เซียวหลงไม่ได้เร่งรีบควบม้ากลับจวน เขากับองครักษ์สองคน ควบม้าไปหยุดอยู่ที่ริมลำธารสายหนึ่งนอกเขตเมือง พวกเขาปล่อยม้าให้แทะเล็มหญ้าอยู่บริเวณนั้น โดยไม่มีทีท่ารีบร้อนจากไปไหน ไม่ถึงสองเค่อ ก็ปรากฏกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งพร้อมดาบในมือที่ด้านหลังของพวกเขา เป็กลุ่มคนที่เฝ้าติดตามเขามาั้แ่ออกจากงานเลี้ยง เซียวหลงไม่ได้มีสีหน้าที่แปลกใจเมื่อหันไปเผชิญหน้ากัน นี่เป็สิ่งที่องครักษ์ที่ติดตามเขาทั้งสองคนต่างรู้สึกประหลาดใจและนับถือในความบ้าบิ่นของชายหนุ่มคนนี้มาก นายท่านรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาสามคนจะสู้ชนะคนกลุ่มใหญ่มากกว่าสิบคนเช่นนี้ได้
นอกเหนือจากการตัดสินใจที่เด็ดขาดของเซียวหลงแล้ว พวกเขาก็ตระหนักว่าภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นคนคนนี้อยู่เหนือชั้นกว่าที่ประเมินไว้มาก เช่นการที่นายท่านยอมเอาตัวเองเข้ามาเสี่ยงเป็เหยื่อล่อให้ฝ่ายตรงข้ามปรากฏตัว หาพื้นที่รอคอยที่มองทางหนีทีไล่ไว้ รวมถึงแผนการสำรองหากสถานการณ์ไม่เป็ไปอย่างที่พวกเขาคาดคะเน
เขาได้วางแผนซ้อนกลเอาไว้แล้ว
แม้ว่าจะมีศัตรูที่ตอนนี้โอบล้อมพวกเขาอยู่ แต่เซียวหลงกลับดูไม่สะทกสะท้าน ดวงตาของเขายังมีประกายเหยียดหยามระคนอยู่เช่นเดิม
ทันทีที่คนแรกเริ่มขยับฝีเท้า เสียงต่อสู้อื่นๆ ก็ดังตามมาทันที
ผ่านไปได้เกือบหนึ่งก้านธูป ขณะที่เขาสามคนกำลังต่อสู้และตกอยู่ในวงล้อมของสถานการณ์ที่ดูเหมือนใกล้จะเพลี่ยงพล้ำ ก็ปรากฏคนอีกกลุ่มหนึ่งขึ้นด้วยชุดเช่นชาวบ้านสามัญทั่วไป เข้ามาช่วยพวกเขาท่ามกลางวงล้อมแห่งความวุ่นวาย
เซียวหลงมองดูกลุ่มคนที่มาใหม่ หนึ่งในนั้นมีร่างกายที่สูงใหญ่ ผิวเข้มติดแดง พวกเขาไม่สวมหมวกหรือหน้ากากปิดบังใบหน้า เพราะรู้ดีว่าวันนี้จะมีเพียงกลุ่มเดียวที่มีชีวิตรอดกลับไป แม้จำนวนคนที่เข้ามาช่วยเหลือพวกเขาจะมีน้อยกว่าเกินครึ่ง แต่การรับมือและโต้ตอบกลับทำได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ประหนึ่งว่าเป็เื่ที่พบเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่มีแม้แต่เสียงหอบหายใจ ใช้เวลาไม่นาน พื้นที่โดยรอบก็เงียบเสียงลงในขณะที่บนพื้นเต็มไปด้วยคนนอนที่ไร้ลมหายใจ
การต่อสู้แบบนี้ แม้แต่คนปกติแข็งแรงยังเปลืองกำลังไม่น้อย นับประสาอะไรกับเซียวหลงที่สุขภาพอ่อนแอ เขา เดินช้าๆ เข้าไปหาชายร่างใหญ่ ขณะที่มือยังจับหน้าอกหอบเหนื่อยไปด้วย
