เมืองถงซือเป็เมืองขนาดเล็ก ต่อให้ยามยุ่งวุ่นวายในห้วงเวลาของวันปีใหม่ผู้คนยังคงบางตา แต่ในตอนนี้ที่บริเวณด้านหน้าเมือง ในเวลาใกล้ยามเหม่า (คือ 05.00 - 06.59 น.) กลับมีผู้คนหลายสิบคน ห้อมล้อมรถม้าสองคัน ยังมีผู้คุ้มกันท่าทางเข้มแข็งขี่ม้าอยู่รายรอบห้าหกคน แต่ละคนใบหน้าเหี้ยมหาญท่าทางน่ากลัวนัก หากมิบอกว่าเป็ผู้คุ้มกัน คงนึกว่าเป็โจรร้ายเสียหกส่วน
ด้านข้างของรถม้ามีเด็กชายที่ดูเหมือนเพิ่งจะเข้าวัยหนุ่มมาไม่นาน ดูไปอายุเพียงสิบสี่สิบห้าปี สวมชุดบัณฑิตสีเขียวอ่อน บนศีรษะโพกผ้าคลุมแต่ยังไม่อาจปกปิดความงดงามที่เฉิดฉายออกมาได้ เด็กหนุ่มยิ้มแย้มกล่าววาจากับสตรีที่กำลังอุ้มเด็กหญิงวัยสามสี่ขวบไว้ในอ้อมอก ด้านข้างยังมีชายที่ดูอายุยังไม่มากนักไว้เคราสั้น แต่งกายภูมิฐาน ตาแดงราวกับเพิ่งร้องไห้มากุมมือเด็กหนุ่มเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
“ท่านแม่ ท่านพ่อ พวกท่านรักษาตัว ข้าไปไม่นาน หลังจากประกาศผลสอบแล้ว ข้าก็จะรีบกลับมาทันที”
“อาเซียน เ้าต้องระวังตัวให้ดี อากาศที่เมืองเฉิงตูร่ำลือว่าอบอ้าวนัก หากไม่สบายตัวก็อดทนให้มากไว้ ถ้าทนไม่ไหวก็รีบกลับมา สอบเชิงหยวนปีนี้ไม่ได้ก็หาเป็ไรไม่ รออีกสามปีค่อยสอบใหม่ก็ยังไม่สาย ต่อให้เ้าไม่อยากสอบ เงินทองบ้านเรามีให้เ้าใช้ไปชั่วชีวิตไม่ต้องลำบาก”
“ท่านพ่อ ท่านไม่ต้องเป็ห่วง ดูแลท่านแม่กับซานซานให้ดี ไปกลับเฉิงตูไม่เกินสองเดือน ไม่มีสิ่งใดต้องเป็ห่วง อาจารย์กับท่านอาหงก็ไปด้วย ผู้คุ้มกันก็มากมายปานนี้”
หลัวเซียนปีนี้อายุเข้าสิบห้าปีแล้ว ั้แ่สอบได้เป็ถงเชิง (童生, แปลตามตัวอักษรว่า "นักศึกษาเด็ก") เมื่ออายุได้เจ็ดปี หลังจากนั้นหลัวเซียนก็ยังสอบในระดับต่าง ๆ จนสามารถเข้าสอบเชิงหยวน (生員, แปลตามตัวอักษรว่า "สมาชิกนักศึกษา”) ได้ั้แ่อายุเพียงสิบปี เสียแต่ว่าบ้านหลัวในตอนนั้น เพิ่งเริ่มขยับขยายก้าวหน้าจากที่แต่เดิม ทอผ้าเพื่อขายก็สามารถเก็บเงินจนสามารถตั้งร้านผ้าในเมืองถงซือได้ เมืองถงซือแต่เดิมมีร้านผ้าเพียงแห่งเดียวตอนนี้มีของบ้านหลัวเพิ่มเข้ามา อีกหนึ่งร้าน
หลัวหวินเจ๋อจึงยกย้ายทั้งครอบครัวเข้ามาอยู่เสียในเมือง โดยบ้านหลัวในหมู่บ้านหยางจิ้ง ให้ป้าสามเป็ผู้ดูแลทั้งยังปรับให้เป็โรงงานสำหรับทอผ้าเพื่อนำมาส่งให้ ร้านค้าสกุลหลัวในเมือง
