“เป็นอะไรไป อายจนโกรธเลยเหรอ?” เว่ยเชียนเฉินมองเฉินหยินชิงด้วยสีหน้าคล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม “หรือว่า กลัวผมจะเอาเรื่องมั่วโลกีย์ของพวกคุณไปป่าวประกาศ เลยอยากจะฆ่าผมปิดปาก?”
เฉินหยินชิงแนบนิ้วชี้ลงบนไกปืนเตรียมจะเหนี่ยวไกโดยไม่ต่อปากต่อคำให้เสียเวลา
“เอาสิ ฆ่าปิดปากผมเลย” เว่ยเชียนเฉินเอ่ยยุแหย่
นิ้วชี้ที่กำลังจะเหนี่ยวไกปืนหยุดชะงักลง เฉินหยินชิงจ้องมองเว่ยเชียนเฉิน พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ดูท่าคงจะอยากตายน่าดู?”
เว่ยเชียนเฉินยิ้ม
“อยากสิครับ อยากตายด้วยน้ำมือของคุณชาย”
เฉินหยินชิงหรี่ตาลงเล็กน้อย จากนั้นก็ยกเท้าขึ้นมาเตะข้อพับเข่าของเว่ยเชียนเฉิน เว่ยเชียนเฉินที่เอาแต่สนใจปืนและการพูดคำยุแหย่ จนนึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะใช้วิธีการนี้ เมื่อถูกเตะโดยไม่ทันได้ตั้งตัวขาสองข้างก็เสียการทรงตัว และทรุดลงไปกับพื้นทันที
ผู้ติดตามของโอดินทำท่าจะยืนขึ้นมา แต่กลับถูกเฉินหยินชิงนำปืนมาจ่อไว้ศีรษะอีกครั้งเสียก่อน
หลินฉ่าวเจ๋อที่ยืนอยู่ด้านข้างเห็นเหตุการณ์ก็คิดจะเดินเข้าไปห้าม แต่กลับถูกลู่ฮหวายขวางทางไว้ แล้วบอกให้ดูสถานการณ์ไปก่อน
“พูดสิ ทำไมไม่พูดต่อล่ะ?”
“โหดเหี้ยม ดุดัน ผมชอบ”
เฉินหยินชิงเงื้อด้ามปืนขึ้นเตรียมจะฟาดใส่ศีรษะของคนปากดี แต่ด้วย เว่ยเชียนเฉินตาไวกว่าจึงเบี่ยงตัวหลบได้ และรีบยกมือขึ้นมาจับยึดมือของอีกฝ่ายไว้ แต่การกระทำต่อจากนั้นของเฉินหยินชิงกลับเหนือกว่าที่เว่ยเชียนเฉินคาดคิด เมื่อเขาใช้มืออีกข้างชกปากคู่ต่อสู้อย่างหนักหน่วง จนมุมปากมีเลือดไหลซึมเป็นทาง
เว่ยเชียนเฉินแลบลิ้นออกมาลิ้มรสคาวเลือดตรงมุมปากนั้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองเฉินหยินชิงพร้อมรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยเลศนัย จากนั้นก็ใช้มือที่จับฝ่ายตรงข้ามไว้เป็นหลักยึดแล้วเหวี่ยงส่งตัวเองให้ยืนขึ้นและถือโอกาสนั้นในการพันธนาการอีกฝ่ายไว้พร้อมกระชากร่างเฉินหยินชิงเข้าไปเผชิญหน้าอย่างใกล้ชิด ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปพูดใกล้ ๆ
“นิสัยของคุณชายรองเฉินร้ายกาจไม่เบาเลยนะครับ”
เฉินหยินชิงพยายามดิ้น แต่ก็ไม่หลุดพ้น
“คุณชายรองไม่พยายามฆ่าผมแล้วเหรอครับ?”
“ยอมรับว่ากลัวแล้วเหรอ?”
