หลังจากที่ขบวนเดินทางจวนตระกูลอวี้จากไปจากลิ่งโจว อวี้จื่อหลินจึงเข้าไปพักผ่อนภายในห้องปีกตะวันออกของจวน นางนอนนิ่งอยู่บนเตียงด้วยอาการเศร้าซึมเล็กน้อย ไป๋มามาและสาวใช้ทั้งสองคนต่างก็เป็ห่วงคุณหนูรองผู้นี้ อวี้จื่อหลินรับรู้สายตาของพวกนาง แต่ก็ไม่ได้นำพานัก เพียงแค่สั่งการให้พวกนางไปจัดสำรับอาหารที่ตนอยากกิน หลังจากรับสำรับแล้ว อวี้จื่อหลินก็อ่านตำราที่พี่ชายใหญ่มอบไว้ให้ก่อนกลับเมืองหลวง ครั้นเหนื่อยจากการอ่านตำรา นางก็ออกไปรับลมที่ศาลาเล็กข้างสระน้ำในจวน ชีวิตประจำวันล้วนดำเนินไปอย่างราบเรียบ และน่าเบื่อยิ่งนัก
“คุณหนู ใกล้จะเข้าฤดูหนาวแล้ว เพิ่มเสื้อสักตัวสองตัวเถิดนะเ้าคะ” ไป๋มามากำชับพลางช่วยอวี้จื่อหลินแต่งกาย ปกติคุณหนูรองผู้นี้ผอมบางนัก เมื่อใส่เสื้อคลุมตัวหนาเพิ่มอีกชั้น ขับให้ใบหน้าและแขนขาของนางยิ่งเรียวเล็กกว่าเดิม
“ไป๋มามา ข้าอยากทำอาหารด้วยตัวเอง ข้าเบื่อยิ่งนัก”
“ทำอาหารหรือเ้าคะ? แต่ในครัวล้วนเต็มไปด้วยควันไฟ ควันน้ำมัน บ่าวกลัวว่าจะไม่ดีต่อสุขภาพของคุณหนูนัก”
“แต่ข้าเบื่อนี่ อายุ 8 หนาว คุณหนูจวนอื่นล้วนแต่ร่ำเรียนศาสตร์ต่าง ๆ มากมาย อีกอย่างร่างกายข้าก็ดีขึ้นแล้ว ท่านก็ตามใจข้าหน่อยเถิดนะ” อวี้จื่อหลินยิ้มออดอ้อนให้แก่ไป๋มามา ไป๋มามารู้สึกอ่อนใจนัก คุณหนูของนางแต่ก่อนล้วนเชื่อฟังเป็อย่างดี นาน ๆ ทีถึงจะอ้อนขออะไรซักอย่างกับฮูหยิน ไป๋มามาจึงตอบตกลงอย่างเสียไม่ได้ ถึงอย่างไรหากคุณหนูได้ขยับตัวบ่อย ๆ อาจจะดีขึ้นกว่าเดิม
ไป๋มามาบอกสาวใช้ไปเตรียมวัตถุดิบสำหรับลงครัวครั้งแรกของคุณหนู อวี้จื่อหลินตั้งใจจะทำปลาเปรี้ยวหวานของโปรดของตัวเองและขนมเปี๊ยะไส้เม็ดบัวที่ไป๋มามาชอบ สาวใช้เตรียมของเพียงครึ่งเค่อก็เสร็จเรียบร้อย ไป๋มามาตั้งใจถ่ายทอดสูตรอาหารประจำตระกูลของตัวเองให้คุณหนู โดยเฉพาะขนมเปี๊ยะไส้เม็ดบัวของโปรดของตัวเองนั้นเป็ที่ชื่นชอบของคุณหนูั้แ่เล็ก อวี้จื่อหลินตั้งใจนวดแป้งขนมเปี๊ยะจนใบหน้าเล็ก ๆ ขาวนวลเนียนนั้นขึ้นสีแดงเรื่อ พร้อมกับเหงื่อที่ผุดออกมาประปราย หลังจากที่นำขนมเปี๊ยะไปอบเป็ขั้นตอนสุดท้ายก็เริ่มจัดการเตรียมปลาสำหรับทอด และทำน้ำซอสสำหรับราดตัวปลา ปรุงรสจนกว่าจะได้รสชาติที่ตนเองชื่นชอบ สุดท้ายก็ได้ปลาเปรี้ยวหวานตัวใหญ่ที่ดูน่ากินออกมา พอดีกับที่ขนมเปี๊ยะอบเสร็จพอดี อวี้จื่อหลินกับไป๋มามาจึงจัดเตรียมโต๊ะอาหารอย่างมีความสุขเพื่อที่จะรอทานอาหารโปรดทั้งสองจาน
