ย้อนอดีตกลับมารักเธอ

    ตอนที่5 เงินก้อนแรก

    เวลาพ้นผ่านไปจนถึงช่วงเย็น บาสนั่งเรียนอย่างตั้งใจทุกคาบ ซึ่งทำให้ครูทุกคนประหลาดใจไม่น้อย โดยเฉพาะครูอักษร เธอรู้สึกว่าเจ้าเด็กนี่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ดุด่า เพราะลึกๆแล้วก็หวังให้เด็กได้ดีกันทุกคน ที่ต้องจ้ำจี้จ้ำไชเพราะต้องการให้เด็กมีอนาคตสดใส
    “บาส วันนี้ก็จะไปล้างจานอีกเหรอวะ?” เป็นอีกครั้งที่อี๊ดชวนไปเล่นน้ำ แต่บาสปฏิเสธ เพราะเขามีเรื่องให้ต้องทำ นั่นคือการขายอึ่ง!
    “เออดิ ใครจะเหมือนมึงละ” บาสโบกมือ “แล้วเจอกันวันพรุ่งนี้นะโว้ย”“เออๆ”แยกจากอี๊ดก็กลับถึงบ้าน เอากระเป๋าไปไว้บนห้องแล้ววิ่งตึงตังลงมาจากชั้นสอง แม่หน่อยที่ยืนอยู่ข้างล่างใต้ถุนยิ้มน้อย “ดูอารมณ์ดีจริงนะ”
    “เป็นธรรมดาครับ เพราะวันนี้เป็นวันแรกที่บาสจะขายของ”
    “เเม่เตรียมอึ่งไว้ให้แล้วนะ ลองดูสิ” บาสตามแม่หน่อยไปดูถัง ในนั้นมีอึ่งอยู่สี่ถุง ซึ่งถูกทำไว้ถุงละโล มันง่ายต่อการขายและไม่ต้องใช้ตาชั่งชั่ง
    “ขอบคุณครับแม่ แม่น่ารักที่สุดเลย” เด็กหนุ่มหอมผู้เป็นแม่ไปหลายฟอด จากนั้นเตรียมขึ้นจักรยานโดยแขวนถังไว้ที่แฮน
    “จะไม่รอพ่อเลยเหรอ” พ่อรุ้งในวันนี้สวมชุดลายพราง ไม่สิหากเรียกให้ถูกคงเป็นชุดตัดอ้อยซะมากกว่า
    “พ่อจะไปไหนเหรอครับ?” บาสถามพร้อมกับสำรวจชุดตัดอ้อย
    “ก็จะไปกับลูกไง หากปล่อยลูกไปคนเดียวมันจะอันตรายเกินไป ถนนหนทางรถก็อัตราย และยังจำเป็นต้องเข้าไปในตลาดซึ่งมีรถเยอะแยะ มันจะเป็นการดีกว่าที่มีพ่อไปด้วย” พ่อรุ้งเสนอ จักรยานของพ่อรุ้งเป็นจักรยานเก่าขึ้นสนิม แต่ทว่ายังขี่ได้ไม่มีปัญหา
    “เอาถังมาสิ เดี๋ยวใส่ในตะกร้าพ่อ” รถจักรยานของพ่อรุ้งถึงแม้จะเก่าแต่ก็มีตะกร้าด้านหน้า ซึ่งต่างจากจักรยานบาสที่เน้นเท่
    “งั้นไปก่อนนะครับแม่” โบกมือให้แม่หน่อยแล้วปั่นจักรยานไป เมื่อออกจากหมู่บ้านก็จะเป็นถนนใหญ่ ถนนสองเลนทางค่อนข้างขรุขระ เส้นทางนี้ยังคงเหมือนเดิมต่างกันตรงที่ในอนาคตมันเป็นทางสี่เลน
    รถในปี 2008 ยังไม่เยอะนัก แม้แต่รถจักรยานยนต์เองก็เช่นกัน สมัยนี้วัยรุ่นหรือพ่อแม่ยังไม่มีเงินซื้อของฟุ่มเฟือยแบบนั้น เพราะงั้นจึงไม่แปลกที่จะไม่เห็นนักเรียนขับรถจักรยานยนต์ แต่ละคนต้องมีจักรยานแต่งหล่อ ขับไปหลีสาวหรือไม่ก็ไปเล่นน้ำที่ลำธาร