ความเย็นยะเยือกสะท้อนออกมาทางแววตาอย่างชัดเจน เฉินหยินชิงคลายมือขวาปล่อยให้ปืนร่วงหล่นลงมาก่อนใช้มืออีกข้างคว้าเอาไว้ทันที จากนั้นเขาก็ลั่นไกออกไปโดยไร้ซึ่งความลังเล เว่ยเชียนเฉินมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ไวมาก เขาเบี่ยงตัวหลบกระสุนของเฉินหยินชิงได้ในพริบตา กระสุนนัดนั้นพุ่งแหวกอากาศผ่านหน้าของเขาไปอย่างหวุดหวิด และผ่านรถของเฉินหยินชิงไปอย่างเฉียดฉิวหายลับเข้าไปในความมืด
เมื่อเห็นว่าเฉินหยินชิงเอาจริง สีหน้าของเว่ยเชียนเฉินก็เคร่งขรึมลงทันใด
“หยินชิง”
เมื่อลู่ฮหวายเห็นว่าเหตุการณ์กำลังจะบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ จึงไม่สามารถยืนดูเฉย ๆ ได้ เขาเหวี่ยงหลินฉ่าวเจ๋อที่ตั้งใจจะช่วยพูดให้กับเว่ยเชียนเฉินให้หลบไปอยู่ในมุมมืด ส่วนตัวเองก็เดินเข้าไปไกล่เกลี่ยเรื่องราว
“ช่างมันเถอะ นายแค่มาส่งฉัน ไม่จำเป็นต้องไปมีเรื่องกับคุณเว่ยคนนี้” เมื่อพูดจบ ลู่ฮหวายก็หันไปพูดโน้มน้าวกับเว่ยเชียนเฉิน “คุณเว่ยคงจะเข้าใจฉ่าวเจ๋อและพวกเราผิดไปนะครับ ไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร แต่คุณต้องเหลือทางหนีทีไล่เอาไว้บ้างนะ เราต้องลบเอาความเข้าใจผิดออกไป วันข้างหน้าหากเราต้องพบเจอหรือร่วมงานกันจะได้ไม่ต้องลำบากใจต่อกัน ดีไหมครับ?”
เว่ยเชียนเฉินจ้องเขม็งไปทางเฉินหยินชิงโดยไม่พูดอะไร
ลู่ฮหวายเอื้อมมือไปแตะไหล่ของเฉินหยินชิง
“ไปกันเถอะหยินชิง เข้าไปนั่งในบ้านของฉ่าวเจ๋อดีกว่า”
เฉินหยินชิงปรายตามองมือที่วางอยู่บนไหล่ของเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา
“เอามือของนายออกไป”
ทันใดนั้นก็เป็นเว่ยเชียนเฉินที่ออกคำสั่ง
ลู่ฮหวายประหลาดใจไม่น้อย ก่อนจะหันมองเฉินหยินชิง จากนั้นก็ค่อยมองไปทางมือของตัวเอง และก็กระจ่างแจ้งในความหมายของเว่ยเชียนเฉินได้ในที่สุด เขาก้มหน้าหัวเราะเล็กน้อย แต่กลับไม่ได้เอามือออกแต่อย่างใด แต่กลับหันหน้าไปหัวเราะใส่เว่ยเชียนเฉินแทน
“คุณเว่ย อย่าได้คืบจะเอาศอกสิ”
เว่ยเชียนเฉินจ้องเขม็งไปยังมือของลู่ฮหวายที่ยังวางอยู่บนไหล่ของเฉินหยินชิง
“เอามือออก”
ลู่ฮหวายหัวเราะ และตั้งใจจะกวนประสาทเว่ยเชียนเฉินจนถึงวินาทีสุดท้าย เขาไม่ได้เอามือออกจากไหล่ของเฉินหยินชิง แต่กลับโอบอีกฝ่ายแน่นขึ้นอย่างตั้งใจยั่วอารมณ์เว่ยเชียนเฉิน
“คุณชายชอบเขาเหรอ?” เว่ยเชียนเฉินถามเฉินหยินชิง
เฉินหยินชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย
“หมายความว่ายังไง?”
