ไป๋ลู่คาดเดาว่าพวกพยาบาลและเ้าหน้าที่ก็คงมีหัวใจรักการซุบซิบอยู่ไม่น้อย ถึงได้ไม่ไล่ครอบครัวเสิ่นไปให้พ้นๆ
กลับปล่อยให้พวกเขาสามคนมายืนแสดงละครน้ำเน่านอกจอให้ดูกันฟรีๆ ตรงระเบียงทางเดินแบบนี้
“ซินลั่ว” อู๋ลี่ผิงเอ่ยเสียงเข้ม
“ลูกยังเด็ก การทำผิดเพราะความอิจฉาชั่วครู่ยังพอแก้ไขได้ โชคดีที่เสี่ยวลู่ไม่เป็อะไร แค่ลูกเข้าไปขอโทษน้องอย่างจริงใจ เสี่ยวลู่ต้องยกโทษให้แน่ อย่าปล่อยให้เื่มันบานปลายไปมากกว่านี้เลย!”
อู๋ลี่ผิงส่งสัญญาณให้เสิ่นซินลั่วรีบไปขอโทษไป๋ลู่เสียตอนนี้ยังพอมีทางรอด เพราะถ้าเื่ใหญ่โตขึ้นมา ต่อให้ตำรวจจะหาหลักฐานไม่ได้ แต่ถ้าชื่อเสียงของเสิ่นซินลั่วพังยับเยิน นั่นแหละคือจุดจบที่แท้จริงในวงการบันเทิง
เสิ่นซินลั่วถึงกับพูดไม่ออก ความเสียใจและสิ้นหวังถาโถมเข้ามาจนแทบทรงตัวไม่อยู่ “พ่อคะ แม่คะ หรือต้องให้หนูตายก่อน พ่อกับแม่ถึงจะเชื่อว่าหนูไม่ได้ทำจริงๆ?”
อู๋ลี่ผิงเริ่มลังเล “คุณคะ หรือว่าเสี่ยวลู่จะใส่ร้ายซินลั่วจริงๆ เพื่อแก้แค้นที่ซินลั่วเผลอทำเธอตกเนิน…”
ความดื้อรั้นของลูกสาวและความเข้าข้างอย่างไม่ลืมหูลืมตาของภรรยา ทำให้เสิ่นหยางหงโกรธจนเส้นเืบนหน้ากลายเป็สีเขียวขึ้นอย่างชัดเจน
ลูกกับภรรยาคิดว่าเขาตาบอดหรือไง ถึงมองไม่เห็นว่าไป๋ลู่ถูกกลั่นแกล้งและขัดแข้งขัดขาอยู่ตลอดเวลา?
ซินลั่วอาจยังเด็กและไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แต่อู๋ลี่ผิงจะไม่รู้ประสีประสาด้วยหรือไง!
ซินลั่วทำเงินได้เท่าไหร่? แล้วไป๋ลู่ทำเงินได้ตั้งเท่าไหร่! หนี้สินจากการพนันของที่บ้านมหาศาลขนาดไหน
อู๋ลี่ผิงลืมสมองไว้ที่บ้านรึไงนะ! ถ้าไป๋ลู่ตายไป ก็เท่ากับตัดทางทำมาหากินเลี้ยงพวกเราทั้งหมด แล้วหนี้หลายล้านนั่น ใครจะเป็คนหามาใช้คืน?
ในเมื่อมีคนพลุกพล่าน เสิ่นหยางหงจึงมีบางคำที่พูดออกมาไม่ได้ เขาทำได้เพียงจ้องมองลูกสาวด้วยสายตาเ็าแวบหนึ่งแล้วเดินจากไปทันที
เมื่อเห็นว่าแม้แต่พ่อแม่ยังไม่เชื่อใจ บวกกับสายตาเหยียดหยามของเ้าหน้าที่รอบข้าง และความจริงที่ว่าตำรวจกำลังเดินทางมา ถ้าเื่นี้แดงออกไป ภาพลักษณ์ของเธอในวงการและในสายตาประชาชนย่อมพินาศสิ้น...
ความกดดันจากการถูกปรักปรำและอนาคตที่ต้องเผชิญกับการถูกสังคมประณาม ทำให้เสิ่นซินลั่วหน้ามืดตามัว วิ่งเอาหัวชนกำแพงอย่างแรงจนเสียงดังสนั่น!
ปัง!!
