เสียงที่ราบเรียบแต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเด็ดขาดที่เข้มข้น
หลิงมู่เอ๋อร์ยังไม่ทันได้สติกลับมาซั่งกวนเซ่าเฉินกำลังมองดวงตาของนางอย่างประหม่า กล่าวอีกครั้งว่า “มู่เอ๋อร์วิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้คือแต่งงานกับข้า อีกไม่กี่วันจัดงาน เจ้า…เต็มใจหรือไม่?”
สวรรค์นี่นางกำลังถูกขอแต่งงานหรือ?
แม้จะไม่มีดอกไม้สดไม่มีแหวนเพชร ไม่มีการคุกเข่าแต่ท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยรักอย่างลึกซึ้งของซั่งกวนเซ่าเฉิน ช่างน่าหลงใหลถึงเพียงนั้น
“ข้า เต็มใจ!”ผงกศีรษะราวกับต้นกระเทียม ใบหน้าเล็กๆของหลิงมู่เอ๋อร์เต็มไปด้วยสีแดงของความเขินอาย
“ไอ๊หยา ข้าข้าว่าพวกท่านทั้งสองคนสงวนท่าทีหน่อยได้หรือไม่?” หนานกงอี้จือรู้สึกเพียงว่าวันนี้ตลอดทั้งวันแทบจะถูกป้อนอาหารสุนัขจนอิ่มแล้ว
แต่ว่ากับวิธีแก้ไขปัญหาเช่นนี้ เขาพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง “ไม่ผิดขอเพียงตอนนี้แม่นางเซียนแพทย์แต่งให้กับพี่ใหญ่ก็สามารถอุดปากขี้นินทาพวกนั้นไปได้หมด” หนานกงอี้จือดีดนิ้ว“หากถูกท่านแม่รู้เรื่องนี้เข้า จะต้องดีใจจนนอนไม่หลับแน่ พี่ชายเรื่องการแต่งงานก็มอบให้เป็นหน้าที่จวนหนิงโหวของพวกเราเถิดนะขอรับ?”
เดิมพวกเขาวางแผนว่าในฤดูร้อนของปีหน้าค่อยแต่งงาน แต่ว่า ซั่งกวนเซ่าเฉินไม่อยากรอแล้วความแค้นทั้งมวล แผนการทั้งหมด หลังจากที่หลิงมู่เอ๋อร์ถูกคนรังแกล้วนไม่นับเป็นสิ่งใดได้
เขาอยากมอบครอบครัวให้นางมอบการรับประกันให้นาง ขอเพียงนางกลายเป็นผู้หญิงของเขาอย่างแท้จริงดูว่าคนพวกนั้นยังจะกล้าคิดเล่นงานนางอีกหรือไม่!
“ได้”น้ำเสียงที่อารมณ์ดียิ่งอย่างไม่ปิดบังดังมาจากยอดกระหม่อม คำนี้แม้ว่าจะพูดกับหนานกงอี้จือแต่สายตาตั้งแต่ต้นจนจบกลับไม่เคยละไปจากหลิงมู่เอ๋อร์มาก่อน
หนานกงอี้จือเกือบจะถูกน้ำลายของตนเองทำให้สำลักแล้วมองเห็นภาพเบื้องหน้า เขารีบยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดตาไว้ “ไอ๊หยาไม่เหมาะกับเด็ก ไม่เหมาะกับเด็ก อ่า” เขากระโดดโลดเต้นวิ่งไปที่ประตู“ข้าจะรีบเอาข่าวดีนี้ไปบอกท่านแม่ตั้งแต่แรก ให้นางเตรียมการทันที ข้าไปก่อนแล้วจากนี้ก็รอสุรามงคลของพวกท่านแล้ว”
เรื่องที่ฟูเหรินของหนิงกั๋วโหวรอคอยที่สุดมาโดยตลอดมิใช่บุตรชายของตนสามารถสร้างครอบครัวสร้างผลงาน แต่เป็นหลายชาย ซั่งกวนเซ่าเฉิน
มารดาของเขาเสียชีวิตไปตั้งแต่ยังสาวก่อนจากไปฝากฝังบุตรชายเพียงคนเดียวไว้กับนาง สิ่งที่นางอยากเห็นที่สุดก็คือเขาสามารถแต่งงาน นี่ก็เป็นหนึ่งในความคาดหวังในชีวิตของนาง
ซั่งกวนเซ่าเฉินโอบกอดหลิงมู่เอ๋อร์ฝ่ามือที่หยาบกร้านลูบไล้ใบหน้าของนาง“ฟูเหรินของหนิงกั๋วโหวปฏิบัติต่อข้าเหมือนบุตรชายแท้ๆเรื่องการแต่งงานจะต้องไม่สะเพร่าแน่นอน มู่เอ๋อร์ข้าจะต้องทำให้เจ้าเป็นเจ้าสาวที่มีความสุข”
เขย่งปลายเท้าจุมพิตลงบนสันกรามของเขาเบาๆ ราวแมลงปอแตะผิวน้ำ หลิงมู่เอ๋อร์ก้มหน้าลงอย่างเขินอายสองมือกอดเอวของเขาแน่น “ข้ามิได้สนใจ พี่ใหญ่ ขอเพียงเจ้าบ่าวเป็นท่านงานแต่งงานเป็นเช่นใดข้าล้วนไม่สนใจ ข้ารู้ ท่านจะปกป้องข้าเป็นอย่างดี ถูกหรือไม่?”