“ไม่ชอบ แต่คุณก็ให้เขากอดให้เขาจับอย่างนั้นเหรอครับ?”
“ระวังปากหน่อยนะ”
“ทำไม เพื่อไอ้หน้าละอ่อนไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนี้ คุณถึงกับจะสู้กับผมเลยเหรอ?”
สีหน้าของเฉินหยินชิงมืดครึ้มลงในทันที
ลู่ฮหวายมองดูเปลวไฟระหว่างคนทั้งสอง จากนั้นก็ดึงตัวเฉินหยินชิงไปอีกด้านเพื่อแยกเขาออกจากเว่ยเชียนเฉิน
“ต้องขอโทษด้วยนะครับ ผมและหยินชิงจะเข้าไปดื่มเหล้ากับฉ่าวเจ๋อแล้ว ขอตัวนะ คุณมีธุระอะไรก็ไปทำเถอะ”
เว่ยเชียนเฉินมองไปทางลู่ฮหวายด้วยความไม่พอใจ และเมื่อเห็นมือของ ลู่ฮหวายที่ยังคงเกาะหนึบอยู่บนไหล่ของเฉินหยินชิงก็ยิ่งไม่พอใจเข้าไปอีก เขากำลังจะตรงเข้าไปจัดการ แต่กลับถูกหลินฉ่าวเจ๋อขวางเอาไว้
“เชียนเฉิน”
“ทำไม ขนาดนายก็จะสู้กับฉันเหรอ?”
“ฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น” หลินฉ่าวเจ๋อมองไปทางเฉินหยินชิงและลู่ฮหวายที่เดินเข้าไปในบ้าน จากนั้นก็หันกลับมามองเว่ยเชียนเฉินอีกครั้ง “ลู่ฮหวายกับเฉินหยินชิงฝีมือไม่ธรรมดา นายคนเดียวอาจจะเสียเปรียบเอาได้ ลานให้นายมาส่งเช็ค ฉันได้เช็คแล้ว นายก็กลับไปได้แล้ว”
เว่ยเชียนเฉินมองหลินฉ่าวเจ๋อด้วยสายตาไม่พอใจเท่าไร แต่เขาก็ไม่ถึงขนาดแยกแยะไม่ได้จนต้องลงมือกับคนตรงหน้า สีหน้าของเว่ยเชียนเฉินเข้มคล้ำขึ้น จากนั้นก็หมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป ทว่าก็โดนรั้งไว้
“เชียนเฉิน”
“มีอะไรอีก?”
“ลู่ฮหวายและพี่น้องตระกูลเฉินเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ไม่มีความหมายอื่น”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของเว่ยเชียนเฉินก็เปลี่ยนไป ความอึมครึมหายจางเปลี่ยนเป็นใบหน้าตามแบบคนอารมณ์ดีเหมือนเดิม อย่างไรก็ตามเขากลับแสดงท่าทีคล้ายไม่สนใจคำพูดของหลินฉ่าวเจ๋อ ทำแค่ยกขาก้าวขึ้นไปบนรถของตนที่จอดอยู่
“ฉ่าวเจ๋อ ทำไมยังไม่ตามเข้ามาอีก?”
“มาแล้ว”
หลินฉ่าวเจ๋อมองตามแผ่นหลังของเว่ยเชียนเฉินไป ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับมาหาลู่ฮหวาย แล้วเข้าไปในบ้านพร้อมกัน
เมื่อเข้ามาในบ้านแล้ว เฉินหยินชิงก็หัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เอามือของนายออกไปได้รึยัง?”
