ยามดึกสงัด ผู้คนทั้งหลายต่างก็พากันพักผ่อนจากการทำงานอันแสนเหนื่อยล้าซึ่งได้ตรากตรำมาทั้งวัน
แสงไฟที่เคยส่องสว่างในยามราตรีค่อยๆ ดับลงไปทีละดวงสองดวง เมื่อแสงรบกวนน้อยลงไปหมู่ดาวน้อยใหญ่ระยิบระยับนับไม่ถ้วนก็เริ่มปรากฎให้เห็น
“กาแฟค่ะ” โรซี่เลขาสาวสวยพูดพร้อมกับยื่นแก้วกาแฟให้ประธานาธิบดีเฒ่า
"ขอบใจ" โดมินิครับมาและวางลงบนโต๊ะทำงานๆ รกๆ ของตนจากนั้นก้มหน้าลงเตรียมทำงานต่อ
ก๊อกๆ
ทันใดนั้นเองเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
"เข้ามา"
เมื่อได้รับอนุญาต ชายหนุ่มผมทองสั้นเกรียนร่างบึกบึนก็พรวดพราดเข้ามาในห้อง
"การเจรจาเป็ไปได้ด้วยดี ทางนั้นเป็มิตรมากและยังฝากพัสดุหลายชิ้นมาด้วย เขายังบอกด้วยว่าต้องส่งให้ถึงมือท่านโดยเร็วที่สุด แต่พวกเ้าหน้าที่เห็นว่าอาจเป็อันตรายได้ ตอนนี้จึงนำไปตรวจสอบอยู่ครับ" แจ็ครายงาน
“ตกลงมันเป็พัสดุอะไร? แกยังไม่ได้บอกฉันเลย” โดมินิคถามด้วยความสงสัย
“มันเป็หุ่นยนต์ มิสเตอร์ฟีเรสยังกำชับมาด้วยว่าก่อนเปิดใช้งานท่านจะต้องติดต่อเขาก่อน ตอนนี้พวกเราจึงยังไม่กล้าเปิดสวิทซ์หุ่นนั่นครับ"
โดมินิคพอได้ยินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางคิดไปว่าจะติดต่อเฟรีสยังไง เพราะไอ้หนุ่มผมทองบอกว่าทางนั้นไม่ได้ให้เบอร์โทรมาด้วย
ฝ่ายแจ็คพอเห็นคิ้วขมวดของชายชราก็เกิดใจไม่ดีขึ้นมา ก่อนเขาโดนทุบทุกครั้งอีกฝ่ายก็มักมีสีหน้าเช่นนี้เสมอ
‘หรือว่าเราพลาดเื่ความปลอดภัยวะ’ ชายหนุ่มเริ่มร้อนตัว แต่พอนึกย้อนไปก็พบว่าตนเองไม่ได้พลาดอะไร…ไม่ได้ ! เขาต้องรีบอธิบายให้กระจ่าง
“ท่านไม่ต้องห่วง ผมได้สั่งให้เ้าหน้าที่แยกส่วนมันแล้ว ถ้ามีะเิก็ทราบได้แน่นอน” แจ็คกล่าว
่นี้เขาได้รับข้อมูลจากข่าวกรองว่าผู้ก่อการร้ายที่เซเซียร์สนับสนุนอยู่เริ่มขยับแล้ว ชายหนุ่มจึงคิดว่าประธานาธิบดีเฒ่ากังวลเื่นี้
พอได้ยินเ้าโง่ตรงหน้ากล่าวโดมินิคก็ผุดลุกขึ้นทันทีด้วยความใ
"ว่าไงนะ! แกสั่งแกะมันหรอ เร็วเข้า! รีบไปหยุดเดี๋ยวนี้ ถ้าพวกแกแยกส่วนมันแล้วมีปัญญาประกอบกลับด้วยไหม? ที่สำคัญคิดว่าฟีเรสนั่นจะไม่รู้เลยหรอว่าหุ่นของตัวเองโดนรื้อ เ้าโง่เอ๊ย"
โดมินิคไม่เสี่ยงให้อัจฉริยะอย่างเฟรีสไม่พอใจเด็ดขาด เขากลัวชายหนุ่มจะคิดว่าพวกเขาคิดขโมยเทคโนโลยี
แจ็คได้ยินดังนั้นก็ถึงกับเหงื่อตกทันที จึงรีบวิทยุไปหาเ้าหน้าที่ให้หยุดโดยด่วน โชคยังดีที่เพิ่งแกะกล่องเท่านั้นตัวหุ่นจึงยังไม่ได้รับความเสียหาย