“รสชาติดียิ่งนักเ้าค่ะคุณหนู” ไป๋มามาชิมปลาเปรี้ยวหวานที่อวี้จื่อหลินทำ รสชาติแม้ไม่ดีเลิศเท่ากับเหลาอาหารชื่อดังในเมืองหลวง แต่สำหรับมือใหม่ในการลงครัวครั้งแรกนั้น ถือเป็ผลงานที่ดียิ่งนัก
“ขนมเปี๊ยะของไป๋มามาก็รสชาติดีเหมือนกัน” อวี้จื่อหลินบิขนมเปี๊ยะให้เป็ชิ้นเล็ก ๆ แล้วกัดกินอย่างมีมารยาท รสชาติของไส้เม็ดบัวนั้นหวานอร่อยยิ่ง แป้งขนมเปี๊ยะไม่แข็งแห้งแต่กลับชุ่มฉ่ำอย่างพอเหมาะพอดีด้วยน้ำมัน จนอวี้จื่อหลินอดไม่ได้ที่จะทานเพิ่มอีกชิ้น
“ถ้าอย่างนั้นก็ทานมาก ๆ นะเ้าค่ะคุณหนู บ่าวจะขุนท่านให้อ้วนท้วนกว่าเดิมเอง”
“ฝากด้วยนะไป๋มามา” อวี้จื่อหลินยิ้มรับก่อนที่จะลงมือทานปลาเปรี้ยวหวานและขนมเปี๊ยะที่เหลือกับไป๋มามา และแบ่งอาหารให้สาวใช้ประจำตัวคนใหม่ของตัวเอง มื้ออาหารนี้จึงลงท้ายด้วยความสุขและอิ่มอร่อยยิ่งนัก
หลังจากวันนั้นเป็ต้นมา อวี้จื่อหลินจึงลงมือเข้าครัวเรียนรู้การทำอาหารกับแม่ครัวประจำคฤหาสน์ที่ลิ่งโจว ซึ่งตามมาจากจวนในเมืองหลวง แม้ตอนแรกบ่าวที่รับใช้ในส่วนของครัวล้วนกริ่งเกรงเป็อย่างมาก แต่พอสองสามวันต่อมา จึงคุ้นเคยกับเ้านายตัวน้อยของตัวเองมากยิ่งขึ้น เนื่องด้วยนิสัยอันน่ารักและไม่ถือตัวของอวี้จื่อหลินเองด้วย ทำให้นางเป็ที่รักของบ่าวในจวนั้แ่บนยันล่าง อาหารที่อวี้จื่อหลินได้เรียนรู้จึงมีหลากหลาย และได้เรียนรู้อาหารพื้นถิ่นจากที่ต่าง ๆ ในแคว้นเหรินอีกด้วย
เวลาผ่านมาอย่างสงบสุขยิ่งนัก สุขภาพของอวี้จื่อหลินก็ดีวันดีคืน พอเข้าฤดูหนาวนอกจากไข้หวัดเล็กน้อย อาการของอวี้จื่อหลินล้วนไม่หนักหนาอะไร นอกจากลงครัวเรียนรู้สูตรอาหารจากแม่ครัวในจวน อวี้จื่อหลินก็เขียนจดหมายเพื่อบอกเล่าอาการและชีวิตประจำวันเพื่อส่งให้คนที่จวนเหวินจิ้งโหว นางเขียนสัปดาห์ละฉบับและส่งด้วยพิราบสื่อสารที่ท่านพ่อของนางได้ให้ไว้ บางวันอวี้จื่อหลินก็ได้เรียนปักผ้า ตัดเย็บเสื้อผ้าจากไป๋มามาในเวลาว่าง อวี้จื่อหลินได้ขอให้เมิ่งซื่อหาอาจารย์หญิงสำหรับสอนเพลงพิณให้แก่นาง ชีวิตประจำวันของอวี้จื่อหลินจึงดำเนินไปเช่นนี้จนผ่านพ้นปีใหม่ไปอย่างสงบเงียบ