    อากาศเย็นชื่นใจยามปั่นจักรยานบนถนน ไม่ค่อยมีรถเยอะจึงขับได้อย่างสบายใจ บาสปั่นจักรยานอยู่หน้าส่วนพ่อรุ้งอยู่ด้านหลัง แกกลัวว่าลูกชายจะได้รับอัตรายจึงให้อยู่ด้านหน้า คอยมองรถที่มาด้านหลังตลอดเพราะกลัวว่าเจ้าลูกชายจะขับออกจากเลน
    ระยะทางจากหมู่บ้านดอนมดถึงตลาด 7 กิโลเมตร เรียกได้ว่าปั่นจนขาลากเลยแหละ โดยเฉพาะจักรยานมือสองนี้ การขับขี่ค่อนข้างที่จะติดๆฝืดๆ แต่สุดท้ายก็ปั่นมาจนถึง
    บาสปาดเหงื่อบนหน้าผาก นี่เป็นครั้งแรกที่ปั่นจักรยานไกลถึง 7 กิโลเมตร สร้างความตกตะลึงให้พ่อรุ้งไม่น้อย ตลอดทางคิดว่าลูกชายคงจะอยากลองเล่นๆ คงขับไม่ถึงตลาดหรอก แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่บ่นสักแอะ ปั่นจักรยานมาถึงตลาดโดยที่ไม่หยุดพัก
    “เราจะขายตรงไหนดีพ่อ...” บาสถาม ตลาดขายตอนเย็นตั้งอยู่ข้างสระน้ำแถวท่ารถ มีแม่ค้าพ่อค้าตั้งแผงลอยตลอดแนว คนเดินกันให้ควัก แต่ละคนต่างมาซื้อกับข้าวหรือไม่ก็ก๋วยเตี๋ยวกลับไปกิน
    “ตั้งตรงนั้นเป็นไง” พ่อรุ้งชี้ไปยังพื้นที่ว่าง ตรงนั้นมีร้านขายหมูซึ่งเป็นร้านสุดท้ายของแนว อาจจำเป็นพูดได้ว่าเพราะกลิ่นของเนื้อและแมลงวันจึงทำให้ร้านนี้ตั้งอยู่ร้านสุดท้าย แต่อย่างใดก็ตาม เพราะมันเป็นร้านหมูร้านเดียวในตอนเย็น คนถึงได้เยอะแม้จะตั้งอยู่รั้งท้าย
    “ถ้างั้นเราไปกันเลยครับ” ว่าแล้วก็ไปพูดคุยกับเจ้าของร้านหมูสักหน่อยว่าจะขอตั้งร้านได้มั้ย
    พ่อค้าหมูมีชื่อว่าเอ็ม เป็นชายไว้หนวดเหมือนโจร ทว่าน้ำเสียงช่างไพเราะต่างจากหน้าตา “นี่คือของที่ลุงจะขายงั้นเหรอ? อึ่งสี่โลใช่มั้ย ตั้งได้เลย เทศกิจคงไม่เก็บเงินหรอกหากของไม่เยอะ”
    “แล้วถ้าเก็บ เขาจะเก็บเท่าไหร่ครับ” บาสถาม เพราะในอนาคตเขาคิดว่าต้องมาขายเพื่อหารำไพร่พิเศษ
    พ่อค้าหมูมองหน้าบาสก่อนจะตอบ “เขาคิดตามช่อง เห็นช่องนี่มั้ย” ชี้ไปที่พื้น ซึ่งมีช่องสีขาวขีดไว้เหมือนเส้นหยุดรถ “นี่คือช่องที่ว่า ช่องละยี่สิบบาท ร้านของพี่ใช้พื้นที่สองช่อง เพราะงั้นจึงจ่ายวันละสี่สิบบาท”
    “อย่างนี้นี่เอง ขอบคุณมากครับพี่ชาย” บาสไม่ลืมที่จะขอบคุณ ถึงแม้เขาจะมีอายุมากกว่าอีกฝ่ายแต่ตอนนี้กลับมาอยู่ในช่วง 15 หากเป็นเด็กไร้มารยาทมันคงไม่ดี และหากคิดถึงในระยะยาวมันจะเป็นการดีกว่าที่ผูกมิตรกับชายคนนี้