“ผู้น้อยเซียวหลง คารวะต้าซือหม่า ขอบคุณที่ให้การช่วยเหลือ” เซียวหลงทำการคำนับเต็มพิธีการ
“ไม่ต้องเกรงใจ ล้วนคนกันเองทั้งนั้น '' ต้าซือหม่าจูรุ่ย เอ่ยพร้อมคำนับตอบกลับชายหนุ่มอย่างไม่ถือตัว
“เก็บสองคนนี้ไว้ก่อน “จูรุ่ยมองไปที่คนสองคนที่ยังไม่ตายบนพื้น เพียงแต่ถูกทำให้สลบไปเท่านั้น
สิ้นเสียงเหล่าคนที่ติดตามเขามาก็มาลากคนสองคนหายไปในความมืด
จูรุ่ยหันกลับมาให้ความสนใจเซียวหลงต่อ “เ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าจะมาช่วย ในงาน ข้าไม่ได้รับปากเ้าด้วยซ้ำ”
“เพราะท่านแม่ทัพจะต้องมามิใช่หรือ ระหว่างเรา ยังมีที่ต้องเลือก หรือไม่เลือกอย่างไรได้อีก “
‘’ นั่นเพราะพวกเราได้เลือกกันไปแล้ว’ ’ จู่ลุ่ยกล่าวเสริม
“ตอนที่ข้าพูดคุยกับท่าน แม้ท่านจะไม่ใส่ใจหรือตอบคำขอของข้า แต่ข้าเชื่อว่า ท่านกำลังหาโอกาสตีชิงตามไฟอยู่เช่นกัน นับว่าท่านเองก็ได้ประโยชน์มากกว่าข้าเสียด้วย” เซียวหลงเองแม้ขณะที่เอ่ยประโยคนี้ ก็อดลอบมองไปรอบๆ ตัวไม่ได้ บัดนี้ไม่พบศพคนเ่าั้แล้ว รอบข้างมีแต่ความว่างเปล่าเหมือนการต่อสู้เมื่อครู่เป็แค่หมอกควันจางๆ ที่สลายไป
“ข้ายอมรับว่าข้าคิดเช่นนั้นจริงๆ และเื้ัคนกลุ่มนี้ ข้าย่อมมีวิธีสอบปากคำพวกเขา คงให้คำตอบความวุ่นวายที่นอกด่านตอนนี้แก่รัชทายาทได้ในเร็ววัน และ...” จูลุ่ยหยุดพูด ก่อนยกมือขึ้นลูบเครา
“เ้าเอง ก็อย่าได้วู่วามเช่นนี้อีก ครั้งนี้ข้านำคนมาน้อย หากคนที่คิดจะสังหารเ้ามามากกว่านี้สักสิบคน ข้าเกรงว่าเ้าอาจไม่โชคดีเช่นนี้”
“ ผู้น้อยทราบแล้ว “ เซียวหลงตอบกลับก่อนหยิบซองกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ในขณะที่เขายื่นให้แม่ทัพ พลันมีมือที่ว่องไวมาคว้าหยิบไปก่อน
“เสียมารยาทแล้ว “คนสนิทที่ยืนอยู่ด้านซ้ายมือของแม่ทัพใหญ่กล่าวตอบ เพราะกฏของกองทัพ แม่ทัพจะไม่รับสิ่งของหรือดื่มกินอะไรโดยไม่ผ่านการตรวจสอบก่อน พวกเขาอยู่ในสนามรบ สิ่งที่กลัวมิใช่การกลัวตาย แต่การตายอย่างไม่สมศักดิ์ศรี เช่นการถูกพิษตายหรือตายในหอคณิการนั้น ย่อมไม่หวังให้เกิดขึ้น
เข้ารับไปอ่าน ก่อนยื่นกระดาษให้แม่ทัพดู จูลุ่ยเองเพียงมองผ่านๆ ไม่ได้ยื่นมือไปจับกระดาษแผ่นนั้นเลย
“ข้ารับรู้ถึงความพยายามของเ้าแล้ว ข้อมูลเหล่านี้ช่วยข้าได้มาก ถือว่าที่ข้าช่วยเ้าวันนี้เป็การตอบแทนน้ำใจเถอะ “หลังจูลุ่ยอ่านจบ เขาก็กล่าวประโยคนี้ก่อนหันหลังหายไปในความมืดพร้อมกับกลุ่มคนที่ติดตามเขามา