"เอาล่ะ ฉันจะไปพบเ้าหนุ่มนั่น รีบไปเตรียมเครื่องบินเร็วเข้า" โดมินิคสั่งชายหนุ่มผมทอง แต่ก็พบว่าเขายังยืนนิ่งไม่ขยับ
"ท่านครับ มิสเตอร์ฟีเรสนัดพบท่านในโลกเสมือน เอ่อ...แบบที่เคยเห็นในคลิปนะแหละครับ" พูดจบก็ให้สัญญาณลูกน้องยกบางสิ่งเข้ามา
“สิ่งนี้คือแว่นตาโลกเสมือนและเก้าอี้อัจฉริยะ ทางเราตรวจสอบแล้วว่าปลอดภัยแน่นอน” แจ็คพูดกับโดมินิคด้วยแววตาเศร้าๆ เขายังนึกเสียดายอยู่เลยที่อดไปขับหุ่นรบสู้กับเอเลี่ยนแบบเ้านักข่าวในคลิป
“หืม….น่าแปลกใจจริงๆ พวกเธอไปพักเถอะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว แจ็คกับโรซี่อยู่ก่อน” โดมินิคสั่งให้บรรดาเ้าหน้าที่ออกจากห้องไป เหลือไว้แต่เพียงผู้ช่วยคนสนิท
“เอาล่ะ พูดมา ตกลงฟีเรสนั่นเป็คนยังไง?” เมื่อไม่ต้องรีบไปขึ้นเครื่องบินและในห้องไม่มีคนอื่นอยู่แล้ว โดมินิคจึงพูดกับแจ็คด้วยท่าทีเป็กันเอง
“เขาหล่อมากค่ะ” ชายหนุ่มผมทองนึกย้อนไปถึงใบหน้าสะอาดหล่อเหลาของเฟรีส เสียดายที่ไม่ได้มีรสนิยมเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นเขาจะจีบแน่นอน
โป๊ะ!!
เสือเฒ่าเอาสันหนังสือเล่มโตทุบหัวแจ็ค ก่อนที่เขาจะคิดเตลิดไปกว่านี้
“โถ่...ผมยังพูดไม่จบเลย นอกจากหล่อแล้วเขาก็เป็คนตรงๆ สรุปคือไม่ได้เลวร้ายอะไร" แจ็คอธิบายจริงจังขึ้นหลังจากชิมรสสันหนังสือเข้าไป
“จากแววตาของเขา ฉันรับรองว่าไม่เหมือนนักการเมืองพวกนั้นแน่นอนค่ะ” คราวนี้โรซี่พูดบ้าง
ทั้งสองคนได้เรียนรู้ทักษะการสังเกตคนมาจากโดมินิค ดังนั้น ชายชราจึงค่อนข้างเชื่อใจพวกเขา
“อืม...เข้าใจแล้ว ว่าแต่ไอ้แว่นกับเก้าอี้นี่มันใช้ยังไงกัน” ประธานาธิบดีเฒ่าถามสองพี่น้อง
----------------------------
ในเวลาถัดมา หลังจากฟังคนสนิทบอกวิธีใช้เสร็จโดมินิคก็เข้ามายังทุ่งแดนดิไลออน
แสงอบอุ่นจากดวงอาทิตย์เหนือศีรษะทำให้รู้ว่าเพิ่งผ่านยามเช้ามาไม่นานนัก ต่างกับทางไอโนว่าที่เป็ยามดึกสงัด เพราะเวลาของไซแอนนั้นเร็วกว่าไอโนวาราวๆ 8 ชั่วโมง
เนื่องจากเฟรีสย้อนมายังไซแอนเป็ที่แรกเขาเลยใช้เวลาของประเทศนี้เป็หลัก
ในโลกเสมือนอัตราการไหลของเวลาจะไม่ต่างจากโลกความเป็จริง ต่างกันก็แค่กลางวันกับกลางคืนเท่านั้น
อันที่จริงถ้าจะทำให้เวลาเร็วกว่าข้างนอกก็พอทำได้อยู่ แต่ก็ต้องแลกกับการไม่ใช้เก้าอี้อัจฉริยะร่วมด้วย
เพราะถ้าปรับเวลาเพิ่มในโลกเสมือนก็อาจส่งผลให้กล้ามเนื้อของผู้ใช้งานรับภาระมากเกินไปได้ ดีไม่ดีก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตเลยทีเดียว
และที่สำคัญเฟรีสไม่มีทางให้ใช้แค่แว่นตาอย่างเดียวเด็ดขาด การเรียนรู้ต้องควบคู่ไปกับสุขภาพที่ดีด้วย เป็อัจฉริยะแต่ถ้าป่วยตายก่อนวัยอันควรมันก็เท่านั้นเอง
'ที่นี่วิเศษมาก' โดมินิค อดทึ่งไม่ได้ทั้งที่ได้เตรียมใจไว้ก่อนแล้ว
ขณะกำลังชื่นชมทิวทัศน์อยู่นั่นเอง ชายชราก็ได้ยินเสียงใครบางคนเรียกจากทางด้านหลัง
“สวัสดี ท่านประธานาธิบดี ผม ฟีเรส เอเทนีก้า ยินดีที่ได้รู้จักครับ” เฟรีสเอ่ยทักทาย พร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ขึ้น
ทันทีที่โดมินิคสบตากับชายหนุ่มเบื้องหน้า เขาก็เริ่มทำการสังเกตฝ่ายตรงข้าม
ดวงตานิ่งๆ ของอีกฝ่ายไม่ได้หลบตาเขาผู้เป็ประธานาธิบดีอันดับหนึ่งแม้แต่น้อย
ไม่มีแม้กระทั่งความประหม่าปรากฎให้เห็นซึ่งถือว่าหาได้ยากมากในคนวัยเดียวกัน นั่นทำให้โดมินิคยกระดับความสำคัญของเฟรีสมากขึ้นไปอีก
ฟื่บ ฟื่บ
จู่ๆ เก้าอี้นวมสองตัวก็ปรากฎออกมาจากอากาศว่างเปล่า
"เชิญนั่งก่อนครับ" เฟรีสกล่าวเชิญชายชรา
"ผมประทับใจสถานที่แห่งนี้มาก" โดมินิคพูดกับเฟรีสด้วยความสุภาพ
หลักการที่เขายึดถือคือกับผู้ที่มีความสามารถคือมารยาทต้องมาก่อนเสมอโดยไม่เกี่ยงวัย
ถ้าเริ่มต้นกันด้วยดี อีกฝ่ายก็มักตอบกลับในแบบเดียวกัน การเจรจาก็จะง่ายขึ้นมาก
"...."
ทว่า กลับผิดคาด เพราะชายหนุ่มเบื้องหน้ากลับนิ่งเงียบ แถมยังดูมึนตึงนิดๆ ด้วย
เฟรีสนั้นไม่มีทัศนคติที่ดีมากนักกับพวกผู้นำประเทศต่างๆ ในยุคปัจจุบัน ซึ่งแต่ละคนเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวมากกว่าส่วนรวม
ต่อให้เป็ผู้ผลักดันกฎหมายตัวใหม่แล้วอย่างไร? ใครจะรู้ว่าเฒ่าชราตรงหน้าแฝงความ้าอะไรไว้ในนั้นบ้าง
จนกว่าจะแน่ใจในตัวตนของโดมินิค เฟรีสก็จะยังไม่ทอดไมตรีให้มากนัก ่ต้นของาครั้งสุดท้ายมันก็เกิดจากผู้นำที่เห็นแก่ตัวพวกนี้นั่นแหละ
“ท่านประธานาธิบดีครับ ก่อนเราจะสนทนาอย่างอื่นกันต่อ ผมอยากจะถามคุณว่าทำไมถึงคิดเสนอกฎหมายตัวใหม่นั่น?” เฟรีสเริ่มเข้าประเด็น คำตอบของประธานาธิบดีเฒ่าจะเป็ตัวกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง
ถ้าตอบไม่ผ่านมันก็ไม่มีประโยชน์ที่ต้องสนทนากันอีกต่อไป และถึงชายชราเสียชีวิตไป เขาก็จะหาวิธีหยุดาให้ได้อยู่ดี
เฟรีสไม่อยากช่วยคนผิด เขาต้องแน่ใจก่อนว่าโดมินิคจะไม่ก่อปัญหาให้ถ้าเกิดรอดชีวิตไปได้
ระหว่างที่ชายหนุ่มรอคำตอบ จู่ๆ ชายชราตรงหน้าก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกับมองมาทางเขาด้วยแววตาคมกริบ