แม้จะกล่าวว่าปีใหม่ที่ผ่านมานั้นสงบเงียบ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ได้เงียบเหงาเพียงนั้น ภายในคฤหาสน์ที่ลิ่งโจวล้วนแคว้นโคมมงคล และประดับประดาจวนด้วยกระดาษที่เขียนคำมงคลเอาไว้เต็มจวน ล้วนแต่สวยงามและรื่นเริงยิ่งนัก อวี้จื่อหลินได้ให้ของขวัญปีใหม่และอั่งเปาแก่บ่าวรับใช้ในจวนหลายสิบชีวิต ก่อนวันปีใหม่ก็ลงมือทำเกี๊ยวมงคลวันปีใหม่ร่วมกับบ่าวในจวนอย่างครื้นเครง อวี้จื่อหลินอยากจะเฝ้าคืนวันปีใหม่ด้วย แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากกังวลสุขภาพของตัวเองว่าจะทรุดหนักยิ่งกว่าเดิม นอกจากงานเล็ก ๆ ที่จัดขึ้นด้วยตัวเองที่ลิ่งโจวแล้ว ทางจวนเหวินจิ้งโหวในเมืองหลวง เมิ่งซื่อและเหวินจิ้งโหวได้ส่งเสบียงอาหาร ผลไม้ ของหวานต่าง ๆ มายังลิ่งโจวเพื่อเป็อาหารสำหรับเลี้ยงฉลองวันปีใหม่ที่ลิ่งโจว เนื่องจากติดพันงานเลี้ยงในเมืองหลวงที่ต้องไปเข้าเฝ้าในวังหลวง ทำให้ไม่สามารถปลีกตัวมาเยี่ยมอวี้จื่อหลินที่ลิ่งโจวได้ นางไม่ได้น้อยใจเท่าไหร่ เนื่องจากรับรู้ถึงภาระของท่านพ่อใน่ปีใหม่ได้ งานเลี้ยงปีใหม่ในลิ่งโจวจึงผ่านไปด้วยดี
หลังผ่านวันปีใหม่มา พายุหิมะได้พัดผ่านลิ่งโจวอย่างหนักหน่วง กินเวลากว่า 3 วัน 3 คืนโดยไม่หยุดพัก ทำให้หิมะกองสูงจนขัดขวางการเดินทาง ส่งผลให้เดือดร้อนด้านการเดินทางไปทั่วลิ่งโจว บ่าวรับใช้ในจวนจึงออกมาจัดการกับหิมะที่กองทับถมทางเดินเหล่านี้ออก โชคยังดีที่หลังจากพายุหิมะพัดผ่านไปนั้น อากาศล้วนแจ่มใสและอบอุ่นยิ่งนัก แต่โชคไม่ดีเท่าไหร่ที่อวี้จื่อหลินกลับไข้ขึ้นหลังวันที่พายุหิมะผ่านพ้นไป เพราะเผลอเปิดหน้าต่างรับลมตอนกลางคืนไว้ แม้เพียง่สั้น ๆ ก็ทำให้นางนอนซมบนเตียงได้แล้ว
“คุณหนู ดื่มยานี้ลงไปนะเ้าคะ บ่าวผสมน้ำผึ้งเรียบร้อยแล้ว หากดื่มเสร็จก็ทานบ๊วยเชื่อมลงไปสักหน่อยก็ไม่ขมแล้วเ้าค่ะ” ไป๋มามาดูแลอวี้จื่อหลินอย่างคล่องแคล่ว นางชินเสียแล้วที่คุณหนูรองป่วยจนนอนซมบนเตียงอย่างนี้เสียแล้ว แต่อาการป่วยครั้งนี้กลับไม่หนักมากนักเมื่อเทียบกับอาการป่วยที่ผ่านมาเมื่ออยู่ในเหรินโจว
อวี้จื่อหลินรับถ้วยยามาดื่มด้วยความรวดเร็ว หากอ้อยอิ่งจนยาคลายความร้อน รสชาติยาก็จะขมยิ่งกว่าเดิมจนน้ำผึ้งที่ผสมมาด้วยก็ช่วยไม่ได้
“ข้ารู้สึกว่าอาการป่วยครั้งนี้ไม่หนักหนาเท่าอยู่ที่เหรินโจว ข้าดีใจยิ่งนัก”
“บ่าวเองก็รู้สึกเช่นกันเ้าค่ะ นับว่าคุณหนูตัดสินใจถูกยิ่งนักที่มาที่ลิ่งโจว”
“นั่นสินะ หากเป็เช่นนี้ต่อไป อีกไม่นานข้าก็กลับเหรินโจวได้แล้ว”