“ภายหน้าเจ้าก็คือชีวิตของข้า!”
กล่าวจบ ซั่งกวนเซ่าเฉินก็ก้มศีรษะลงจุมพิตริมฝีปากที่คิดถึงอยู่ทุกวันคืน
ร้านอาหารสกุลหลิงในยามนี้อยู่ในเมืองหลวงก็ได้รับความนิยมราวกับอาทิตย์ในยามเที่ยงสำหรับคำวิพากษ์วิจารณ์หลิงมู่เอ๋อร์เหล่านั้น คนในบ้านไม่มีทางไม่ได้ยิน
เพื่อไม่ให้ทุกคนต้องกังวลหลิงมู่เอ๋อร์ใช้เวลาถึงสามชั่วยามจนเกลี้ยกล่อมให้พวกเขาละทิ้งปมในใจ สุดท้ายยังไม่ลืมบอกข่าวดีข่าวหนึ่งกับพวกเขา
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านยายท่านลุง ข้ากับพี่ใหญ่ได้ปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว มีจวนหนิงกั๋วโหวเป็นผู้จัดการงานแต่งการเลือกฤกษ์งามยามดี จนถึงสิ่งของต่างๆในพิธีแต่งงานล้วนมีพวกเขาเป็นผู้จัดเตรียม หากมิมีสิ่งใดผิดพลาดปลายปีก็จะทำพิธีแต่งงาน”
ข่าวนี้ดูจะเป็นข่าวดีที่สุดที่ทุกคนได้ฟังในช่วงเวลาสั้นๆ นี้แล้ว
ถังซื่อตื่นเต้นจนลุกขึ้นมา“จริงหรือ? มู่เอ๋อร์พวกเจ้าไม่ได้หลอกพวกเรา?”
“เรื่องใหญ่เช่นนี้ข้าจะล้อเล่นกับพวกท่านได้อย่างไร”หลิงมู่เอ๋อร์หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งยื่นไปเบื้องหน้าทุกคน“นี่เป็นของที่พี่ใหญ่พิ่งให้คนส่งมาเมื่อครู่ ได้ยินว่าเป็นวันที่หนิงกั๋วโหวฟูเหรินให้คนคำนวณออกมาพวกท่านลองเลือกดูว่าเป็นวันใดดี?”