บ้านหลัวมาอยู่ในเมืองถงซือได้ไม่นาน หยางซิ่วอิ่งก็ตั้งครรภ์ ให้กำเนิดบุตรสาวหน้าตาน่าเอ็นดู ได้ชื่อว่าหลัวซานซาน หลัวหวินเจ๋อที่หลงบุตรชาย ได้บุตรสาวน่าชังมาอีกหนึ่งคนยิ่งขยันขันแข็ง หันซ้ายก็บุตรชาย หันขวาก็บุตรสาว หลัวหวินเจ๋อราวกับได้ขึ้น์
หลัวหวินเจ๋อไหนเลยยินยอมให้หลัวเซียนที่อายุในตอนนั้นเพียงสิบปี เดินทางไกลไปเมืองเฉิงตูโดยตนเองไม่ติดตามไปด้วยได้ หลัวเซียนเองก็ไม่คิดรีบร้อน ต่อให้สอบเชิงหยวนจนได้เป็ชิ่วไฉ (秀才, แปลตามตัวอักษรว่า "ผู้มีพร์ ") แล้วจะอย่างไร ตนเองอายุเพียงสิบปี รีบร้อนไปหามีประโยชน์อันใดไม่
หลัวหวินเจ๋อคอยยื้อเวลาเอาไว้ หลัวเซียนเองก็ไม่รีบร้อน จนล่วงเลยมาหลายปีให้หลัง หลัวเซียนคิดว่าถึงเวลาที่ต้องเดินทางไปเมืองเฉิงตูแล้ว แต่หาใช่เพื่อการสอบเพียงอย่างเดียวไม่ หลัวเซียนเมื่ออายุสิบปี สามารถทะลวงจุดลมปราณหลักทั้งสิบสองสายได้แล้ว เพียงแต่กำลังภายในยังน้อยเกินกว่าที่ทะลวงจุดลมปราณพิสดารอีกแปดสายได้ หลัวเซียนฝึกฝนเรื่อยมาแต่ผ่านมาเกือบห้าปีเพียงทะลวงจุดลมปราณพิสดารได้เพิ่มมาอีกหนึ่งสายเท่านั้น
หากหลัวเซียน้าเพิ่มพูนกำลังภายในให้มากพอ จำต้องใช้สมุนไพรลับของสำนักห้าเซียน พรรคห้าเซียนนั้นมีถิ่นฐานอยู่ที่เสฉวน เมืองเฉิงตูถือว่าอยู่ไม่ไกลไปจากพรรคห้าเซียนมากนัก ชาติก่อนหลัวเซียนเป็ประมุขพรรคห้าเซียน ตำราลับทั้งหลายย่อมเข้าใจจนปรุโปร่ง แต่ตัวยานั้นกลับหาไม่ง่ายดาย เมืองเฉิงตูในตอนนี้ต่างจากเมืองเฉิงตูเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน หากมิได้ไปเห็นด้วยตาหลัวเซียนยากที่จะประเมินแผนการในขั้นถัดไปได้
เมื่อเวลาเหมาะสม หลัวเซียนจำต้องโน้มน้าวบิดา ยินยอมให้ตนเองเดินทางไปเมืองเฉิงตูเพื่อสอบเชิงหยวน หลัวเซียนหาได้เดินทางแต่เพียงลำพังไม่ เพื่อนในวัยเด็กของหลัวเซียน หยางต้าเป่า หยางเสี่ยวซานต่างก็ร่ำเรียนสอบผ่านมาพร้อมเดินทางไปด้วยกัน อีกทั้งหงสือเมิ่ง กับบุตรชายหงหลู่อิน ก็เดินทางไปดูแลเด็กทั้งสามด้วยตนเอง หลัวหวินเจ๋อไม่มีข้ออ้างบ่ายเบี่ยงอีก ได้แต่ว่าจ้างผู้คุ้มกันเพิ่มเติมติดตามไปด้วย หากมิใช่บุตรียังเยาว์นัก ไม่เหมาะที่จะเดินทางไกล หลัวหวินเจ๋อยินยอมปิดร้านค้าผ้าติดตามหลัวเซียนไปเมืองเฉิงตูด้วยอย่างแน่นอน