“ฮะ ฮะ ฮะ แค่มองตาก็รู้แล้วว่าคิดอะไร ฉันไม่ได้อยากเป็ใหญ่หรือมีอำนาจอย่างที่เธอคิดหรอกนะ” แม้จะหัวเราะแต่แววตาเขากลับนิ่งสนิท ไม่มีความเป็กันเองหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
"เหตุผลที่ผลักดันกฎหมายนั่น? ก็เพราะหลานสาวตัวน้อยที่อยู่ข้างหลัง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำก็เพื่ออนาคตของเธอ อืม…อันที่จริงฉันก็หวังว่าเด็กๆ ทุกคนบนเอิร์ทเทร่าจะได้เติบโตขึ้นมาในทีที่มันดีกว่านี้ด้วยแหละ
ถ้าปล่อยให้เป็แบบเดิมต่อไปเรื่อยๆ เมื่อพวกเผด็จการชั่วเข้มแข็งขึ้น พวกมันก็จะเริ่มทำร้ายประเทศอื่น หลังจากนั้นเอิร์ทเทร่าก็ต้องแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ถึงตอนนั้นฉันกล้าพนันเลยว่ามันต้องมีาครั้งใหญ่เกิดขึ้นแน่นอนพันเปอร์เซ็นต์ และผลพวงของมันก็ต้องมาตกอยู่ที่ประชาชนตัวเล็กๆเสมอ
ฉันไม่อยากให้เด็กๆต้องมารับกรรมที่พวกชั่วก่อไว้ กฎหมายฉบับใหม่จะทำให้ประชาชนเริ่มมีสิทธิเสรีภาพ ประเทศเผด็จการชาติสุนัขก็ย่อมปกครองได้ยากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มันเติบโตไม่ได้และโอกาสก่อาก็น้อยลงตามไปด้วย" โดมินิคอธิบายเป็ฉากๆด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ในฐานะที่เป็ทั้งนักธุรกิจและนักการเมืองมาั้แ่สมัยหนุ่ม ทำให้ชายชราได้พบเจอกลอุบายสกปรกมานับไม่ถ้วน
พอได้ยินคำถามของชายหนุ่มเบื้องหน้าก็รู้แล้วว่าเฟรีสเป็คนยังไง ซึ่งทำให้รู้สึกถูกใจไม่น้อยเลย
หลังจากได้ฟังคำตอบของชายชรา เฟรีสก็อดรู้สึกนับถือประธานาธิบดีเฒ่าไม่ได้ เพราะในอนาคตมันเป็ไปตามที่เขาพูดแบบเป๊ะๆ และที่น่าชื่นชมคือเขาหวังทำเพื่อเอิร์ทเทร่าจริงๆ
นอกจากนั้นชายชรายังไม่ได้โกหกอีกด้วย นับั้แ่อีกฝ่ายได้เข้ามายังโลกเสมือน เฟรีสก็ได้ให้เอไอคอยส่องดูคลื่นสมองเขาไว้แล้ว ถ้าพูดโกหกเมื่อไรก็จะถูกตรวจพบทันที
“ผมยอมรับในคำตอบของคุณ” เฟรีสพูดพร้อมกับผงกหัวลงเล็กน้อย จากนั้นก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เอาล่ะ ตั้งใจฟังให้ดี ผมได้รับข้อมูลมาว่าคุณจะถูกลอบสังหารในอีกสองวันข้างหน้า แต่อย่าถามล่ะว่ารู้ได้ยังไง” เมื่อตัดสินใจว่าจะช่วย ชายหนุ่มจึงบอกเขาไปตรงๆ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า นึกว่าเื่อะไร ไม่มีสิแปลก ฉันถูกลอบฆ่าเกือบทุกอาทิตย์อยู่แล้ว ค่อนข้างชินแล้วล่ะ”
โดมินิคหัวเราะอย่างไม่ยี่หระ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ชายชราผู้นี้ได้รับขนานนามว่าเสือเฒ่าแห่งตะวันตก
"...."