เดิมยังคิดว่าบุตรสาวเป็นเพราะต้องการปลอบใจพวกเขา จึงจงใจพูดว่าตนจะแต่งงาน คิดไม่ถึงว่าฤกษ์วันมงคลล้วนส่งมาแล้ว หยางซื่อถึงกับร้องไห้ออกมา
“ลูกสาวของข้า ลูกสาวที่น่าสงสารของข้าในที่สุดก็จะแต่งงานแล้ว” นางด้านหนึ่งเช็ดน้ำตา อีกด้านก็ดูวันเวลาสุดท้ายเลือกวันที่อยู่ตรงกลาง “เป็นวันนี้เถิด เข้ากับชะตาแปดอักษรของเจ้ามู่เอ๋อร์ เจ้าพูดถูก แทนที่พวกเราจะไปถกเถียงกับผู้อื่นไม่สู้ใช้ชีวิตของตนอย่างเรียบง่ายให้ดี เรื่องที่ไม่เคยเกิดก็คือไม่เคยเกิดตอนนี้ เจ้าจะแต่งงานกับเจ้าหนุ่มเฉินแล้ว วันนี้บอกจะมาถึงก็มาถึงแม่นั้นตัดใจไม่ลงเหลือเกิน”
คนทั้งบ้านถูกหยดน้ำตาของหยางซื่อแพร่ใส่ไปด้วยล้วนรู้สึกคล้ายกำลังจะสูญเสียหลิงมู่เอ๋อร์ไป
นางมองทุกคนรีบมุดเข้าไปในอ้อมกอดของหยางซื่อ “ท่านแม่ ยังมีข่าวดีอีกข่าวหนึ่งจะบอกกับท่านพี่ใหญ่ปรึกษากับข้าเรียบร้อยแล้วหลังจากแต่งงานข้าจะยังคงอาศัยอยู่ที่บ้านสกุลหลิงเช่นนี้พวกเราทั้งครอบครัวก็จะไม่แยกจากกันตลอดไปแล้ว”
หยางต้าหนิวที่แต่ไรมาไม่เข้าร่วมกับเรื่องพวกนี้กลับขมวดคิ้วแน่น“เยี่ยงนี้จะได้อย่างไร บุตรสาวที่แต่งออกไปแล้ว จะยังอาศัยอยู่บ้านเดิมได้อย่างไรมู่เอ่อร์ นี่มิใช่ว่าพวกเราจะมีคำแนะนำอะไรแต่เจ้าหนุ่มเฉินนั่นหมายความว่าอย่างไรกันแน่”
ที่กล่าวว่าบุตรสาวที่แต่งออกไปก็เหมือนกับน้ำที่สาดออกไปแล้ว มิว่าบ้านเดิมจะยิ่งใหญ่เพียงใดทันทีที่หลิงมู่เอ๋อร์แต่งงานกับซั่งกวนเซ่าเฉิน ก็จะต้องไปกับเขาหากกลับมาสกุลหลิงอีก มีแต่จะตกเป็นที่วิพากษ์ของผู้อื่น ถูกคนนินทาที่ไม่รู้ยังจะคิดว่านางถูกหย่าแล้ว
หลิงมู่เอ๋อร์เข้าใจถึงความคิดของทุกคนนางยิ้มอย่างอ่อนโยน “ก็รู้ว่าพวกท่านต้องมีการตอบสนองที่รุนแรงเช่นนี้ที่จริงเรื่องมิได้เป็นอย่างที่พวกท่านคิด”
นางอธิบายอย่างละเอียด“ท่านพ่อท่านแม่ของพี่ใหญ่เสียชีวิตไปนานแล้ว แม้อยู่ในเมืองหลวงจะมีจวนของตนแต่คนอาศัยอยู่เพียงคนเดียวก็ยากที่จะไม่รู้สึกว้าเหว่ได้ดังนั้นจึงอาศัยอยู่ที่จวนหนิงกั๋วโหวมาเป็นเวลานานแต่หากหลังจากที่พวกเราแต่งงานกัน ยังอาศัยอยู่ในบ้านของคนเขาอีกก็ไม่เหมาะแล้วดังนั้นพวกเราจึงปรึกษากันว่า จะซื้อเรือนด้านข้างจวนสกุลหลิงขึ้นมาเสียเลยหลังจากนั้นก็ทุบเข้าหากัน เช่นนี้พวกเราทั้งครอบครัวก็สามารถอยู่ด้วยกันได้ตลอดไปแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ความมืดหม่นบนใบหน้าของทุกคนสลายไป แม้แต่ถังซื่อก็ร้องออกมาโดยตรงว่าความคิดนี้ดี
“ก็รู้ว่าเจ้าหนุ่มเฉินไม่มีทางทำให้เจ้าต้องลำบากมู่เอ๋อร์ วันหน้าเจ้าต้องดีต่อเขาให้มาก ไม่อาจรังแกคนเขาได้”
ยังไม่ทันแต่งงานมารดาก็ปกป้องบุตรเขยแล้ว หลิงมู่เอ๋อร์หึงหวงจนมุ่ยปาก “ท่านแม่มู่เอ๋อร์ไปรังแกเขาตั้งแต่เมื่อใด” เมื่อวานอยู่ที่โรงหมอหากมิใช่เพราะหนานกงอี้จือย้อนกลับมากะทันหัน พี่ใหญ่ยังไม่แน่ว่าจะรังแกนางอย่างไร