เสิ่นหยางหงหันกลับมาเห็นร่างของลูกสาวกระเด็นหงายหลังจากแรงปะทะ ก่อนจะร่วงฮวบลงสู่พื้นราวกับใบไม้ที่ร่วงหล่น "ซินลั่ว!"
อู๋ลี่ผิงกรีดร้องลั่น ก่อนจะคุกเข่าประคองลูกสาวไว้ในอ้อมแขน "ซินลั่ว! ทำไมถึงทำแบบนี้ มีอะไรก็ค่อยๆ คุยกันสิลูก ทำไมต้องคิดสั้นแบบนี้ด้วย! ต่อให้ตายแล้วได้ความบริสุทธิ์คืนมา มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้วนะลูก! ลูกแม่ ฮือๆๆ!"
ไป๋ลู่ที่ซ่อนตัวอยู่ในผ้าห่มแสยะยิ้มสะใจ
การที่เสิ่นซินลั่วยอมตายเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ก็น่าเหลือเชื่ออยู่หรอก แต่อู๋ลี่ผิงนี่ปฏิกิริยาไวชะมัด
พูดจาเพียงไม่กี่คำก็ป้ายสีกลับมาว่าเธอเป็คนใส่ร้ายซินลั่ว แถมยังบีบให้ซินลั่วต้องตายเพื่อพิสูจน์ตัวเองเสียอย่างนั้น
คิดเหรอว่าจะให้แกสมหวังง่ายๆ? ไม่มีทาง!
ไป๋ลู่เลิกแกล้งตัวสั่นทันที เธอสะบัดผ้าห่มออกอย่างรวดเร็วก่อนจะลุกขึ้นนั่งคุกเข่าบนเตียง นัยตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย
ดวงตากวางน้อยที่เคยเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์คู่นั้น ตอนนี้กลับสูญเสียประกายไฟไปจนหมดสิ้น!
ไป๋ลู่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองกลุ่มพยาบาลรอบตัว เธอจงใจค้างท่านั้นไว้เล็กน้อยเพื่อให้ปาปารัสซี่แอบถ่ายภาพเด็ดได้ถนัดที่สุด
"เสี่ยวลู่... ไม่ได้... โกหก..."
พอเค้นเสียงพูดจบทีละคำ ร่างของไป๋ลู่ก็หงายหลังหมดสติลงบนเตียงทันที
"เร็วเข้า! ส่งห้องฉุกเฉินด่วน!"
ไป๋ลู่มีอาการประหลาดอย่างหนึ่งคือถ้าเธอแกล้งกลั้นหายใจ เธอจะหน้ามืดและเหงื่อแตกพล่าน ซึ่งมันเป็อาการข้างเคียงจากการที่เสิ่นหยางหงเคยขู่เธอจนขวัญเสียมาั้แ่เด็ก
แม้่เวลานั้น เด็กหญิงไป๋ลู่จะมีพร์และไหวพริบในการแสดงยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่เด็กก็ยังเป็เด็ก การถ่ายทำต่อเนื่องนานๆ ย่อมทำให้เหนื่อยและงอแงเป็ธรรมดา
ยิ่งคนเข้ามาช่วยกันปลอบ ก็ยิ่งงอแงหนักเข้าไปใหญ่ จริงๆ ตอนนั้นเธอแค่อยากพักผ่อนบ้าง การถ่ายทำที่ลากยาวสิบกว่าชั่วโมง แม้แต่ผู้ใหญ่ยังแทบจะทนไม่ไหวเลย
เมื่อเป็อย่างนั้น เสิ่นหยางหงจะพาเธอเข้าไปในรถตู้ที่เงียบเชียบตามลำพัง ก่อนจะเอาหมอนอุดจมูกและปากของเธอไว้ จนกระทั่งเธอเริ่มตาเหลือกและแทบจะขาดใจตาย เขาถึงจะยอมหยุดมือ
การกระทำทารุณที่ว่าไม่ทิ้งร่องรอยาแอะไรไว้ให้ใครเห็นเลยสักนิด
หลังจากผ่านประสบการณ์เดิมไม่กี่ครั้ง เธอก็กลายเป็เด็กว่าง่ายขึ้นมาทันที