เมืองถงซือในตอนนี้ไม่มีสิ่งให้ที่หลัวเซียนต้องเป็ห่วง พรรคกระยาจกยังคงส่งคนมาเฝ้าประจำที่เมืองเพื่อหาข่าว ค่ายโจรที่แต่ก่อนนั้นพอมีอยู่บ้าง ก็ถูกสำนักฝ่ายธรรมะร่วมมือกับทางการหาทางล้มล้างไปจนเกือบหมด พรรคกระยาจกที่เป็แกนนำในคราวนั้นมีอิทธิพลเพิ่มพูนขึ้นมาในแถบนี้เป็อย่างมาก แม้หลัวเซียนมิได้ลงมือออกหน้า แต่คนของพรรคกระยาจกยังเห็นหลัวเซียนเป็ผู้มีพระคุณของพรรค แม้สุดท้ายหลัวเซียนจะไม่เปิดเผยหน้าตาก็ตาม
“ได้เวลาแล้ว เถ้าแก่หลัวกับฮูหยินไม่ต้องกังวล ข้ากับหลู่อินจะไปปล่อยให้เกิดอันตรายกับเด็กทั้งสามอย่างแน่นอน”
“รบกวน หงสือชิ่วไฉกับพี่หลู่อินแล้ว”
หลัวหวินเจ๋อจึงค่อยยินยอมปล่อยชายเสื้อของบุตรชายที่ยึดยื้อเอาไว้ คนทั่วไปต่างก็คุ้นชินเสียแล้ว เถ้าแก่หลัวทั้งห่วงทั้งหวงบุตรชายบุตรสาวยิ่งกว่าใคร ไม่ว่าใคร ๆ ในเมืองถงซือต่างก็รับรู้กันทั่ว ทำให้จนป่านนี้หลัวเซียนที่อายุสิบห้าปีแล้ว ยังไม่มีแม่สื่อที่ไหนกล้าเข้ามาถาบทามเสียที สตรีที่ไหนกันเล่าจะ้าพ่อสามีที่ห่วงบุตรชายปานนี้ คืนเข้าหอคงมิใช่ว่าพ่อสามีจะเข้ามาคอยคุมอยู่ข้างเตียงด้วยกระมั่ง
หลัวหวินเจ๋อยืนมองจนรถม้าทั้งสองคันห่างลับสายตาไปจึงค่อยตีหน้าเศร้า เดินกลับเข้าเมืองไปพร้อมหยางซิ่วอิ่งกับหลัวซานซาน
เมืองถงซือนั้นอยู่ในเขตมณฑลกุ้ยโจว ส่วนเมืองเฉิงตูนั้นอยู่ในเขตของมณฑลเสฉวน การเดินทางเข้าสู่เสฉวนนั้นต้องผ่านหุบเขาน้อยใหญ่ หากหนทางคับแคบก็ต้องอาศัยฝีเท้าเดินทาง ต้องลงเดินใช้แรงลากจูงรถม้าจนกว่าจะผ่านไปได้ หนทางยาวไกลอย่างน้อยต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าเจ็ดถึงแปดวันกว่าจะถึงเมืองเฉิงตูได้
สำหรับผู้อื่นหลัวเซียนเป็เพียงเด็กหนุ่มอายุเยาว์ นักศึกษาท่าทางอ่อนแอ เพียงแค่ลมพัดมาก็คงแทบจะปลิวไปตามลมแล้วกระมั่ง ระหว่างเดินทางจึงไม่มีผู้ใดต้องให้ หลัวเซียนกับสหายต้องลำบากมากมายนัก หน้าที่คุ้มครองป้องกันภัยเป็ของผู้คุ้มกันทั้งห้าคน หน้าที่หุงหาอาหาร ส่วนใหญ่แล้วหงหลู่อินเป็คนคอยจัดการ หงสือเมิ่งมักจะเก็บตัวอยู่ในรถม้า
ผ่านมาหลายปีหลัวเซียนคอยเฝ้าสังเกตพ่อลูกสกุลหงทั้งสอง วิชาฝีมือของหลัวเซียนก้าวหน้าขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป แม้ไม่อาจเทียบเท่าเมื่อชาติที่แล้ว แต่อย่างน้อยตอนนี้หลัวเซียนมั่นใจว่าไม่ห่างจากหงสือเมิ่งมากนัก หากเทียบกับเมื่อครั้งหลัวเซียนลงมือกับคนของพรรคกระยาจก ตอนนั้นหลัวเซียนใช้กระบวนท่าที่เหนือกว่าเอาชัยศิษย์สี่ปมไปได้ หากเป็ตอนนี้หลัวเซียนสมควรอยู่ในระดับเดียวกับศิษย์หกปมของพรรคกระยาจก