“ฟูเหริน คุณหนูด้านนอกมีแม่สื่อมาแล้วเจ้าค่ะ บอกว่าจะมาพูดเรื่องสู่ขอของคุณหนูเจ้าค่ะ”คนรับใช้มารายงานอย่างรีบร้อน บนใบหน้าของทุกคนพลันประหลาด
“คงไม่ใช่ว่าเจ้าหนุ่มเฉินหาแม่สื่อมา?” ถังซื่อถามอย่างไม่แน่ใจจากนั้นสีหน้าก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง “แม้จะดูเย็นชาแข็งกระด้างแต่เจ้าหนุ่มคนนั้นกลับมีหัวใจที่อ่อนโยนดวงหนึ่ง ยังมิได้ลืมกฎระเบียบ เร็วรีบไปเชิญแม่สื่อเข้ามา”
สตรีที่แต่งกายฉูดฉาดเดินบิดไปบิดมา ในมือยังถือผ้าเช็ดหน้าสีแดงไว้ผู้หนึ่ง เดินเข้ามาอย่างยินดีปรีดาลูกตาราวเม็ดถั่วกวาดไปทั่วรอบหนึ่ง สุดท้ายหยุดลงที่ร่างของหยางซื่อ
“ไอ๊หยา พี่สาวท่านนี้น้องสาวของแสดงความยินดีกับท่านก่อน ณ ที่นี้แล้วขอแสดงความยินดีกับสกุลหลิงที่ได้รับเรื่องมงคล”
บนใบหน้าของแม่สื่อแต่งหน้าไว้อย่างหนาหนักยามยิ้มขึ้นมา แป้งแทบจะร่วงเกลื่อนพื้น แต่เชื่อว่าไม่ว่าผู้ใดล้วนจะไม่ปฏิเสธการแสดงความยินดีเช่นนี้ และก็จะไม่รู้สึกต่อต้านนาง
หยางซื่อแม้จะรู้สึกไม่ชอบการสัมผัสของนางแต่ยังคงหยิบเงินสองสามตำลึงออกมาจากอกใส่เข้าไปในฝ่ามือของนาง “ขอบคุณแม่สื่อมากยืมคำพูดของท่าน หวังให้บุตรสาวของข้าเป็นสุขสมบูรณ์”
“แต่งให้เศรษฐีจางแน่นอนว่าย่อมเป็นสุขสมบูรณ์อย่างแน่นอน นั่นเป็นผู้ที่มีเงินมากที่สุดในเมืองหลวงแม้จะไม่ใช่ขุนนางตระกูลใหญ่อะไร แต่ที่บ้านมีทรัพย์สินมากมาย เมื่อแต่งไปแล้วนั่นเป็นชีวิตดีๆ ที่สามารถเพลิดเพลินกับผ้าไหมแพรพรรณงดงามและอาหารเลิศรสได้ไม่สิ้นสุดน่ะ”
คำพูดบางคำแม่สื่อทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของทุกคนแข็งค้างหยางซื่อยิ่งถึงกับดึงเงินที่จ่ายออกไปเมื่อครู่กลับมา “เศรษฐีจางอะไรกันท่านไม่ใช่คนที่เจ้าหนุ่มเฉินส่งมาหรือ ข้าว่าน้องสาว เจ้าเข้าบ้านผิดแล้วกระมัง”
เงินถูกคนแย่งไปแล้วแม่สื่อไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งแต่เมื่อคิดว่าอีกครู่ก็จะมอบคืนให้นางอีกครั้ง จึงยังคงยิ้มแย้มด้วย “ไม่ผิดไม่ผิด นี่มิใช่จวนสกุลหลิงหรือ ร้านอาหารสกุลหลิงเป็นพวกท่านเปิดใช่หรือไม่แม่นางเซียนแพทย์ผู้นั้นเป็นบุตรสาวของท่านใช่หรือไม่? ที่เศรษฐีจางต้องตาก็คือแม่นางเซียนแพทย์ของพวกท่านนี่มิใช่ส่งข้ามาทาบทามหรือ? ที่บ้านของเศรษฐีจางผู้นั้นแม้จะมีภรรยาอยู่สองคนแล้ว อายุก็มากไปหน่อยแต่ก็เป็นคนที่รักถนอมภรรยา รอแม่นางแต่งไปแล้ว จะต้องถูกเอาใจจนขึ้นฟ้าแน่! เอ๊ะพวกท่านจะพาข้าไปที่ใดกัน!”
คำพูดของแม่สื่อยังไม่ทันพูดจบก็มีคนรับใช้สองคนเข้ามาหิ้วแขนทั้งสองข้างของนางเดินออกไปแล้ว
ใบหน้าของหยางซื่อดำคล้ำ“เจ้าหุบปาก! เศรษฐีจางเศรษฐีหวังอะไรกัน บุตรสาวของข้าจะแต่งให้กับผู้บัญชาการหน่วยราชองครักษ์หลวงหากเจ้ายังกล้าพูดจาเหลวไหลอีก เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะให้คนโยนเจ้าออกไป!”