“อยากนอนเหรอ? ได้สิ เดี๋ยวฉันจะให้นอนยาวแบบไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีกเลย”
ไม่ต้องให้เสิ่นหยางหงลงมือทำอะไรอีก แค่เขาส่งสายตามาเพียงแวบเดียว เธอก็จะรีบกัดฟันสู้ถ่ายทำต่อจนจบ
แม้เธอจะก้าวข้ามขุมนรกความกลัวที่เสิ่นหยางหงเคยขุดทิ้งไว้ไปไกลโขแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าผ่านมาหลายปี อาการข้างเคียงนี้จะยังคงอยุ่ บวกกับร่างกายที่อ่อนแอมากจากการาเ็ เธอเลยหมดสติไปจริงๆ
…
ไม่รู้ว่าเธอสลบไปนานแค่ไหน และเสิ่นซินลั่วที่เอาหัวชนกำแพงคนนั้นตายไปหรือยัง…
แต่ถ้าตายไปตอนนี้ ก็ถือว่าพระเ้าเมตตายัยนั่นเกินไปหน่อย
“อุ๊ย! เสี่ยวลู่ฟื้นแล้วเหรอคะ”
พยาบาลสองคนเดินเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นดวงตากลมอิ่มน้ำของไป๋ลู่ที่กะพริบปริบๆ หัวใจของพวกเธอก็แทบจะละลายลงตรงนั้น
ไป๋ลู่ส่งยิ้มหวานจนเห็นฟันกระต่ายสองซี่
รอยยิ้มนี้ทำเอาพยาบาลเกือบจะละลายซ้ำสอง
สมกับที่เป็เด็กน้อยในโฆษณาไอศกรีมที่ถ่ายทำมาั้แ่อายุ 7 ขวบจนถึง 18 ปี โฆษณาอาจจะเปลี่ยนรูปแบบไปทุกอย่าง ยกเว้นเพียงพรีเซ็นเตอร์ไป๋ลู่คนนี้
เหมือนกับประโยคยอดฮิตในโฆษณาที่ว่า ‘หนูโตมากับความน่ารักค่ะ!’
เธอช่างเป็ความน่ารักที่เติบโตมาอย่างมีคุณภาพจริงๆ
หลังจากยอมให้พยาบาลตรวจร่างกายแต่โดยดี ในที่สุดไป๋ลู่ก็ได้ลิ้มรสอาหารมื้อแรกเสียที
ข้าวสวยร้อนๆ หอมฉุย! มันช่างอร่อยเหลือเกิน!
แถมยังมีแต่ของโปรดของเธอทั้งนั้นเลยด้วย!
ไป๋ลู่นึกเข้าข้างตัวเองอย่างอารมณ์ดีว่า สงสัยคนทั้งโรงพยาบาลนี้คงจะเป็แฟนคลับของเธอไปหมดแล้วแน่ๆ อาหารมื้อนี้ถึงได้ถูกปากขนาดนี้
พอกินเสร็จ ไป๋ลู่ก็เริ่มอยากออกไปสูดอากาศข้างล่างบ้าง พยาบาลอาสาจะไปส่งแต่เธอกลับปฏิเสธ
“เสี่ยวลู่อยากอยู่คนเดียวสักพักค่ะ”
พยาบาลนึกถึงเหตุการณ์น่าสลดใจเมื่อวานขึ้นมาทันที
ชัดยิ่งกว่าเลนส์มาโครว่าครอบครัวเสิ่นไม่เคยมองเสี่ยวลู่เป็สมาชิกครอบครัวจริงๆ เลยสักนิด
ตลอดครึ่งเดือนที่เธอหมดสติไป พวกเขาก็แค่โผล่หน้ามาโชว์ตัวสร้างภาพวันละ 10 นาทีเพื่อปิดปากสื่อกับแฟนคลับไม่ให้ใครมาขุดคุ้ยเื่เน่าๆ ของตระกูลเสิ่นเท่านั้นเอง
เสี่ยวลู่ยังเด็กเกินไป เธอคงยังไม่เข้าใจเื่ซับซ้อนพวกนี้ แต่พวกแฟนคลับน่ะใจจะขาดแทนเมนตัวเองแล้ว อยากให้เสี่ยวลู่ตัดขาดกับครอบครัวปลิงดูดเืนี่จะแย่
ถ้าเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เสี่ยวลู่มองเห็นธาตุแท้ของคนบ้านเสิ่นได้ ก็คงจะเป็เื่ดีไม่น้อย
“อย่าไปไกลนะจ๊ะ ต้องกลับมาก่อนคุณหมอเย่จะราววอร์ดนะ” พยาบาลเข็นเธอไปส่งที่ลิฟต์พร้อมแนะนำบริเวณรอบๆ โรงพยาบาลให้คร่าวๆ
