่เย็นวันเดียวกัน..
ปิแอร์ จูเนียร์ กริฟฟิธส์ ปรากฏตัวขึ้นภายในห้องนั่งเล่นของบ้านแฮร์ริสเรียกรอยยิ้มกว้างของแซมเมอร์ได้อย่างง่ายดาย ร่างสูงวางหนังสือที่ตนเองกำลังอ่าน ก่อนจะลุกขึ้นจากโซฟาสีเทาขุ่นเดินไปหา ‘เพื่อนรัก’ ของเขา
ชายหนุ่มประสานมือ พร้อมกอดทักทายอย่างเป็กันเอง
“ฮ่าๆๆ ไม่เจอตั้งนาน” ปิแอร์เป็ผู้เอ่ยทักทายก่อน มือใหญ่ตบลงบนหน้าอกกว้างของแซมเมอร์ดัง ปั่ก ๆ ขณะที่คนโดนกระทำได้แต่ยิ้มเบ้ใบหน้า
แซมเมอร์พยักพเยิดหน้าให้อีกฝ่าย
“นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว” เขากล่าว ปิแอร์เลิกคิ้วให้อีกฝ่ายเป็เชิงคำถาม
“ฉันเคยเบี้ยวนัดนายเหรอวะ” เขาพูดต่อ
แซมเมอร์ส่ายศีรษะ
“ถูกหวยยังง่ายกว่า” เขาตอบเพื่อนรัก เรียกเสียงหัวเราะจากปิแอร์ได้อีกครั้ง
แซมเมอร์ รู้จักกับปิแอร์มานาน พวกเขาเจอกันระหว่างที่แซมเมอร์ไปฝึกงานที่โรงแรมของบิดาเมื่อตอนสมัครยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย เขาเริ่มทำงานด้วยการเป็พนักงานยกกระเป๋าในโรงแรม โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็ลูกชายของอัลเบิร์ต
ปิแอร์เริ่มทำงานโดยอ้างว่าเป็การหาเงินใช้ตามภาษาวัยรุ่นที่มักจะทำงานพาร์ทไทม์เป็เื่ปกติ แต่อีกฝ่ายเพิ่งมายอมรับกับเขาว่าจริง ๆ แล้วทำเพราะอยากลองอะไรใหม่ ๆ เท่านั้น เพราะแท้จริงแล้วเขารักสัตว์มาก โดยเฉพาะสัตว์ป่า นอกจากนี้ยังสนใจการอนุรักษ์สัตว์ั้แ่ไหนแต่ไรมา ปิแอร์ตั้งใจจะเดินตามรอยเท้าของอเล็กซ์ กริฟฟิธส์ ผู้ซึ่งเป็ปู่ของตัวเอง
ปิแอร์และแซมเมอร์มีโอกาสช่วยเหลือกันหลายครั้ง นอกจากนี้นิสัยเฮฮา ตรงไปตรงมา แถมติดดินของปิแอร์ทำให้แซมเมอร์เปิดใจให้อีกฝ่ายในที่สุดหลังจากที่รู้จักกันเกือบปี
ั้แ่ปิแอร์รับ่ต่อดูแลศูนย์อนุรักษ์สัตว์ป่า ทั้งคู่ก็ได้เจอกันน้อยลงมากเพราะปิแอร์มักจะหายเข้าป่า ดูแลสัตว์ ฝึกสัตว์ จนบางครั้งผู้ดูแลบ้านเขาเองยังต้องติดต่อแซมเมอร์เพราะปิแอร์หายไปเป็ปี ไม่ติดต่อใครเลย.. เมื่อคิดมาถึงตรงนี้แซมเมอร์ก็หัวเราะเล็กน้อย
“นี่นายกลับมาในเมืองล่าสุดเมื่อไหร่”
ปิแอร์ไม่ตอบ ทำท่าครุ่นคิด.. ก่อนจะจบลงด้วยท่าทางยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“สามสี่เดือนมั้ง” เขาตอบ “วันนี้วันที่เท่าไหร่นะ” เสียงเดิมตามต่อไม่ทันขาดคำ