เซียวหลงตระหนักถึงความ้าของตนเองได้ทันที หลังจากผ่านเหตุการณ์ในวันนี้ไป เขารู้เส้นทางที่เหมาะสมกับเขาแล้ว
ผ่านไปอีกกว่าเดือน เซียวซวี่จึงถือโอกาสตอนที่กู้หยุนกลับบ้านแวะไปหาเขาที่จวนตระกูลกู้
กู้หยุนดูไม่ประหลาดใจกับการมาเยือนของสหาย เพราะั้แ่เขากลับมาถึงบ้าน น้องสาวสองคนของเขา ก็รีบเร่งมาขอพบเพื่อถามรายละเอียด “อาเล็ก” ตระกูลเซียวทันที
ในตอนแรกเขายังจับต้นชนปลายไม่ถูก เพราะเซียวหลงนั้นไม่เคยทำตัวโดดเด่น ไม่มีแม้กระทั่งสหายสนิท ไม่ว่าจะเป็ตระกูลไหนก็ตาม แต่แปลกที่เขากลับเผยตัวตนในงานเทศกาลของจวนข้าราชผู้ใหญ่อันดับหนึ่งในเมืองได้ หรือเพราะเห็นว่าตนเองนั้นมีรัชทายาทหนุนหลังอยู่ จึงสามารถเปิดหน้าแสดงออกได้ถึงเพียงนี้
คนฉลาดอย่างเขา ทำไมถึงเลือกวิธีการเช่นนี้ กู้หยุนก็ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก
การวางตัวนิ่งเฉยกลางท่ามกลางความวุ่นวายที่ภายนอกดูเหมือนสงบเงียบ โดยเฉพาะเื่ที่พัวพันกับราชสำนัก เฉกเช่นพ่อค้าเช่นพวกเขา น่าจะปลอดภัยมากที่สุด เพราะหากไปเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด มิใช่จะเสียเงินเสียทองโดยใช่เหตุ และมิวายจะกระทบกระทั่งกับฝั่งตรงข้ามอยู่ดี เหตุใดต้องเปลืองตัวเดินหมากตายเช่นนี้ด้วยเล่า
ไม่เข้าใจก็ส่วนไม่เข้าใจ การดูแลสหายที่มาเยี่ยมเยียนก็ยังคงทำตามมารยาทอันพึงมี แม้จะไม่ผิดไปจากที่คาดหมายว่าเซียวหลงจะไม่ตามมาด้วยก็ตาม
“ได้ข่าวว่าอาของเ้า่นี้ไม่ค่อยได้กลับจวนกระมัง “กู้หยุนเทน้ำชาไปที่จอกของสหายก่อนเทให้กับตัวเอง
“เ้ายังสามารถสืบข่าวบ้านข้าได้ ทั้งๆ ที่ตัวก็ไม่อยู่ที่จวน ข้านับถือเ้าแล้วจริงๆ “เซียวซวี่ตอบยิ้มๆ
กู้หยุนมองหน้าเขา “ไม่ใช่ข้าอยากรู้ มีคนให้มาถามมากกว่า “
“อืม เขาไม่ค่อยอยู่จริงๆ ถึงเขากลับมาก็ไม่มีใครได้คุยกับเขาหรอก “เซี่ยวซวี่ตอบ
“คุณชายเซียวซวี่” เสียงเล็กๆ ดังขึ้นมาจากด้านข้างของเขาทั้งสองคน
เมื่อพวกเขาหันหลังกลับไป พบว่าเป็กู้หยางได้มายืนยิ้มบางๆ อยู่ไม่ไกลแล้ว
สองตาวิบวับของนางทอดมองตรงไปที่เซียวซวี่ก่อนหลุบตาลงอย่างเขินอาย “คุณหนูสาม “ เซียวซวี่เอ่ยทัก
“เ้ามาที่นี่ทำไม” กู้หยุนกลับเป็ฝ่ายใช้น้ำเสียงไม่พอใจถามไปทางน้องสาว