ชาติก่อนไป๋ลู่มีคนรู้จักทำงานในโรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้ เธอเลยรู้จักทุกซอกทุกมุมของที่นี่เป็อย่างดี
เธอค่อยๆ หมุนล้อรถเข็นไปตามทางเดินหินกรวด โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าตัวเองเริ่มออกนอกเส้นทางไปไกลพอสมควรแล้ว
เธอเพียง้าเวลาสงบๆ เพื่อเรียบเรียงความทรงจำทั้งหมด
ตอนนี้เธออายุ 18 ปี... ซึ่งห่างจาก่เวลาก่อนที่เธอจะตายตั้ง 10 ปีเชียวนะ
ความทรงจำหลายอย่างเริ่มเลือนลางไปบ้าง แม้แต่่เวลาของเหตุการณ์สำคัญๆ เธอก็จำได้ไม่ค่อยแม่นยำนัก
เมื่อไป๋ลู่เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เธอก็พบเรือนกระจกเปิดไฟสลัวๆ ดูอบอุ่น เธอชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ
ชาติก่อนคนรู้จักคนนั้นชอบมาคุยโม้โอ้อวดเื่เรือนกระจกที่นี่ให้ฟังบ่อยๆ
วันนี้เธอจะลองเข้าไปดูหน่อยสิว่า มันจะสวยงามเหมือนในนิทานอลิซอินวอนเดอร์แลนด์อย่างที่เขาร่ำลือกันไว้หรือเปล่า
ไป๋ลู่ออกแรงแขนหมุนล้อรถเข็นแล่นเข้าไปด้านในทันที
คนรู้จักคนนั้นไม่ได้โม้เกินจริงเลยสักนิด
ไป๋ลู่เข็นรถเข็นมองไปรอบๆ พลางหลงใหลในความงามที่ดูราวกับมีอยู่เพียงในเทพนิยายเท่านั้น
แล้วจู่ๆ…
“...พี่บ้าไปแล้วเหรอ? ข้างนอกนั่นไม่รู้มีคนอยากให้พี่ตายตั้งกี่คน กลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกระหืดกระหอบพลางพยายามรั้งตัวอีกฝ่ายไว้สุดแรง
“ไปให้พ้น! อย่ามาขวางฉัน!”
เสียงตวาดอย่างรุนแรงที่ดังแทรกขึ้นมาทำให้ไป๋ลู่ใจนสะดุ้งสุดตัว
เธอยังไม่ทันตั้งตัว ก็มีเสียงดัง ปัง! โครมคราม! ตามมาติดๆ
ไป๋ลู่มองตามเสียงนั้นไป เห็นผู้ชายสองคนล้มระเนระนาดอยู่ท่ามกลางเศษกระถางต้นไม้และกองดินที่แตกกระจายเกลื่อนกลาด ข้างๆ กันมีรถเข็นคันหนึ่งพลิกคว่ำอยู่
ไป๋ลู่อึ้งไปครู่ใหญ่
ดูเหมือนผู้ชายสองคนนี้จะทะเลาะเบาะแว้งกันจนไปกระแทกเข้ากับชั้นวางต้นไม้ ทำให้กระถางแตกกระจายและทั้งคู่ก็พลอยล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมๆ กัน
ผู้ชายคนหนึ่งสวมเชิ้ตสีดำสนิท ส่วนอีกคนสวมเชิ้ตสีขาวสะอาดตา
ชายสวมเชิ้ตขาวรีบกุลีกุจอเข้าไปพยุงชายสวมเชิ้ตดำให้ขึ้นไปนั่งบนรถเข็น แต่ชายสวมเชิ้ตดำกลับเหวี่ยงแขนไปมาด้วยโทสะแรงกล้า “วันนี้ใครหน้าไหนเข้ามาขวาง ฉันจะสั่งเก็บให้หมด!”
ชายสวมเชิ้ตขาวพยายามปราม “ใจเย็นๆ ก่อนนะ ผมไม่ได้จะขวาง—”
“ชู่ว!” ชายสวมเชิ้ตดำจ้องเขม็งมาทางที่ไป๋ลู่ซ่อนตัวอยู่ทันที
“มีคนแอบฟัง!”