“เอ๊ะข้าว่าพวกเจ้าครอบครัวนี้ช่างน่าหัวเราะนักบุตรสาวของพวกเจ้าเกิดเรื่องใดขึ้นในใจไม่รู้หรือ? นางถึงกับโดนโจรลักพาตัวไปแล้วความบริสุทธิ์ที่ล้ำค่าที่สุดของสตรีก็ไม่เหลือแล้วสามารถแต่งให้กับเศรษฐีจางก็ไม่เลวแล้ว ยังคิดจะเลือกสามเลือกสี่ ฝันไปเถอะเจ้า”
แม่สื่อพยายามดิ้นรนจากการควบคุมของคนทั้งสองเมื่อมองหลิงมู่เอ๋อร์ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความโมโหอีกครั้ง นางก็หัวเราะเย็น“ข้าว่าแม่นาง ในฐานะที่เป็นสตรีเหมือนกันข้าเห็นใจท่านมาก แต่ไม่ว่าอย่างไรตัวท่านแม้แต่ความบริสุทธิ์ก็ไม่เหลือแล้ว ยังคิดจะเป็นชายาตำหนักเอกอีกหรือต่อให้ผู้อื่นคิดสู่ขอ เช่นนั้นท่านกล้าแต่งหรือ?”
หลิงมู่เอ๋อร์โมโหจนแทบจะซัดเข้าไปหนึ่งฝ่ามือ
เศรษฐีจาง? มิใช่เจ้าคนที่ถูกหนานกงอี้จือโยนออกไปตอนเช้าหรือ
“ข้าให้เจ้าพูดเหลวไหล ข้าให้เจ้าพูดเหลวไหลดูว่าวันนี้ข้าจะตีเจ้าให้ตายได้หรือไม่” หยางซื่อเห็นนางไม่ยอมจากไปและยังพูดจาเหลวไหลอยู่ที่นี่ ก็โมโหจนหยิบไม้กวาดพุ่งเข้ามา“บุตรสาวของบ้านข้าจะไปเป็นอนุของผู้อื่นได้อย่างไรลูกสาวของเจ้าถึงจะเสียความบริสุทธิ์ พวกเจ้าทั้งบ้านล้วนเสียความบริสุทธิ์!”
แม่สื่อไม่คิดว่าหยางซื่อที่เมื่อครู่ดูไปแล้ว อ่อนแอไร้ความสามารถและนิสัยดี จะดุร้ายเช่นนี้เจ็บจนได้แต่กระทืบเท้าอยู่กับที่ “พวกเจ้า พวกเจ้าทั้งบ้านล้วนเป็นคนบ้าไม่แต่งก็ไม่แต่ง คิดว่าข้าอยากจะเป็นแม่สื่อให้ลูกสาวของเจ้านักหรืออย่างไร?”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้เจ้ายังมิรีบไสหัวไปอีก!” ใบหน้าของหยางซื่อเต็มไปด้วยความโกรธราวกับว่าหากนางยังไม่ไปอีก ก็จะฆ่านางปิดปากอย่างหุนหันแล้ว
“เงิน ให้เงินข้าแม่สื่อมาเยือน มีเหตุผลใดที่จะกลับไปมือเปล่า อีกทั้งเป็นสกุลหลิงที่ไม่ตกลงเองก่อน หากไม่ให้เงินข้า เช่นนั้นก็เท่ากับว่าไม่เป็นมงคลวันหลังลูกสาวของพวกเจ้า จะต้องแต่งไม่ออก!”
ถึงขนาดถูกคนใช้ไม้กวาดไล่แล้วยังเพ้อฝันจะได้เงินอีก หยางซื่อโมโหจนแทบจะเป็นลมไป
เดิมหลิงมู่เอ๋อร์คิดจะสั่งสอนแต่กลับถูกสติปัญญาของคนผู้นี้ทำให้โมโหจนหัวเราะออกมา ส่งสายตาให้ผู้คุ้มกันเป็นสัญญาณให้พวกเขานำตัวคนออกไป ส่วนนางกลับมิได้สังเกตเห็นว่าหลิงจือเซวียนที่หลบอยู่ในมุมอยู่ตลอดโดยมือทั้งสองกำเป็นหมัดแน่นและความโมโหยังมิได้จางหายไปนั้น ได้พุ่งตามออกไปแล้ว