เมื่อได้ยินคำตอบเฟรีสก็ถึงกับอึ้งไปพักหนึ่ง ชายชราตรงหน้าไม่ได้โกหกเสียด้วย การที่รอดมาได้จนถึงป่านนี้นับว่าสุดยอดจริงๆ
“ผมไม่รู้ว่าคุณผ่านอะไรมาบ้างแต่ครั้งนี้จะต่างออกไป พวกเซเซียร์ต้องทุ่มสุดตัวอย่างแน่นอน”
ถึงประธานาธิบดีเฒ่าจะผ่านอะไรมามากก็ตาม แต่ครั้งนี้เขาจะไม่สามารถผ่านมันไปได้
ประวัติศาสตร์บันทึกเอาไว้ว่าเขาจะถูกลอบวางยาพิษก่อน จากนั้นก็ถูกยิงตายขณะกำลังไปโรงพยาบาล
“เรียกฉันปู่นิคก็ได้ไอ้หนู คนที่มีความสามารถระดับเธอมีสิทธิพอ” พอเฟรีสพูดถึงเื่ลอบฆ่า โดมินิคก็รู้แล้วว่าไอ้หนุ่มตรงหน้าถือว่าเป็พวกเดียวกัน แถมเขาก็ถูกใจเ้านี่ไม่น้อยด้วย
“นี่มันไม่ใช่เื่เล่นๆ” เฟรีสเห็นเสือเฒ่าไม่สนใจคำเตือนก็กระแทกเสียงนิดๆ ด้วยความไม่พอใจ
“ไอ้หุ่นพวกนั้น...ก็แค่เปิดใช้สินะ” โดมินิคพูดยิ้มๆ
“ใช่แค่เปิด เดี๋ยวพวกมันจะคุ้มครองคุณเอง กลัวแต่จะไม่เปิดเพราะไม่ไว้ใจกันน่ะสิ ผมถึงต้องเหนื่อยมานัดเจอคุณไง”
เฟรีสอธิบายกึ่งจริงกึ่งเท็จ ถ้าคำตอบของประธานาธิบดีเฒ่าเบื้องหน้าไม่ถูกใจ เ้าหุ่นนั่นก็จะทำลายตัวเองทันที
“ไว้กลับไปจะเปิดใช้ก็แล้วกัน ว่าแต่คงไม่ได้ให้ฟรีหรอกจริงไหม?” โดมินิคพูด
จากนั้นหนึ่งหนุ่มหนึ่งแก่ก็แสยะยิ้มน่ารังเกียจพร้อมกัน บางทีอาจเพราะมีนิสัยเสียๆ คล้ายกันก็เป็ได้ ถึงทำให้ทั้งคู่ดูถูกชะตากันไม่น้อย
“ขอเป็...สัญชาติกับที่ดินอีกสักเล็กน้อย ช่วยขายถูกๆ ให้ด้วย 100 ไร่ก็พอ อ้อ...เดี๋ยวผมจะแถมอายุคุณเพิ่มให้ด้วยนะ สนใจกลับมาเตะปี๊บดังอีกครั้งไหมล่ะ ฮ่าฮ่า”
รอยยิ้มน่ารังเกียจของชายชราทำให้เฟรีสอดพูดแซวไม่ได้ ทว่า เื่การเพิ่มอายุนั้นเขาก็ทำได้จริงๆ แต่อาจต้องรอจนสร้างนาโนบอทเพิ่มให้ได้ก่อน
“แก…”
ยั่วโมโหสำเร็จ โดมินิครู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที เขาเต๊ะปี๊บไม่ดังมาเป็สิบปีแล้วแถมยังมีโรคอีกเพียบ ไม่รู้ว่าไอ้หนุ่มตรงหน้าแอบรู้ได้ยังไง
ซึ่งที่เฟรีสรู้ได้ก็เพราะว่าอาศัยอ่านเอาจากข้อมูลที่เก้าอี้อัจฉริยะส่งมา เขาพบว่ามันมีตัวแดงอยู่เต็มไปหมด นั่นหมายความว่าสุขภาพของชายชราเข้าขั้นเลวร้ายอย่างมาก
ที่ผ่านมาด้วยตำแหน่งผู้นำประเทศประธานาธิบดีเฒ่าจึงแสร้งทำเป็สุขภาพดีมาโดยตลอด