แต่หากเทียบกับเมื่อครั้งที่ตนเองเป็ประมุขพรรคห้าเซียน น่าจะพอนับได้ว่ามีวิชาฝีมือสักหนึ่งในสิบส่วนก็คงพอได้ ที่กล่าวเทียบเช่นนี้มิใช่ว่า ศิษย์ในชนชั้นหกปมของพรรคกระยาจกหรือว่าหงสือเมิ่งนั้นต่ำต้อย หากแต่ต้องบอกว่าฝีมือของหลัวเซียนในชาติก่อนนั้นสูงส่งเกินไป ศิษย์หกปมของพรรคกระยาจกแม้ไม่อาจนับว่าอยู่แนวหน้าของยุทธภพ แต่ก็ถือว่าสามารถพาตนเองออกท่องเที่ยวได้โดยลำพัง
อีกเพียงสามวันขบวนเดินทางของหลัวเซียนสมควรเข้าสู่ขอบเขตของมณฑลเสฉวนแล้ว จากนั้นอีกไม่เกินสองวันก็จะถึงเมืองเฉิงตู หลัวเซียนไม่ได้เห็นเมืองเฉิงตูมาสองร้อยกว่าปีแล้ว ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนไปเป็เช่นไรบ้าง พรรคห้าเซียนที่ผ่านมาจะเป็อย่างไร สกุลถังที่เป็ใหญ่ในเสฉวนจะยังคงถืออำนาจใหญ่โตเหมือนสมัยนั้นหรือไม่
อีกทั้งหลัวเซียนจะใช้วิธีการเช่นไรจึงสามารถเดินทางเข้าไปจนถึงพรรคห้าเซียนได้โดยไม่ถูกพบเห็น ไม่เช่นนั้นการเดินทางมาที่เฉิงตูก็คงเสียเปล่าแล้ว
ห่างไปหลายพันหลี่ทางเหนือของเสฉวน เมืองหลวงเปี้ยนจิง ราชสำนักประกาศรัชศกใหม่ ปีนี้เป็ปีแรกของรัชศกหวังโย่ว ฮ่องเต้ซ่งเหรินจงทรงครองราชย์มาเข้าสู่ปีที่ยี่สิบห้าแล้ว ทรงครองราชย์มายี่สิบห้าปีแล้วแต่กลับไม่ทรงมีโอรสแม้แต่องค์เดียว โอรสที่ประสูติมาก่อนหน้านี้ทั้งสามพระองค์ต่างก็สิ้นพระชนม์ไปเมื่ออายุยังน้อยทั้งสิ้น สร้างความเศร้าโสมนัสให้กับฮ่องเต้ยิ่ง การที่ฮ่องเต้ไร้ซึ่งพระโอรสทำให้หลายฝ่ายมีการคาดเดากันว่า อาจจะทรงคัดเลือกอ๋องน้อยในตำหนักอ๋องต่าง ๆ เข้ามาเพื่อทรงรับเป็พระโอรสบุญธรรม ทำให้คนราชสกุลจ้าวหลายฝ่ายต่างชิงดีชิงเด่นกัน ไม่ว่าอ๋องน้อยในตำหนักใดที่มีท่าทีโด่ดเด่นเป็ต้องถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในหมู่ชาวเมืองเปี้ยนจิงอยู่บ่อยครั้ง
แต่การแข่งขันนี้มิใช่จำกัดอยู่แค่ในหมู่ราชสกุลจ้าวเพียงสกุลเดียว ไม่ว่าใครก็ทราบว่าเมื่อครั้งก่อตั้งราชวงศ์ซ่งขึ้นมานั้น ยังมีคนของสกุลไฉ สกุลกัวที่แยกออกมาจากสกุลไฉก็มีส่วนในการก่อตั้งราชวงศ์ซ่งขึ้นมาด้วย สกุลไฉในทุกวันนี้ยังดำรงตำแหน่งอ๋องมีหน้ามีตาไม่ต่างไปจากคนของราชสกุลจ้าว บุตรีของสกุลกัวเองยังได้ขึ้นถึงตำแหน่งพระชายา ทำให้คนของสกุลกัวถูกจับตามองเช่นกัน