แซมเมอร์หัวเราะในลำคอ ก่อนจะบอกวันที่เขา
“งั้นน่าจะซักหกเดือนมั้ง..” เสียงทุ้มตอบต่อ
“นายโชคดีจริง ๆ นะที่มีคนที่ไว้ใจช่วยดูแลศูนย์ ดูแลบ้าน.. ไม่งั้นกลับมาแต่ละครั้งคงไม่มีอะไรเหลือแล้ว” แซมเมอร์กล่าวกับเพื่อนรัก ขณะที่ปิแอร์ยักไหล่ขึ้นอีกครั้ง
ชายหนุ่มทั้งคู่เดินมานั่งที่โซฟาตัวเดิม ก่อนปิแอร์จะกระเถิบเข้าใกล้แซมเมอร์.. ใกล้เกินความจำเป็จนอีกฝ่ายต้องขยับถอย ทว่าปิแอร์ก็ขยับเข้าใกล้เขาอีกครั้ง
“ไม่ต้องใกล้ขนาดนั้นก็ได้โว้ย ขนลุก” แซมเมอร์โวยวาย
“ฉันมีเื่จะปรึกษานาย” ปิแอร์กล่าวเสียงต่ำที่ทำให้ฟังดูน่าสงสัย ไม่ใส่ใจกับเสียงเตือนของเพื่อนแม้แต่น้อย แซมเมอร์ที่ได้ยินเช่นนั้นก็หรี่สายตามองอีกฝ่าย
“ฉันอยากลองกลับมาใช้ชีวิตในเมือง”
คำพูดของเพื่อนสนิททำให้แซมเมอร์เลิกคิ้วขึ้น นิ้วชี้และนิ้วโป้งยกไล่ตามโครงหน้า ริมฝีปากเบ้ลงอย่างประหลาดใจ
“จะตามหาตัวอะไรอีกล่ะ” เขายกสมมติฐานตั้งคำถาม
ปิแอร์ส่ายหน้ายิก
“หรือนายไปเจอสัตว์อะไรที่ต้องเลี้ยงไว้ในเมืองใช่ไหม” เขาถามต่อเสียงสูง
ปิแอร์ส่ายหน้ารัวเร็วกว่าเดิม
“ไอ้นี่.. ทำเป็รู้ดี” แม้ประโยคนั้นจะเหมือนเป็การบ่น แต่น้ำเสียงออกจะพอใจที่เพื่อนรักรู้จักนิสัยเขาดี ปิแอร์เผยรอยยิ้มเล็กยิ้มน้อยบนใบหน้า
“นั่นไง” แซมเมอร์ทำท่าภูมิใจในสมมติฐานของตัวเอง..
ไอ้หมอนี่ไม่มีทางยอมอยู่ในเมืองแน่ ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะสัตว์สักตัว..
“แต่ขอโทษว่ะ.. นายเดาผิด! ”
แซมเมอร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าไม่อยากเชื่อ ปิแอร์ยกโทรศัพท์แอนดรอยด์รุ่นเก๋ากึกขึ้นมา นิ้วจิ้มกดไล่หน้าจอ.. แซมเมอร์กระตุกรอยยิ้มที่อย่างน้อยเพื่อนของเขายังยอมใช้สมาร์ตโฟน..ไม่ใช่โทรศัพท์รุ่นดึกดำบรรพ์ที่มีแค่ฟังก์ชันโทรเข้าโทรออก
ปิแอร์ยื่นหน้าจอโทรศัพท์ให้เพื่อนสนิทดู.. แซมเมอร์มองจอแอปพลิเคชันรูปภาพที่เผยให้เห็นภาพด้านหลังของหญิงสาวคนหนึ่ง.. ผมดำสนิทตรงยาวเกือบถึงกลางหลัง ผิวสีแทน ทรวดทรงของเธอให้ความรู้สึกคุ้นเคย
แซมเมอร์กัดฟันส่งเสียง ซี๊ดด.. จากการดึงลมหายใจเข้าทางปาก เขาหรี่ตามองปิแอร์อีกครั้ง
“นี่อย่าบอกนะว่า.. ที่จะอยู่ในเมืองก็เพราะ..”