“แน่นอนเ้าค่ะ แต่ตอนนี้คุณหนูรีบพักผ่อนนะเ้าคะ หากหายแล้วบ่าวจะลงครัวทำชุ่ยปิ่งให้ท่านทาน” ไป๋มามาตรวจดูความเรียบร้อยของประตูว่าปิดเรียบร้อยดีหรือไม่ ก่อนจะออกไปจากห้อง เพื่อให้เ้านายตัวน้อยได้พักผ่อนจากอาการไข้อย่างเต็มที่
วันต่อมา อาการของอวี้จื่อหลินก็ยังไม่ดีนัก แต่ก็ไม่ทรุดหนัก แต่ยังดีที่อวี้จื่อหลินยังสามารถลุกขึ้นมาทานอาหารข้างเตียงนอน อ่านหนังสือ และทำกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างปักผ้าอยู่ข้างเตียงได้โดยไม่ฝืนเกินไปนัก อวี้จื่อหลินพอใจกับอาการป่วยของตัวเองในคราวนี้ยิ่งนัก
ไป๋มามาได้เขียนจดหมายเล่าอาการป่วยของคุณหนู แล้วส่งให้ทางจวนเหวินจิ้งโหวรับทราบ เมิ่งซื่อร้อนใจยิ่งนัก ร่ำจะมาหาอวี้จื่อหลินที่ลิ่งโจว แต่ไป๋มามาได้กำชับเอาไว้ว่าไม่ต้องเป็ห่วงคุณหนูมากนัก อาการของนางดีขึ้นกว่าแต่ก่อน อีกทั้งยังมีความสุขดีและสามารถลุกมาทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ เหวินจิ้งโหว อวี้เหวินชิงและเมิ่งซื่อจึงคลายความกังวลลง และได้ส่งยาบำรุงมายังลิ่งโจวแทน นอกจากนี้อวี้จื่อเฟิ่งได้เขียนจดหมายเล่าเื่สนุกสนานในเหรินโจวให้อวี้จื่อหลิน อวี้ชิงเฟิงส่งของเล่นอันใหม่ที่เป็ที่นิยมในเหรินโจวในขณะนี้มาให้ อวี้ชิงอี้ได้ส่งหนังสือและเขียนเล่าเื่ที่ยาวกว่าของอวี้จื่อเฟิ่งมาด้วย
หลังจากได้รับจดหมายจากทางเหรินโจว อาการไข้ของอวี้จื่อหลินทรุด ๆ ทรง ๆ เป็เวลากว่าครึ่งเดือน วันต่อมาอาการของอวี้จื่อหลินกลับทรุดหนักอย่างกะทันหัน ทำเอาบ่าวรับใช้ในจวนต่างร้อนใจ และเป็ห่วงเ้านายตัวน้อยของพวกเขาเป็อย่างยิ่ง อวี้จื่อหลินนอนซมบนเตียง อาการปวดเมื่อยและอ่อนแรงจากอาการไข้ทำให้ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้แม้แต่ชุ่นเดียว นางทำได้เพียงนอนมองเพดานอย่างเหงาหงอยและนอนหลับเท่านั้น นางทั้งเบื่อและเศร้าใจ ไม่กี่วันก่อนเพิ่งขยับตัวทำตามใจตนเองได้แท้ ๆ มาวันนี้นางกลับทรุดหนักติดเตียงเหมือนเดิมอีกจนได้ ทำเอาไป๋มามา จูเชวี่ย และเหมยอิ๋งต่างอดหลับอดนอนเฝ้าไข้นางอีกแล้ว
กลางดีกคืนนั้น อวี้จื่อหลินสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เนื่องจากกระหายน้ำ จูเชวี่ยที่เฝ้านางอยู่จึงเทน้ำอุ่นจากกาชาที่ต้มเอาไว้ตลอดส่งให้อวี้จื่อหลิน แต่จอกชาเล็กเพียงนั้นไม่สามารถดับกระหายของนางได้ จึงขอภาชนะที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม หลังจากได้ดื่มน้ำอุ่นจากชามใบใหญ่ก็หลับไหลไปอีกครั้ง