    “ไม่เป็นไร ว่าแต่อึ่งนี่ขายยังไงโลละเท่าไหร่นะ แต่ละตัวทำไมใหญ่จัง” พ่อค้าหมูดูสนใจอึ่งในถัง ตั้งแต่มาถึงที่นี่พ่อค้าหมูยังคงจ้องอึ่งโดยไม่กระพริบตา นี่สร้างความขบขันให้บาสไม่น้อย
    “นี่คืออึ่งไข่ทั้งหมดครับ แต่ละตัวมีไข่อัดแน่นอยู่เต็มท้องเพราะงั้นตัวจึงใหญ่เป็นพิเศษ โลละหนึ่งร้อย พี่ชายรับรองได้เลยว่าซื้อไปจะไม่ผิดหวังแน่!” อึ่งนี้คืออึ่งที่ดีที่สุด และมันไม่ได้เป็นการพูดเกินจริงเลย
    “ไอ้เด็กบ้า ขายราคานี้ใครล่ะจะซื้อ!” พ่อรุ้งเอามือกุมศีรษะ ไม่คิดเลยว่าเจ้าลูกชายจะขายอึ่งราคานี้จริงๆ คราแรกเขาคิดว่ามันล้อเล่น แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าประเมินต่ำไป
    “อึ่งไข่จริงๆ แฮะ มดดูนี่สิโลละหนึ่งร้อยเอาไปต้มกินเย็นนี้มั้ย” เอ็มหันไปถามภรรยาสาววัยยี่สิบห้าปี มดเป็นผู้หญิงรูปร่างอวบ แต่ทว่าใบหน้ากลับงดงามไม่น้อย
    “ค่ะ ขอบคุณค่ะ” มดไหว้ขอบคุณลูกค้าก่อนจะหันมา “อึ่งไข่เหรอ ว้าวแต่ละตัวใหญ่ๆ กันทั้งนั้นเลยนะ”“ใช่มั้ยเล่า” “แล้วโลละเท่าไหร่เหรอ” “โลละหนึ่งร้อย คิดว่าเป็นไง...” เอ็มรอความเห็นจากภรรยา จากท่าทางที่แสดงดูเหมือนแกจะเกรงมดไม่น้อย“ก็ปกติละมั้ง อึ่งก็มีแค่หน้าเดียวในแต่ล่ะปี ราคานี้ไม่แพงหรก” มดบอก
    “ใช่แล้วครับ อึ่งจะออกก็ต่อเมื่อฝนตกในฤดูฝนเท่านั้น เราจำเป็นต้องออกหากลางคืนด้วยไฟหน้า ซึ่งแน่นอนว่าฝนตกหนักๆก็ทำให้เราลำบากไม่น้อย กว่าจับได้แต่ละตัวไม่ใช่เรื่องง่าย ราคานี้ถือว่าไม่แพงเลยครับ ลองก้มดูที่ท้องของมันสิ นั่นน่ะมีแต่ไข่เต็มท้องนะ!” บาสเสริมคำพูดของมด เพราะรู้ดีว่ายังไงเธอก็ต้องซื้อ แต่ยังลังเลเพราะสามีเท่านั้น สิ่งที่ต้องทำคือพูดถึงความยากลำบากในการจับ เมื่อเธอรู้ถึงความยากลำบากจะไม่ลังเลแน่
    อีกส่วนหนึ่งคือช่วงเวลานี้ไม่มีใครมาขายอึ่งในตลาด ได้อึ่งพอกินบ้านใครบ้านมัน แต่หลังจากนี้อีกไม่กี่ปีหรอก พวกเขาก็จะจับอึ่งมาขายที่ตลาด จนในที่สุดอึ่งก็กลายเป็นของหายาก
    “คิดว่าคนพวกนี้โง่หรอ? ฮ่าฮ่า พวกมันหัวหมอจะตาย อึ่งแพงกว่าเนื้อหมูหนึ่งกิโลแล้วทำไมพวกมันถึงต้องซื้อ” พ่อรุ้งยังไม่เชื่อว่าจะขายได้ เพราะราคาหมูหนึ่งกิโลกรัมก็แค่ 80 บาท ทำเมนูได้หลากหลายกว่าอึ่งเป็นไหนๆ แต่แล้วสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นก็เกิด