ลู่ฮหวายยิ้มแหย จากนั้นก็ดึงมือที่เกาะอยู่บนไหล่ของเฉินหยินชิงกลับมา
“หยินชิง นายไปเอาเสน่ห์มาจากไหน ดูเหมือนไอ้บ้านั่นจะรับมือยากซะด้วยสิ”
เฉินหยินชิงขมวดคิ้วเล็กน้อยไม่ได้ตอบกลับคำถามนั้น
“เอาน่าลู่ฮหวาย หยุดพูดจามั่ว ๆ ได้แล้ว” หลินฉ่าวเจ๋อยื่นไวน์แดงไปให้ เฉินหยินชิง “คนนี้คือคุณชายรองเฉินสินะครับ”
เฉินหยินชิงยื่นมือออกไปรับพร้อมเอ่ยแนะนำตัว
“เฉินหยินชิง”
“หลินฉ่าวเจ๋อ”
“ฉันเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้าง ธุรกิจในตลาดมืดต่างก็เป็นของนายหมดเลยสินะ”
หลินฉ่าวเจ๋อยิ้มรับแต่ไม่พูดอะไรถึงงานของตน
“ฉ่าวเจ๋อ ไอ้บ้านั่นเป็นใคร ทำไมนายดูเหมือนจะกลัวเขาจัง?” ลู่ฮหวายถามขึ้น
“เป็นคนของตระกูลเอสเต” หลินฉ่าวเจ๋อยื่นไวน์แดงอีกแก้วให้กับลู่ฮหวาย
“เรื่องในคืนนี้ปล่อยมันไปเถอะ ถ้าพวกนายเจอกันอีก ก็อย่าไปหาเรื่องละกัน เขาก็นิสัยแบบนี้แหละ”
ลู่ฮหวายรับไวน์นั้นมาดื่ม ก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อย
“คนของตระกูลเอสเต? พวกเขามาเมืองอวิ๋นกังทำไม?”
“อาจจะมีเรื่องอะไรสำคัญต้องทำก็ได้” หลินฉ่าวเจ๋อไม่อยากพูดเรื่องนี้เท่าไรนัก หลังจากที่อธิบายคร่าว ๆ ออกไปแล้วก็พาลู่ฮหวายและเฉินหยินชิงเข้าไปนั่งในห้องรับแขก
“ฉันไม่นั่งต่อละ ฉันยังมีเรื่องที่จะต้องกลับไปจัดการที่บ้านต่อ” เฉินหยินชิงพูดขึ้น
“จะไปแล้วเหรอ?”
“ฉ่าวเจ๋ออย่าไปรั้งเขาไว้เลย คืนนี้ครอบครัวของเขามีเรื่องที่ต้องไปจัดการ ให้เขาไปเถอะ” ลู่ฮหวายวางแก้วไวน์ลง “ไปเถอะหยินชิง เดี๋ยวฉันไปส่งนาย”
เฉินหยินชิงมองไปทางลู่ฮหวายโดยไม่ได้ปฏิเสธอะไร ก่อนจะหมุนตัวแล้ว เดินล่วงหน้าตรงไปยังประตู
ลู่ฮหวายยิ้มเล็กน้อย แล้วเดินตามออกไป
เมื่อเดินออกมาจากบ้านของหลินฉ่าวเจ๋อแล้ว เฉินหยินชิงก็เปิดประตูเข้าไปนั่งภายในรถ ในตอนที่เขากำลังจะขับรถออกไปนั้น จู่ ๆ ก็มีรถคันหนึ่งพุ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว เฉินหยินชิงเหยียบเบรกด้วยความตกใจ การหยุดกะทันหันทำให้ เฉินหยินชิงกระแทกเข้ากับพวงมาลัยอย่างแรง ถ้าไม่ยกมือขึ้นมาขวางไว้ป่านนี้คงได้มีเลือดตกยางออกกันไปแล้ว
เมื่อการเคลื่อนไหวของรถหยุดลงเฉินหยินชิงถึงได้ผงกหัวขึ้นมาจากพวงมาลัย และเขาก็เห็นชายหนุ่มที่แต่งกายด้วยชุดคลุมสีดำกำลังยืนอยู่หน้ารถของเขา คนคนนั้นคือเว่ยเชียนเฉิน ดูเหมือนจะยังแข็งแรงมีชีวิตชีวา ไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ เลยแม้แต่น้อย
เฉินหยินชิงหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาถอดเสื้อตัวนอกออกแล้วลงจากรถทันที
“ดื่มเหล้าแล้วยังจะขับรถอีก ไม่รักชีวิตตัวเองซะเลยนะครับ คุณชายรองเฉิน”
“นายขับรถไม่ดูทางรึไง?”