แค่เป็หวัดธรรมดาหุ้นของประเทศยังร่วงกราว ถ้ารู้ว่าป่วยหนักขึ้นมาแค่คิดก็เห็นถึงความเรือหายแล้ว
"ไอ้หนุ่ม ที่ว่าเพิ่มอายุนี่คืออะไร?" โดมินิคถามอย่างสนใจ
"ผมรักษามะเร็งปอดได้…แบบหายขาด" เฟรีสคลี่ยิ้มและตอบกลับสั้นๆ
"รักษาได้ !" โดมินิคผุดลุกขึ้นยืนทันที พร้อมกับมองไปที่เฟรีสด้วยความตื่นเต้น
โรคมะเร็งปอดที่เขาเป็มันคือขั้นสุดท้ายแล้ว หมอประจำตัวเองก็บอกว่าอยู่ได้อีกไม่กี่เดือน ซึ่งนี่ก็เป็อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาผลักดันกฎหมายฉบับใหม่นี้
โดมินิคก็แค่อยากจะทำประโยชน์ทิ้งไว้ก่อนตนจะตาย
"ได้ ฉันรับข้อเสนอ สำหรับคนเก่งๆ น่ะประเทศเราพร้อมให้สัญชาติอยู่แล้ว ส่วนที่ดินไว้ค่อยโอนของส่วนตัวให้ไม่ต้องซื้อหรอก" โดมินิคตอบและเฟรีสก็พยักหน้าตกลง
การทำสัญญาถือว่าเสร็จสิ้นโดยไม่ต้องลงนามอะไรทั้งนั้น ทั้งสองต่างก็มีความเชื่อมั่นว่าอีกฝ่ายไม่โกหกอย่างแน่นอน
ในที่สุดภารกิจหลักของเฟรีสก็เสร็จสิ้น จากนั้นภารกิจรองก็เริ่มต้น
"ง่วงหรือยังครับ ถ้ายังเดี๋ยวจะพาไปที่อื่นต่อ" เฟรีสแสยะยิ้มถามประธานาธิบดีเฒ่า เขาเตรียมจะโชว์เทคโนโลยีของตัวเองเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองให้มากขึ้นอีก
“จะถามทำไม ยังไงแกก็พาฉันไปอยู่แล้วนี่หว่า นี่ไอ้หนุ่มแกมีอำนาจต่อรองกับฉันเพียงพอแล้วไม่ต้องลำบากสร้างเพิ่มหรอก” ประธานาธิบดีเฒ่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบายๆ
คิดจะมาใช้เล่ห์เหลี่ยมกับนักธุรกิจมือฉมังอย่างเขา ไม่มีทางซะหรอก
"…”
ถึงจะเป็อัจฉริยะในหลายด้าน แต่เฟรีสก็ต้องยอมรับว่าเื่กลอุบาย เขาถือว่ายังห่างชั้นกับเสือเฒ่ามากนัก
'ถ้าได้มาช่วยงานคงดี' เฟรีสอดคิดไม่ได้
อึดใจต่อมาทั้งสองคนก็วาร์ปมาสู่เอเทนีก้าเมืองแห่งอนาคต
"สวยมากจริงๆ" โดมินิคอุทานพร้อมมองไปยังเบื้องล่าง
ใช่แล้ว! ตอนนี้ทั้งคู่อยู่บนยอดตึกสูงที่สุดของเมือง โดยชั้นนี้ถูกสร้างไว้เป็ภัตตาคารทรงโดมโปร่งใสทุกส่วน แม้กระทั่งเฟอร์นิจเจอร์ก็ด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่าเห็นวิวกันแบบเต็มๆ อย่างไม่มีอะไรบดบัง…ถ้าไม่กลัวความสูงล่ะนะ
“รู้ไหม? ผมมีความสามารถพอที่จะทำให้โลกข้างนอกเป็เหมือนกับที่นี่ และก็จะพยายามทำมันด้วย" ขณะที่โดมินิคกำลังชมวิวอยู่จู่ๆ เฟรีสก็พูดขึ้น