แต่การหลับตาลงคราวนี้ กลับหลับใหลไปอีกนานแสนนาน
อวี้จื่อหลินรู้สึกอบอุ่นอย่างมาก นางลองขยับตัวแต่กลับเหมือนโดยพันธนาการโดยสิ่งที่มองไม่เห็น อีกทั้งไม่มีแรงแม้แต่ขยับตัว นางพยายามลืมตาน้อย ๆ ขึ้นมา แต่มันช่างยากลำบากเหลือเกินที่จะลืมตาตื่น ข้างหูนางได้ยินเสียงที่แฝงไปด้วยความยินดี แต่มันช่างเลือนรางยิ่งนัก จู่ ๆ อวี้จื่อหลินก็รู้สึกถึงแรงผลักดัน และแรงบีบบางอย่างดันนางออกมา ความรู้สึกนี้ผ่านไปไม่นานนัก ความรู้สึกอึดอัดก็หายไป พร้อมกับเสียงที่แสดงความยินดีที่ดังขึ้นพร้อมกับที่นางหลุดพ้นจากความอึดอัดนั้น
“คลอดแล้วค่ะ เป็เด็กผู้หญิง” หลังจากสิ้นเสียงนั้น อวี้จื่อหลินงุนงงยิ่งนัก คลอดงั้นหรือ? บ่าวรับใช้ในจวนคนใดคอลดบุตร แต่นางจำได้ว่าในจวนที่เมืองลิ่งโจวไม่มีบ่าวสาวคนใดที่ตั้งครรภ์นี่นา?
แต่งุนงงไม่นาน นางรู้สึกถึงแรงตีบริเวณก้นน้อย ๆ ของตัวเอง มันเจ็บจนนางต้องส่งเสียงออกมาอย่างดัง แต่เสียงที่นางกลับได้ยินนั้น คือเสียงร้องไห้ของทารกที่น่าสงสาร อวี้จื่อหลินรู้สึกใยิ่งนัก มันคือเสียงที่นางส่งเสียงออกมา ด้วยเหตุนี้นางจึงงุนงงยิ่งกว่าเดิมยิ่งนัก แต่นางมีแรงไม่พอที่จะลืมตา และด้วยความเหนื่อยอ่อนจึงเกิดความง่วงงุนขึ้น และผล็อยหลับไปอย่างง่ายดาย
“หลิงเอ๋อร์ คุณดูยัยหนูสิ น่ารักน่าชังสุด ๆ” หลิงเอ๋อร์? ใครกัน?
“คุณจะตั้งชื่อลูกเราว่าอะไรคะ ดูแล้วหน้าเหมือนคุณตอนเด็ก ๆ ที่ฉันได้เห็นในอัลบั้มรูปของคุณแม่เลย” เสียงนุ่มนวลรื่นหู และทำให้อวี้จื่อหลินรู้สึกสงบใจอย่างประหลาด ดังขึ้นมาจากบริเวณเหนือศีรษะของนาง อวี้จื่อหลินพยายามอย่างหนักที่จะลืมตาของตัวเองขึ้นมา สุดท้ายความพยายามของนางก็เป็ผลสำเร็จ นางเห็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งที่จ้องนางอยู่ ด้วยตาน้อย ๆ คู่นี้ ทำให้เห็นใบหน้าของชายคนนั้นไม่แน่ชัด เขาส่งเสียงอุทานอย่างดีใจออกมาครั้งหนึ่ง อวี้จื่อหลินรู้สึกประหลาดใจและรู้สึกว่านางถูกโอบกอดอย่างทะนุถนอม จึงพยายามหันหน้าไปอีกทางหนึ่ง
“ยัยหนูลืมตาแล้ว! ดูเหมือนจะพยายามมองคุณด้วยนะคะ โอ๊ะ! หันมามองแม่ด้วยหรือจ๊ะ” ใบหน้าที่ปรากฏตรงหน้าทำเอาอวี้จื่อหลินงุนงงหนักเข้าไปอีก หญิงสาวที่หน้าตาสะสวย และอุ้มนางอยู่ตอนนี้คือใคร? ว่าแต่ แม่งั้นหรือ? ท่านแม่ของนางไม่ได้มีใบหน้าแบบนี้สักหน่อย