คนเป็เพื่อนพยักหน้ายิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“ฉันจะตามหาผู้หญิงคนนี้!! ”
แซมเมอร์มองหน้าเพื่อนด้วยความประหลาดใจอีกครั้งใน่เวลาอันสั้น พอดีกันกับนาโอมิที่เดินเข้ามาดึงความสนใจของทั้งคู่ไป
“คุณท่านให้มาเชิญไปที่โต๊ะอาหารเย็นค่ะ” หญิงสาวกล่าว แซมเมอร์พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะพยักพเยิดไปยังเพื่อนรัก เขาเคลื่อนศีรษะไปทางห้องครัว เป็เชิงบอกให้ปิแอร์เดินไปด้วยกัน ปิแอร์พยักหน้ารับ และเดินไปยังห้องอาหารพร้อมกับแซมเมอร์ ในมือชายหนุ่มยังคงเปิดรูปหญิงสาวปริศนา (สำหรับเขา) เอาไว้ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“นายว่าฉันจะหาเธอเจอไหมวะ” เขาถามแซมเมอร์ที่เดินนำหน้าไป
“นอกจากรูปนั่นนายรู้อะไรเกี่ยวกับเธอบ้าง” แซมเมอร์ตอบโดยไม่หันกลับมา
“เธอคิดว่าแพนด้าแดงคือแรคคูน.. น่ารักชะมัด นายว่ามั้ยล่ะ” ปิแอร์ตอบอย่างภูมิใจ ขณะที่แซมเมอร์กระตุกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง กลอกสายตาขึ้นบน
“ของพรรค์นั้นคงจะช่วยได้หรอก” เขาเหวใส่ แต่ยังคงไม่หันกลับไปหาเพื่อนรัก
“...” คราวนี้ปิแอร์ให้ความเงียบเป็คำตอบ ทำให้แซมเมอร์เดาเอาได้ว่าอีกฝ่ายคงไม่มีข้อมูลอะไรอีก.. ร่างสูงหัวเราะในลำคออีกครั้ง
ทั้งคู่เดินมาถึงห้องอาหารพอดี อัลเบิร์ตนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะอาหารรออยู่แล้ว ชายสูงวัยยิ้มกว้างขึ้นเมื่อเห็นชายหนุ่มคนใหม่ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า
“ไม่เจอนานเลยนะ” เขาเอ่ย ปิแอร์เงยหน้าจากโทรศัพท์ของเขาพร้อมรอยยิ้มทักทาย
“สวัสดีครับคุณลุง ไม่เจอกันนานจริงๆ สบายดีนะครับ”
ปิแอร์ทำท่าเดินไปหาอัลเบิร์ต ถ้าไม่ติดว่าสายตาบังเอิญมองเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนหันหลังให้เขา เธอยืนรินน้ำเปล่าห่างออกไปจากอัลเบิร์ตเพียงไม่กี่ก้าว... ั์ตาสีน้ำตาลเข้มกะพริบปริบๆ
ปิแอร์ก้มลงมองโทรศัพท์มือถือของตัวเอง และมองเธออีกครั้ง
จังหวะเดียวกันนั้นเองที่มธุรดาหันกลับมายังโต๊ะอาหาร บุคคลมาใหม่ที่ปรากฏตัวขึ้นทำให้คิ้วเรียวโก่งตัวขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางเผยขึ้นตามสัญชาตญาณ
หญิงสาวที่เคลื่อนตัวมาข้างหน้าทำให้ปิแอร์ตกอยู่ในห้วงความคิด เขาอ้าปากค้างน้อย ๆ ไม่อยากเชื่อในความบังเอิญที่เกิดขึ้น ท่าทางที่มองมาทำให้มธุรดาหยุดชะงัก เธอเคลื่อนสายตาสบมองแซมเมอร์
ท่าทางหยุดกึกของเพื่อนรักพร้อมกับท่าทางของมธุรดาที่มองมาทำให้ชายหนุ่มต้องหันกลับไปมองปิแอร์.. ใบหน้าประหลาดใจของอีกฝ่ายทำให้สมองแซมเมอร์แล่นอย่างรวดเร็ว
อย่าบอกนะว่า.. คงไม่ใช่มั้ง.. จะบังเอิญไปหน่อยแล้ว.. ั์ตาดำขลับเหล่มองภาพหญิงสาวในมือถือของปิแอร์ พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองมธุรดา..