“ผมไม่ได้ใส่แว่นมาน่ะครับ ไม่เหมือนกับคนบางคนที่ใส่แค่แว่นก็แสร้งทำเป็นสุภาพเรียบร้อยได้แล้ว”
เฉินหยินชิงเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในประโยคนี้ คนที่อีกฝ่ายพูดถึงคือ ลู่ฮหวาย ‘แต่ทำไมประโยคที่ได้ยินฟังแล้วดูเหมือนจะแฝงไปด้วยความหึงหวงอยู่ ไม่น้อยเลยล่ะ?’ เมื่อเห็นเฉินหยินชิงยืนนิ่งไม่พูดอะไร เว่ยเชียนเฉินก็เดินเข้าไปใกล้ อีกฝ่าย ยื่นหน้าเข้าไปพิสูจน์กลิ่นจากตัวของฝ่ายนั้น หลังจากพิสูจน์เสร็จสีหน้าของเขา ก็ค่อย ๆ ดีขึ้น จากนั้นคนอารมณ์ดีก็ยิ้มอย่างลอยหน้าลอยตาก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า
“ไม่มีกลิ่นเหล้า หรือว่าคุณชายรองเฉินไม่ได้ดื่มเหล้ากันล่ะครับ?”
“นายชื่อเว่ยเชียนเฉินใช่ไหม”
“ครับ”
“ดูออกนะ ว่านายสนใจในตัวฉัน”
เว่ยเชียนเฉินเลิกคิ้วสูง ก่อนจะพยักหน้าอย่างยอมรับ
เฉินหยินชิงเอื้อมมือออกไปโอบเอวเว่ยเชียนเฉิน รั้งร่างอัลฟ่าหนุ่มให้เข้ามาในอ้อมแขนของตัวเอง ยังไม่ทันที่เว่ยเชียนเฉินจะรู้ตัวว่ากำลังถูกกอด เฉินหยินชิงก็ยื่นหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูของเขา “แต่ฉันเป็นอัลฟ่า นายเองก็เป็นอัลฟ่า แล้วแบบนี้จะทำยังไงล่ะ?”