“แอ๊ะ!” อวี้จื่อหลินพยายามเปล่งเสียงเพื่อที่จะถามหญิงสาวตรงหน้า แต่เสียงที่ลอดออกจากลำคอของนางคือเสียงทารกที่อ่อนแอยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้ใบหน้าของอวี้จื่อหลินจึงแข็งเกร็งไปชั่วขณะ ทำไมเสียงของนางถึงกลายเป็เสียงของทารก เหมือนอย่างตอนที่น้องสาวน้องชายของนางคลอดออกมาใหม่ ๆ ไปได้
ไม่ถูกต้องสิ แม้นางจะอายุเพียง 8 หนาว แต่เสียงของนางก็ไม่ได้เป็แบบนี้สักหน่อย นอกจากนี้ทั้งสองคนตรงหน้าคือใคร พวกเขาดูเหมือนคู่สามีภรรยาที่เอื้ออาทรและดูใจดีอย่างมาก อวี้จื่อหลินเกิดลางสังหรณ์ในเื่แปลก ๆ เหมือนกับที่เคยอ่านในเื่เล่าที่บันทึกในหนังสือของพี่ชายใหญ่ อันด้วยเื่ประสบการณ์การเกิดใหม่ที่ถูกบันทึกไว้ แม้จะเป็เื่น่าเหลือเชื่อ แต่อวี้จื่อหลินกลับเอนเอียงว่าเื่ที่ตนเองประสบพบเจอมานั้นจะเป็เื่จริง
“ทำไมยัยหนูนิ่งไปแบบนั้นล่ะ เธอจะไม่เป็อะไรใช่มั้ยคะคุณ?”
“ไม่เป็ไรหรอก ดูเหมือนเธอจะดีใจที่เห็นว่าคุณแม่หน้าตาดีนะ” เสียงหัวเราะจากชายตรงหน้าสะกิดความสงสัยของอวี้จื่อหลิน คุณแม่งั้นหรอ? ที่นี่ที่ไหนกัน ทำไมสำเนียงการพูดถึงแตกต่างจากแคว้นต้าเหรินยิ่งนัก แต่นางก็เข้าใจความหมายอย่างประหลาด ในใจของนางเริ่มยอมรับได้ ว่าเกิดเื่ประหลาดขึ้นกับตัวเองซะแล้ว
“ว่าแต่จะตั้งชื่ออะไรให้เธอละคะ? คุณเอาแต่เรียกยัยหนู ๆ ทั้งวัน มีชื่อในใจรึเปล่า?”
อวี้จื่อหลินมองสาวสวยตรงหน้าที่เอาแต่ตบลงบนก้นนิ่ม ๆ ของตัวเองเบา ๆ สร้างความเพลิดเพลินจนนางเคลิ้มจะหลับแล้วหลายรอบ ในใจของอวี้จื่อหลินเริ่มยอมรับสถานะใหม่ของตัวเองที่ได้มาอย่างสับสนงุนงง แม้จะเป็เื่ประหลาดและมหัศจรรย์มากเพียงใด แต่นางขอเวลาทำใจอีกซักพักหนึ่งเถิดนะ
“เมิ่งจื่อหลิน นั่นเป็ชื่อของลูกสาวเรา”
เมิ่ง? ตระกูลบ้านเดิมของท่านแม่งั้นหรือ
จื่อหลิน? ชื่อเดิมของนางใช่หรือไม่?
“จื่อหลินสินะคะ หนูชอบหรือเปล่า จื่อเอ๋อร์” เสียงนุ่มนวลของสตรีตรงหน้าทำให้อวี้จื่อหลินได้สติ นางส่งเสียงตอบรับไป สุดท้ายก็ได้ยินเพียงเสียงเล็ก ๆ ของเด็กทารกเท่านั้น ทำให้เด็กหญิงอายุ 8 หนาวอย่างนางทำใจได้ลำบากนิดหน่อย ก่อนจะปลงตกและรับความจริงว่าสถานะของตัวเองนั้นเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
เมิ่งจื่อหลิน
นางได้มาเกิดใหม่สินะ!