“ข้าทราบว่าพี่ชายมีแขก และข้าเองก็้าพบแขกของท่านเช่นกัน ข้าอยากเรียนรู้วิชาพิณจากคุณชาย ไม่ทราบว่าพอจะสามารถชี้แนะพวกข้าบ้างได้หรือไม่” กู้หยางอ้างถึงกู้เหยาไปด้วย เพียงเพื่อให้มีน้ำหนักของเหตุผลเพิ่มขึ้นในใจของเซียวซวี่
‘นี่ไม่น่าจะเป็คำพูดที่ออกมาจากปากของเด็กสาวเช่นกู้หยางได้’ กู้หยุนขมวดคิ้ว ปกตินางไม่ใช่คนที่พูดจาตรงมาตรงไปเช่นนี้
“เหมาะสมแล้วหรือที่เ้าจะวุ่นวายเช่นนี้ “กู้หยุนตำหนิน้องสาวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ หากเป็คนที่สนิทกับเขาจะรู้ว่าตอนนี้เขาเริ่มไม่พอใจจริงๆ แล้ว
“อาหยุน ข้านำหนังสือพิณที่ข้าใช้อยู่เป็ประจำมาให้คุณหนูทั้งสองพอดี แม้ไม่สะดวกสอนพวกนาง แต่ข้าสามารถชี้แนะจากส่วนที่พวกเ้าไม่เข้าใจจากหนังสือได้ “ชายหนุ่มเอ่ยอย่างเอื้ออารี
“ข้ารู้สึกว่าเื่นี้ออกจะไม่เหมาะสมอยู่บ้าง เ้าเอาหนังสือไปแล้วนำไปเรียนรู้ด้วยตนเองเถิด หากมีอะไรไม่เข้าใจ ค่อยมาถามข้า” ฝ่ายตรงข้ามกับนางกลับเป็พี่ชายกู้หยุนซะเอง เขานอกจากจะไม่ให้นางอยู่ต่อแล้ว ทว่ากลับไล่นางออกไปจากห้องทันที
“ มีอะไรเหมาะสม ไม่เหมาะสมกัน” เซียวซวี่เอ่ยพลางยื่นหนังสือเล่มหนึ่งให้นาง
มันค่อนข้างหนา เพียงแต่รายละเอียดของหนังสือนั้นส่วนใหญ่จะเป็ภาพ และวิธีการวางนิ้ว
“คุณหนูสาม ท่านรับมันไว้เถอะ หากมีอะไรไม่เข้าใจ ไว้ข้ามีโอกาสมาเยือนรอบหน้า เ้าก็ค่อยๆ นำมาถามก็แล้วกัน”
“ขอบคุณคุณชายเซียว “ กู้หยางรับหนังสือด้วยใบหน้าอมยิ้มก่อนหมุนตัวจากไป
ที่ด้านหลังของเซียวซวี่ กู้หยุนอดมองดูน้องสาวของตนกับสหายสนิทอย่างใช้ความคิดไม่ได้
ั้แ่กู้หยางได้รับหนังสือเล่มนั้นไป นางก็ตั้งอกตั้งใจในการเรียนพิณเพิ่มขึ้นมาก หากใครผ่านไปทางเรือนของนาง ก็จะได้ยินเสียงพิณดังขึ้นเป็ระยะๆ อย่างต่อเนื่องอีกนับเดือน
ภายในจวนตระกูลเซียว
“ตระกูลเจา, ตระกูลลู่ พวกเราตรวจสอบมาแล้ว พวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนผู้นั้นจริงๆ “
เซียวหลงกำลังเดินหมากล้อมอยู่คนเดียว เขาฟังรายงานและนั่งใช้ความคิดเงียบๆ ไปตลอด
q ในห้องที่เขานั่งอยู่ตอนนี้ มีคนอื่นยืนอยู่ด้วยอีกสองคน
“นายท่าน สามเดือนมานี้ พวกเราสืบอย่างละเอียดแล้ว สองตระกูลนี้แทบจะไม่เหลือความน่าสนใจแล้วจริงๆ
ตั๋วเงินเกือบทั้งหมด ถูกถอนมาใช้จ่ายหมุนเวียนในร้านค้า แค่ประคองตัวเองให้รอด ตอนนี้คิดว่ายังยาก รายการบัญชีก็ปลอมขึ้นมา ทั้งสองตระกูลมีแผนย้ายกลับหมู่บ้านชนบทกันด้วยซ้ำ ผู้น้อยคิดว่าการเปิดกิจการก็แค่บังหน้า แต่แผนโยกย้ายทรัพย์สินที่ยังพอมี อย่างไรก็เกิดขึ้นแน่ “