ถานกั๋วกง กัวไหเจินเป็น้องชายร่วมบิดาของพระชายากัว มีบุตรชายเพียงคนเดียวนามว่ากัวหวาฉี ก่อนหน้านี้นับว่าเป็ทายาทที่โดดเด่นของสกุลกัว แต่หลายปีให้หลังมานี้กัวหวาฉีป่วยด้วยโรคประหลาด ต้องนอนติดเตียงไม่สามารถออกมาเดินเหินเที่ยวเล่นสนุกได้เหมือนกับคนหนุ่มทั่วไป ยิ่งไม่อาจเข้าวังรับตำแหน่งในราชสำนักได้ ชื่อของกัวหวาฉีจึงค่อย ๆ หายไปจากการกล่าวถึงในราชสำนัก
จวนถานกั๋วกง ยามโฉ่ว (丑:คือ 01.00 - 02.59 น.) ด้านหลังจวนมีรถม้าไม่สะดุดดาคันหนึ่งจอดรออยู่ ถนนด้านหลังจวนเงียบสงบ มีเพียงแสงพร่ามัวของดวงจันทร์ที่ไกลขอบฟ้า ประตูด้านหลังเปิดขึ้นอย่างเบามือ
“ท่านพ่อ ท่านดูแลสุขภาพให้ดี เมื่อเื่สงบลงแล้วข้าจะกลับมา หากข้า “ตาย” ไปเสีย สกุลกัวของเราคงได้อยู่อย่างสงบสุข ตอนนี้พระชายาถูกใส่ความจนต้องประทับในตำหนักเย็น หากข้ายังอยู่สกุลกัวคงถูกกวาดล้างเป็แน่”
กัวไหเจินอายุยังไม่ถึงสี่สิบปีดี แต่ตอนนี้ดูชรานักผมสีขาวดอกเลาแซมไปทั่วทั้งศีรษะ ใช้มือประคองใบหน้าบุตรชาย กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครื่อ
“หวาฉี สกุลถังกับสกุลกัวมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งมาั้แ่บรรพบุรุษ สกุลถังต้องปกป้องเ้าได้ ยาพิษที่เ้าได้รับมา ประมุขสกุลถังต้องหาทางช่วยเ้าไว้ได้แน่ เ้าไม่ต้องห่วงทางนี้ ข้า กัวไหเจิน จะอย่างไรยังเป็กั๋วกง เื่ของพระชายา ตอนนี้ท่านเปาก็กำลังสืบสวนในทางลับ อีกไม่นานคงได้เื่ หลังจากจัดการงานศพของเ้าแล้ว สกุลกัวคงอยู่อย่างสงบได้สักพัก”
กัวหวาฉีร่ำลาบิดา หันหลังขึ้นรถม้าในความืด ไม่นานรถม้าก็ออกเดินทางอย่างเงียบงันไปทางประตูด้านตะวันตกของเมืองหลวง สกุลกัวจะอย่างไรไม่ถึงกับสิ้นไร้ ยังมีผู้คนแอบลอบให้ความช่วยเหลืออยู่ไม่น้อย อุบายศพลอกคราบนี้กัวหวาฉีเป็ผู้เสนอขึ้นมาเอง หากคนภายนอกทราบว่าทายาทเพียงคนเดียวของสกุลกัวตายจากไปแล้ว คมหอกคมดาบในที่ลับคงหันออกไปทางอื่นบ้าง ตำแหน่งโอรสบุญธรรมของฮ่องเต้นี้ช่างทำให้ผู้คนเดือดร้อนนัก
หลายปีมานี้ ทายาทสกุลจ้าว สกุลไฉ สกุลกัว ไม่ทราบว่าล้มตายอย่างแปลกประหลาดไปมากมายเพียงไหน ใต้เท้าเปาส่งคนสืบหานานปียังไม่ได้เบาะแสอันใด สกุลถังอยู่ไกลถึงเมืองเฉิงตู กัวหวาฉีเติบโตมาจนอายุสิบแปดปีแล้ว เพิ่งจะเคยออกจากบ้านไปไกลถึงเพียงนี้
เสียงไอเบา ๆ ดังอยู่ในรถม้าที่กำลังมุ่งหน้าลงใต้ ด้านหลังที่เป็เมืองเปี้ยนจิงท้องฟ้ายังคงมืดอยู่มาก แต่ด้านหน้าที่ไกลลิบตากลับเริ่มมีแสงสีทองไต่ขอบฟ้าขึ้นมาทีละน้อย