เว่ยเชียนเฉินอึ้งงันไป นึกไม่ถึงว่าเฉินหยินชิงที่ดูค่อนข้างสุภาพเรียบร้อย ดูไม่สนใจในกามตัณหาจะเปิดทางให้เขามากมายขนาดนี้ แต่เปิดทางแบบนี้ก็ดี เขาชอบถูกอ่อย มันดีกว่าขอนไม้แข็งทื่อที่ไร้ความรู้สึกเหล่านั้นเป็นไหน ๆ เมื่อคิดได้ถึงตรงนี้เว่ยเชียนเฉินก็คลี่ยิ้มกว้าง จากนั้นก็เอื้อมมือออกไปรวบเอวของเฉินหยินชิงไว้เช่นกัน และยังถือโอกาสนั้นบีบเคล้นเนื้อบนเอวของอีกฝ่าย พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
“ถ้าคุณชายรองเฉินยอม มันก็ไม่มีปัญหานี่ครับ”
เฉินหยินชิงปรายตามองมือของอีกฝ่ายที่กำลังขยำเนื้อช่วงเอวของเขาด้วยแววตาเฉียบคม แต่ในตอนที่เขาเงยหน้าขึ้นมามองเว่ยเชียนเฉินนั้นแววตาคมก็ได้เปลี่ยนกลับมาเย็นชาเช่นเดิมแล้ว
“คืนนี้ฉันไม่ว่าง ไว้จะนัดกันวันหลังละกัน”
“ได้ครับ ได้เวลาแล้วก็บอกผมนะครับ ผมว่างตลอด”
“ใช่เหรอ”
“ขอโทรศัพท์หน่อยครับ”
เฉินหยินชิงขมวดคิ้ว แต่ก็ล้วงไปหยิบโทรศัพท์มือถือแล้วยื่นออกไปตรงหน้าฝ่ายตรงข้ามโดยไม่พูดอะไร
เว่ยเชียนเฉินแสดงออกถึงความลำพองใจที่สามารถควบคุมเฉินหยินชิงให้อยู่ในกำมือได้ แต่เขากลับไม่ทันได้สังเกตเห็นแววตาที่สะท้อนแผนการอันชั่วร้ายของ เฉินหยินชิงแม้แต่น้อย เขารับโทรศัพท์มากดเบอร์ของตัวเอง ก่อนจะกดบันทึกด้วยคำว่า ‘ที่รัก’ จากนั้นก็คืนโทรศัพท์ให้กับเฉินหยินชิง
“ติดต่อมาได้ทุกเมื่อนะครับ”
เฉินหยินชิงรับมา ก่อนจะคลี่ยิ้มพรายโดยไม่พูดอะไร
“ตอนนี้ก็มัดจำด้วยการจ่ายดอกเบี้ยเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนดีไหมครับ?”
“นายจะเก็บยังไง?”
“จูบ”
เฉินหยินชิงพยักหน้า จากนั้นก็เอื้อมมือไปโอบท้ายทอยของเว่ยเชียนเฉิน แล้วรั้งให้มาอยู่ตรงหน้าเขา ริมฝีปากคลี่ยิ้มทรงเสน่ห์ก่อนจะประกบริมฝีปากเรียวของอีกฝ่ายทันที ทั้งขบกัดและดูดดึงรุนแรงไร้ความปรานี
เว่ยเชียนเฉินตกใจเล็กน้อย และฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าตอนนี้เขากำลังสลับบทบาทกับอีกฝ่ายเสียแล้ว ที่จริงต้องเป็นเขาที่เป็นฝ่ายรั้งลำคอเฉินหยินชิงเข้าหาตัวเองสิถึงจะถูกต้อง
เมื่อคิดได้ถึงตรงนี้ เว่ยเชียนเฉินก็รีบเอื้อมมือออกไปโอบรอบเอวที่รักคนใหม่ก่อนจะออกแรงบดจูบกลับไป พยายามช่วงชิงสิทธิ์ที่ควรจะเป็นของตนกลับมา ในช่วงเวลาเดียวกันเฉินหยินชิงก็ไม่ได้ร้อนใจ เขาค่อย ๆ วางอำนาจเหนืออีกฝ่ายลงช้า ๆ ปล่อยให้เว่ยเชียนเฉินเป็นผู้เดินเกมขบกัดริมฝีปากของเขา ดวงตาเย็นชาค่อย ๆ ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น และรอยยิ้มก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
เว่ยเชียนเฉินไม่ทันสังเกตเห็นรอยยิ้มที่สะท้อนออกมาทางแววตาของเฉินหยินชิงแต่อย่างใด ยังคงใช้ทักษะการจูบที่ตัวเองชำนาญมาสั่งสอนฝ่ายตรงข้าม แต่เรื่องที่เขาไม่รู้ก็คือ วินาทีที่เขาเอ่ยปากว่าต้องการมีอะไรกับเฉินหยินชิงนั้น... ได้กำหนดให้ชีวิตนี้ของเขาย้อนกลับไปไม่ได้อีกแล้ว