‘มิเช่นนั้นจะอยู่อย่างไร ถ้าไม่โยกย้ายออกไปจากเมืองหลวง เงินไม่มี คนในจวนอีกหนึ่งร้อยกว่าชีวิต และยังมีคนที่ร้านอีกเล่า’ ชายร่างสูงคิด
“คนอื่นๆ ในจวนเ่าั้ “ เซียวหลงเอ่ยถามออกไปในขณะที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่หมากในกระดาน
“บางคนหายสาบสูญ บางคนพิการ บางคนก็เลือกแยกตัวออกจากตระกูล นับว่าตอนนี้ทั้งสองตระกูลไม่เหลืออะไรจะให้ใช้ถูกข่มขู่ได้อีกแล้ว “
“นายน้อยเจาหล่ะ” เซียวหลงถามต่อ
“เขาหายสาบสูญไป เกือบ 1 ปีแล้ว เพียงแต่คนในจวนปิดข่าวไว้ “ ชายร่างสูงยังคงตอบคำถามต่อไปอีก
“คุณหนูของตระกูลเจาทั้งสามคน แม้ว่าจะยังอยู่ที่จวนแต่ก็เก็บตัวเงียบ ไม่คบค้ากับใครมาซัก่หนึ่งแล้วเช่นกัน ไม่ต่างจากตระกูลลู่ในตอนนี้สักเท่าไหร่ "
“เ้าไปหาเื่ก่อความวุ่นวายให้สองตระกูลนี้อีกที ไม่ต้องสนใจวิธีการ แค่ไม่ทำให้ใครตายก็พอ เสร็จแล้วก็ถอยออกมาทันที” เซียวหลงเอ่ยบอกผู้ติดตามของเขา
“นายท่านทำเช่นนี้ไปก็เพื่อ “ เขาสงสัย แม้จะไม่สมควรถามก็ตาม ปกติองครักษ์ติดดาบเช่นเขา ยึดมั่นในคำสัตย์สาบานล้วนอยู่และตายก็เพื่อเ้านายเท่านั้น เพียงเพราะเ้านายของเขาคือองค์รัชทายาท ดังนั้นพวกเขามีความรับผิดชอบต้องรายงานเื่ราวต่างๆ กลับไปให้ “เ้านาย” ทราบ
“ไม่ใช่สิ่งที่เ้าต้องรู้ ให้ทำเป็การลับ อย่าให้ถูกจับได้ก็พอ” เซียวหลงเอ่ยตอบน้ำเสียงเ็า
แน่นอนว่า เขา้าปั่นหัวสองตระกูลใหญ่ให้เข้าใจผิดกับฝ่ายตรงข้ามมากยิ่งขึ้นไป จนไม่มีทางผสานกลับมาเป็เหมือนเดิมได้อีก
การค่อยๆ ล่มสลายของตระกูลร่ำรวยในเมืองหลวง โดยเฉพาะตระกูลที่มีเครือข่ายการค้าขยายไปยังต่างเมือง
ไม่ได้ผิดไปจากความคาดหมายของเขาและรัชทายาทมากนัก ชั่วระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา
สองตระกูลใหญ่ แม้จะพยายามวางตัวเป็กลางอย่างไร ก็ยังถูก “บังคับ” ให้ต้องเลือกข้าง ผ่องถ่ายผลประโยชน์จากการค้าเกือบทั้งหมดให้กับคนบางกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับราชสำนักอยู่ดี เื่นี้พัวพันกับผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจ เกี่ยวโยงถึงาชายแดน รวมถึงผู้สืบทอดราชบัลลังก์ มิใช่เื่ที่จะจบลงง่ายๆ แค่เพียงการล่มสลายของสองตระกูลนี้เท่านั้น