คราวนี้รอยยิ้มประหลาดใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของมธุรดาบ้าง
“คุณเ้าของแพนด้าแดงใช่มั้ยคะ” เสียงหวานเอ่ยถาม พร้อมกับแววตาสงสัยใคร่รู้
ปิแอร์พยักหน้ารัว ก่อนจะถลาเดินตรงเข้าไปหาหญิงสาวที่เขากำลังตามหา และได้พบกับเธออย่างไม่คาดคิด
แซมเมอร์มองทั้งคู่สลับไปสลับมา.. ขณะที่อัลเบิร์ตดูเหมือนจะพอเดาสถานการณ์ออก ชายสูงวัยหันไปหาเด็กสาวที่เขารู้สึกเหมือนเป็ลูกสาวอีกคนหนึ่ง
“รู้จักกันเหรอ” เสียงทุ้มถามมธุรดา
“บังเอิญน่ะค่ะ/ บังเอิญน่ะครับ” มธุรดาและปิแอร์ตอบพร้อมกัน ก่อนจะพากันหัวเราะทั้งคู่ แซมเมอร์หันมองออกไปทางอื่นอย่างรำคาญใจ
อัลเบิร์ตหัวเราะเช่นกัน.. เขาพยักหน้าให้กับมธุรดาและปิแอร์
“เอาล่ะๆ มากินข้าวแล้วคุยกันไปดีกว่า” ชายสูงวัยกล่าว ก่อนจะบอกให้นาโอมิเริ่มเสิร์ฟอาหารเย็น
“อาหารวันนี้เป็อาหารไทยฝีมือฮันนี่นะ” เขาบอก
“ท้องจะเสียงหรือเปล่าก็ไม่รู้” เสียงทุ้มจากแซมเมอร์เอ่ยขึ้นลอยๆ ทำให้มธุรดาจ้องเขาอย่างไม่เป็มิตร แซมเมอร์จ้องหน้าเธอตอบ ไม่สนใจสีหน้าของพ่อที่เอือมระอา หรือแม้แต่ปิแอร์ที่มองมาด้วยความประหลาดใจ
ฮันนี่.. แซมเมอร์กะพริบตามองหญิงสาว ราวกับเพิ่งระลึกได้ว่าบิดาของตัวเองเรียกอีกฝ่ายเช่นนั้น
เรียกยายนี่ว่า ‘ฮันนี่’ เหรอ.. จะมากไปละมั้ง..
“ผมคิดว่าพ่อไม่ควรจะเลิกเรียกเธอว่าฮันนี่นะครับ เดี๋ยวปิแอร์เข้าใจผิด คิดว่าเธอเป็แม่ใหม่ผม.. ฟังแล้วระคายหูชะมัด” แซมเมอร์เอ่ยขึ้นมาพรวดพราด ขณะที่นาโอมิกำลังตักข้าวสวยลงบนจานให้ทุกคน
อีตานี่ขยันทะเลาะกับพ่อจริงๆ.. มธุรดาคิดในใจ พยายามปกปิดสีหน้ารำคาญของตัวเอง..
ไม่ให้เรียกชื่อแล้วจะให้เรียกอะไรยะ.. มธุรดาบ่นในใจ
“แล้วแกจะให้ฉันเรียกว่าอะไร ยังไม่ทันจะกินข้าว แกจะหาเื่ฉันอีกแล้วนะ” อัลเบิร์ตถาม น้ำเสียงรำคาญอย่างไม่ปกปิด..
“ไม่เกรงใจฉัน แกก็ควรจะเกรงใจเพื่อนแกบ้างนะ นั่งหัวโด่..” ยังไม่ทันจะจบประโยค แซมเมอร์ก็สวนกลับ
“ก็คนกันเองทั้งนั้นนะครับ ถ้าจะมีใครเป็คนนอกละก็” ั์ตาดำขลับเปลี่ยนทิศทางไปจ้องมองมธุรดาด้วยความไม่เป็มิตรเช่นเคย
“อีกอย่าง พ่อก็เรียกชื่อเธอสิครับ ไหนบอกว่าไม่มีอะไร ทำไมจะต้องเรียก ฮันนี่ เบเบี้ อะไรนี่ด้วย” เสียงทุ้มตอบดึงดัน สีหน้าหาเื่อย่างเห็นได้ชัด
อัลเบิร์ตวางส้อมและมีดบนมือลงบนจานเสียงดังพอใช้ได้ เขายังไม่ทันเอ่ยปาก มธุรดาก็เอ่ยขึ้นบ้าง
“ฉันคิดว่าคุณกำลังเข้าใจผิดนะคะคุณแซมเมอร์” เสียงหวานกล่าว
แซมเมอร์มองเธอด้วยสีหน้าท้าทายราวกับจะถามเธอว่า ‘ผิดตรงไหนก็ว่ามาสิ’
มธุรดาสบตากับปิแอร์.. มองหน้าอัลเบิร์ต ก่อนจะกลับมามองแซมเมอร์อย่างเสียไม่ได้.. อัลเบิร์ตยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับส่ายศีรษะให้กับลูกชาย
คุณทำตัวเองนะแซมเมอร์ อย่าหาว่าฉันทำคุณเสียหน้าก็แล้วกัน.. มธุรดาคิดในใจ
“ชื่อภาษาไทยของฉันคือน้ำผึ้ง แปลเป็อังกฤษว่า ฮันนี่.. ไม่ใช่ฮันนี่ (ที่แปลว่า ที่รัก) แบบที่คุณคิด"
แซมเมอร์นิ่งไปเล็กน้อย.. วินาทีนั้นเองที่เขารู้ว่าเขาเข้าใจผิดจริงๆ
“....” ความเงียบเกิดขึ้นภายในโต๊ะอาหารเย็นชั่ววินาทีหนึ่ง