัน”
“อยู่ใกล้ ๆ นี่เองเดินไปก็ได้ค่ะ”
ระหว่างเดินไปจักราก็ถามสาวมิ๊งว่า
“เมื่อกี้คุณนึกยังไงถึงบอกให้ผมขว้างจักรใส่ระฆัง”
“อ๋อมีเสียงผีนัตมากระซิบข้างหูน่ะค่ะเป็ผีช่างที่สร้างระฆังให้พระเ้าปะดุงแล้วโดนปะาเพื่อไม่ให้ไปสร้างที่อื่นต่อ แบบเดียวกับวัดอนันดาเลย”
“ทำไมพม่ามีแต่กษัตริย์โหดๆ แบบนี้นะ”
“ไม่รู้เป็เื่จริงหรือคนรุ่นหลังใส่ไข่ใส่ความท่านนะเพราะบางทีประวัติศาสตร์ก็เขียนโดยผู้ชนะ แต่อาจไม่ตรงกับความจริงก็เป็ได้”
เมื่อเดินมาถึงเจดีย์ขาวชินพิวเหม่จักรากับสาวมิ๊งก็ช่วยกันนับลูกคลื่นรอบฐานเจดีย์ที่มีถึง 7 ชั้นนับไปนับมาก็หลงลืมจนต้องนับใหม่หลายรอบ
“โอ้ย ไม่ไหวนั่งพักก่อน เดินนับจนเมื่อยหมดแล้ว แดดก็ร้อน จะนับยังไงไหวเนี่ย”
“สงสัยต้องหาอะไรมาทิ้งไว้เป็เครื่องหมายว่าเรานับแล้วจะได้ไม่นับซ้ำ ดีไหมคะ”
“เออ ทำไมฉลาดจังเดี๋ยวหาก่อน จะใช้อะไรวางดี”
แล้วจักราก็ไปเก็บลูกสมอแถวลานวัดมาวางในซุ้มลูกคลื่นแต่ละช่องทุกครั้งที่นับจนได้จำนวนทั้งหมด 108 ลูก
“นับเสร็จซะทีไปยังไงต่อละทีนี้”
ขณะนั้นมีหญิงชราคนหนึ่งเดินขึ้นบันไดเจดีย์มาได้สองสามขั้นก็นั่งลงพักเหนื่อยแล้วกล่าวกับมะซอจีสองสามประโยค
“ยายแกบอกว่าช่วยอุ้มยายขึ้นไปไหว้พระบนเจดีย์จุฬามณีที่อยู่ยอดสุดนี้หน่อย”
“อ๋อ ได้สิมาพี่อุ้มเอง” จักราก็โชว์ความแมนให้ดู เขาตรงเข้าไปอุ้มยายแก่ตัวเล็ก ๆ ผอม ๆแต่ก้าวขึ้นไปได้ไม่กี่ก้าวก็เหนื่อยหอบ เพราะน้ำหนักตัวที่หนักเกินมนุษย์ของยายจนต้องวางลงพัก เมื่อหันกลับไปดูก็พบว่า
ยายได้กลายร่างเป็ตัวประหลาดมีกายเป็สิงห์แต่หัวเป็คนมันคือนรสิงห์ในตำนานพม่านั่นเอง
“เฮ้ย มาได้ยังไงแล้วยายไปไหน” ชายหนุ่มรีบผละหนี แล้วปล่อยจักรทิพย์ออกไปใส่อสูรนั้นแต่นรสิงห์ก็หายตัวหลบได้ แล้วไปโผล่อีกจุดหนึ่งพร้อมกับคำรามสีหนาทก้องไปทั่วเจดีย์ว่า
“แกคิดจะมาตามหาเทวรูปหรือข้าจะส่งเ้าไปหาในยมโลก เตรียมตัวตายได้”ว่าแล้วมันก็แผดเสียงดังจนปวดแก้วหูออกมา ทั้งจักราและมะซอจีต้องเอามืออุดหูเป็ผลให้ทั้งคู่ถูกสมุนของกามันดาจับตัวพวกเขามัดแล้วนำตัวไปลงเรือที่จอดอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอิรวดีใกล้ๆ นั้น
“ข้าจะถ่วงน้ำพวกแกให้เป็ผีเฝ้าแม่น้ำฮ่าฮ่า” นรสิงห์กล่าว ก่อนจะหันไปสั่งพวกลูกน้อง
“จับมันโยนลงไปทั้งคู่”
“ตูม”เสียงน้ำกระจาย เมื่อหนุ่มสามพรานกับสาวร่างทรงที่ถูกมัดตัวติดกันแล้วโยนลงจากเรือทั้งคู่จมดิ่งลงไปยังก้นแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวในห้วงคำนึงของเขาทั้งสองคิดว่านี่คงถึงจุดจบในชีวิตเสียแล้วกระมัง
แต่บุญยังมีให้ผีเฝ้าแม่น้ำบันดาลให้ต้นกล้วยลอยตามน้ำไปดันตัวสองคนขึ้นเหนือผิวน้ำพอให้หายใจได้กระทั่งไปชนกับเรือหาปลาของชาวบ้านคนหนึ่ง
เมื่อได้รับการช่วยเหลือขึ้นจากน้ำชาวประมงนั้นก็พาไปพักผ่อนที่บ้านของเขาก่อน
“พี่เขาบอกว่าทานข้าวกับเขาก่อนเขาจะแกงปลาให้กิน” สาวมิ๊งเป็ล่ามแปลให้หนุ่มเปียฟัง
“มิ๊งเห็นเหมือนพี่เห็นมั๊ยตอนที่เราจมน้ำน่ะ เหมือนจะเห็นมีผู้หญิงคนหนึ่งมาช่วยเรานะ แต่งตัวเหมือนคนโบราณ”
“ใช่แล้วเขาบอกว่าเขาชื่อขิ่น หม่อง เอ เป็คนสมัยหลายร้อยปีก่อน ถูกคนใส่ร้ายว่ามีชู้จนถูกจับมาถ่วงน้ำตาย เขาอยากจะสร้างบุญเพื่อจะได้ไปเกิดใหม่ ก็เลยช่วยเราไงล่ะ”
“อ๋อ สาธุอนุโมทนาบุญกับเขาด้วย ขอให้ไปสู่ภพภูมิที่ดีนะแม่นะ”
ขณะที่ทั้งสองรอกินข้าวกับเ้าของบ้านนั้นก็ปรากฏมีเด็กน้อยสามสี่คน วิ่งเล่นผ่านมา หนึ่งในจำนวนนั้นวิ่งเข้ามาหาจักราแล้วยื่นของสิ่งหนึ่งให้ ก่อนจะวิ่งหนีไป
“ขนนกยูงทองคำ” ชายหนุ่มร้องด้วยความตื่นเต้น
สาวมิ๊งหยิบมาแกะกระดาษห่อก้านออกก็พบข้อความว่า
“จุดต่อไป บ้านแม่ม่ายชื่อมูสังหมู่บ้านชาวอิ้นต้า กลางทะเลสาบอิ้นเล่ รัฐฉาน”
เ้าของบ้านยกกับข้าวออกมาตั้งบนแคร่หน้าบ้านแล้วเชิญให้กินข้าว
สาวมิ๊งถามชาวประมงว่าเด็กที่วิ่งเล่นเมื่อกี้เป็ลูกของเขาเหรอแต่เขาตอบว่า
เขาไม่มีลูกและแถวนี้ก็ไม่มีเด็ก!!!
จบตอนที่ 12
โปรดติดตามตอนที่ 13ลุยเมืองม่าน ผ่านแดนตะเลง