เขายิ้มเยาะในใจ ผ่านมาตั้งหลายปีราชสำนักยังไม่สามารถเอาชนะกลุ่มคนเหล่านี้ได้ คงไม่ใช่ขาดทั้งพยานและหลักฐาน เพราะต่อให้มีทั้งหมดครบจะมีคนออกมายืนยันชี้ตัวหรือ กระทั่งฮ่องเต้เองจะกล้าทำอะไรบุ่มบ่ามในเวลานี้หรือไม่ อำนาจของมือที่สามมือที่สี่เฉพาะฝ่าาเองต้องควบคุมสมดุลของราชสำนักในเวลานี้ก็ตึงมือพออยู่แล้ว จะยังไปเปิดหน้าเพิ่มศึกอีกด้านกับผู้อยู่เื้ัของเื่เหล่านี้ได้อย่างไร
ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมจริงๆ กลับกันหากเป็เขา ด้วยสถานการณ์ที่ยังไม่ได้เปรียบโดยสิ้นเชิงแบบนี้ ก็ยังคงต้องรอดูกันไป เลี้ยงทหารสิบปี เพื่อใช้ในการศึกเพียงวันเดียวก็เป็เช่นนี้ มาจนถึงขนาดนี้แล้ว หากจะต้องรอต่อไปอีกสิบปีก็ถือว่าคุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไปแล้ว
“เ้าไปสืบมาเพิ่มว่า ตระกูลพ่อค้าที่เหลือ ตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง แล้วรีบมารายงานข้า”
“ข้าทราบแล้วนายท่าน” เอ่ยจบองครักษ์ตัวสูงก็เปิดประตูเรือน และเดินหายไปในความมืด
ก่อนคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างๆ ชายร่างสูงเมื่อครู่จะเอ่ยขึ้นมาบ้าง
“นายท่าน คุณชายเซียวซวี่จะไปจวนตระกูลกู้อีกสามวันข้างหน้า “
“ตอนนี้ท่านเองก็มีชื่อเสียงในเมืองหลวง การที่ท่านจะไปเป็แขกที่จวนนั้น ใช่ว่าจะไม่เหมาะสม อีกทั้งพวกเราเองก็ยังต้องติดตามเื่ที่รัชทายาทรับสั่งมาอีก ข้าคิดว่าจะง่ายกว่ามาก หาก….”
เซียวหลงมองไปทางหมากกระดานของเขาที่กำลังๆ ขยับปลายนิ้ววางอยู่ พลันหยุดชะงักเล็กน้อย ก่อนค่อยๆ ปล่อยหมากลงไป
“ไม่จำเป็ ข้ามีวิธีของข้า” เขาตัดบทตอบกลับไป ก่อนวางหมากตัวสุดท้ายลงบนกระดานนั้น
เขาจะไม่เป็เช่นหมากกระดานนี้ ไม่ทำตัวเป็หมากในมือของใคร กระทั่งองครักษ์สองคนที่ได้รับมาจากรัชทายาท เขาก็ไม่ไว้วางใจ เขากระจ่างแจ้งดีว่าส่วนหนึ่งคงตั้งใจส่งมาเป็สายของฝั่งรัชทายาทเสียมากกว่าที่ตั้งใจส่งมารับใช้เขาด้วยความจริงใจ
หลังผ่านพ้นปีใหม่ไปได้สามเดือน
สำนักศึกษากลับมาเปิดตามปกติ
กู้หยุน เซียวซวี่ จึงได้กลับมาเรียนร่วมกันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีเซียวหลงกลับมาด้วยเพราะเขาไปเรียนร่วมกับรัชทายาทที่ตำหนักบูรพา
แม้การเรียนร่วมกับเหล่าองค์ชาย จะไม่ได้มีกฎตายตัวว่าจะไปกลับหรือค้างที่ตำหนักข้าง แต่คนส่วนใหญ่ก็เลือกไปกลับจวน
ยกเว้นแต่เซียวหลงที่หายออกไปเป็เดือนๆ นานๆ จึงจะกลับจวนรอบหนึ่ง