    มดพยักหน้าแล้วบอกว่า “ก็จริงอย่างที่น้องว่า อึ่งน่ะหายากจะกินแต่ละทีก็ต้องรอปีหน้า ซึ่งมีแค่ครั้งเดียวในหน้าฝนเท่านั้น ถึงแม้ว่าราคาจะสูงกวาเนื้อหมูในตลาดก็เถอะแต่มันก็สมเหตุสมผลเเล้ว เอาล่ะพี่ขอเหมาเลยแล้วกัน”
    “ขอบคุณครับ ถ้าคืนนี้ฝนตกเดี๋ยวผมจะกลับมาอีกนะครับ” บาสรับเงินก้อนแรกมาด้วยมือสั่นเทา นี่เป็นเงินก้อนแรกที่หามาด้วยตัวเองหลังจากย้อนเวลา ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเงินแค่400บาท แต่ในยุคนี้ค่าแรงวันละวัน 200 เพราะงั้นมันจึงไม่น้อยแต่อย่างใดหากเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำ
    “พ่อ เรากลับบ้านกันเถอะ” บาสเก็บเงินใส่กระเป๋า เขาไม่คิดเลยว่ามันจะขายได้เร็วถึงขนาดนี้ ไม่จำเป็นต้องเรียกลูกค้าด้วยซ้ำเพราะขายให้แม่ค้าขายหมู
    “พ่อ...” เรียกตั้งนานเห็นว่าเงียบไป บาสจึงตะโกนเรียกซ้ำซึ่งทำให้พ่อรุ่งแทบหัวใจวาย
    “ไอ้ลูกบ้าตะโกนซะตกอกตกใจ เรียกเบาๆก็ได้ยินเเล้ว” พ่อรุ้งเอามือกุมหน้าอก
    “ก็เห็นพ่อทำหน้าแปลกๆ เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง เรียกเท่าไหร่ก็เงียบจึงต้องตะโกนสักหน่อย” เด็กชายพูดอย่างขี้เล่น
    “พ่อก็แค่มองสระน้ำเท่านั้น ดูว่ามันมีปลาให้ตกเป็นอาหารเย็นนี้มั้ย” พ่อรุ้งมีอาชีพทำนา แต่ยามว่างก็ตกปลานำมาเป็นอาหาร ซึ่งฝีมือก็อยู่ในระดับกลาง แกตกได้ปลาอย่างน้อยวันละตัวสองตัว พอที่จะนำมาเป็นอาหารเย็นได้แทบทุกวันโดยไม่เสียค่าใช่จ่าย “จะตกได้ไงกันล่ะครับ เห็นมั้ยว่าเขามีป้ายเตือนห้ามตก” บาสชี้ไปยังป้ายเตือน “เอาล่ะวันนี้ได้มาสี่ร้อย พ่ออยากกินอะไรมั้ยครับ อ้อจริงสินี่เงินของพ่อ”บาสไม่ลืมที่จะให้เงินพ่อ
    พ่อรุ้งไม่ได้รับเงินหนึ่งร้อย เพียงตอบไปว่า “พ่อไม่อยากกินอะไรหรอก และเงินนี่ก็เป็นเงินของลูก ลูกควรที่จะเก็บมันไว้หรือไม่ก็ฝากไว้กับครูที่โรงเรียน”
    “ฝากไว้กับครูหรอ...” บาสถอนหายใจ สมัยเรียน เด็กนักเรียนหลายคนเองก็ฝากเงินไวักับครูวันละสิบยี่สิบ หรือไม่ก็หนึ่งบาท เด็กนักเรียนสามารถที่จะมาเอาเงินเมื่อไหร่ก็ได้ แต่บางครั้งก็นั่นแหละ ครูใช้เงินจนหมด กว่าจะได้คืนต้องรอเงินเดือนออกสิ้นเดือน

    นิยายแนะนำ