"สนใจมาช่วยงานกับผมไหมครับ?” เฟรีสถามด้วยแววตาจริงจัง
ปัจจุบันเขาขาดคนที่จะมาช่วยงานมากๆ โดยเฉพาะในตำแหน่งสำคัญๆ เช่น เื่เกี่ยวกับการบริหารจัดการ
แอนโทนี่เองก็ไม่ได้เก่งเื่พวกนี้เลยสักนิด ขนาดแค่รับแขกยังแย่เลยด้วยซ้ำ
หลังจากที่ได้คุยกับประธานาธิบเฒ่าเฟรีสก็ถูกใจในตัวเขาอย่างมาก โดยเฉพาะเื่ทัศนคติและความฉลาดทันคน ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินใจเอ่ยปากลองชวนมาร่วมงานดู แต่ก็ไม่ได้หวังมากเท่าไรนัก
อีกฝ่ายเป็ถึงประธานาธิบดีประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 ของเอิร์ทเทร่า แถมยังรวยติดระดับท้อป จะให้ลดตัวมาเป็ลูกมือคนอื่นก็คงยากเต็มที
ทางด้านประธานาธิบดีเฒ่าพอได้ยินคำถามก็ถึงกับอึ้งไปหลายตลบ ไอ้หนุ่มตรงหน้าถึงกลับกล้าชวนคนระดับเขามาเป็ลูกน้องเนี่ยนะ เกินไปไหม?
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
โดมินิคหัวเราะออกมาอย่างยั้งไม่อยู่
"ไอ้หนู แกมันแน่ ในเมื่อกล้าชวนฉันก็กล้ารับ ได้สิ! แต่ต้องรอให้หมดสมัยก่อน อีกไม่นานหรอก" โดมินิคตอบตกลงด้วยน้ำเสียงขบขัน แต่ถ้ามองไปที่ดวงตาก็จะเห็นว่ามีน้ำตาหยดน้อยๆ กลิ้งอยู่ด้านใน
ในวัยเด็กเขาเองก็เคยมีความฝัน ฝันว่าอยากจะบินไปบนท้องฟ้ากว้างใหญ่ อยากสำรวจมหาสมุทรและดวงดาวต่างๆ รวมทั้งอย่างอื่นอีกมากมาย แต่ทั้งหมดล้วนไม่อยู่ในกรอบแห่งความเป็จริง
พอเติบโตขึ้นมาความฝันเหล่านี้ก็จางลงจนหายไป
แต่เมื่อได้เจอกับเฟรีสและได้เห็นเทคโนโลยีอันแสนน่าทึ่งรวมทั้งเมืองแห่งอนาคตแห่งนี้ด้วย
ความฝันวัยเด็กที่จางหายไปก็เริ่มชัดขึ้นอีกครั้งราวกับได้ย้อนกลับไปในวัยเยาว์
หลังจากได้ยินคำตอบ แววตาของเฟรีสก็แสดงออกถึงความยินดีย่างปิดไม่มิด ตอนแรกเขานึกว่าจะถูกปฏิเสธแล้วแท้ๆ
"ปู่ รีบกลับไปเปิดเครื่องหุ่นเลย แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะส่งไปเพิ่มอีกหมื่นตัวด้วย”
ชายหนุ่มซึ่งตอนนี้ดีใจแทบคลั่งพูดโพล่งออกมาอย่างหยุดไม่อยู่ เพื่อนร่วมงานคนใหม่นี้เขาจะปล่อยให้เป็อะไรไปไม่ได้เด็ดขาด
“หมื่นตัว แกจะให้ฉันเอาไปรบกับใคร ไอ้บ้า” โดมินิคดุเ้าหนุ่มตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม