บทที่ 10 แยกบ้านไม่ได้
“เด็ก ๆ ในหมู่บ้านเห็นกันเยอะแยะ ฉันไม่ได้มีความสามารถมากขนาดที่จะไปเป่าหูเด็ก ๆ ทุกคนให้ปรักปรำเธอได้หรอกนะ” เสิ่นทิงหงพูดยิ้ม ๆ
“คราวก่อนก็พูดไปแล้วว่าเื่นี้ไม่จบง่าย ๆ แน่ ตอนนี้พวกเรามาคุยกันเถอะ บ้านพวกคุณเลือกให้จัดการกันเองหรือจะไปแจ้งความ?”
จางซู่ฉินได้ยินคำนี้ก็ได้แต่คิดว่าเราจะไปแจ้งความไม่ได้ เธอจะมีหนทางอะไรได้อีกล่ะ
“จัดการเอง จัดการเอง!”
“เอาละ ในเมื่อป้าสะใภ้ใหญ่ตัดสินใจแล้วว่าให้จัดการกันเอง งั้นฉันจะไม่สร้างความลำบากให้พวกคุณแล้วกัน พวกเรามาพูดเื่ค่าชดเชยกันดีกว่า”
“อ๋อ! พูดถึงเื่ค่าชดเชยแล้ว จะว่าไปยัยหนูแสนสวยอย่างนีเอ๋อร์ของพวกเรายังเหลือรอยแผลเป็อยู่ ถ้าเกิดรักษาไม่หายขึ้นมา ไม่เท่ากับว่าเธอต้องเสียโฉมงั้นเรอะ?” เซียวเจี้ยนฟางพูด
“ค่า…ค่าชดเชย? ้าเท่าไหร่” จางซู่ฉินมีเงินเสียทีไหนกันเล่า ทุกสิ้นปีตอนที่หัวหน้าหมู่บ้านแบ่งเงินปันผล แม่สามีเธอก็แบ่งให้บ้านละ 2 หยวนก็นับว่าดีมากแล้ว เพราะแม่สามีบางคนไม่แบ่งให้แม้แต่เหมาเดียว
แต่ยังไงก็ได้กินอยู่ที่บ้านตระกูลเสิ่น ยังไม่ได้แยกบ้านออกไปพวกเราไม่มีทางอดตายแน่นอน ดังนั้นส่วนใหญ่จางซู่ฉินก็จะแบ่งเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ เอาไปช่วยเหลือบ้านแม่ตัวเอง
ค่าเล่าเรียนอะไรต่างเป็เงินกองกลาง ทั้งพ่อเฒ่าเสิ่นและแม่เฒ่าเสิ่นต่างก็เป็คนมีเมตตา ขอเพียงเด็ก ๆ ในบ้านใฝ่เรียนรู้ พวกเขาจะได้เรียนหนังสืออย่างแน่นอน แต่ถ้าผลการเรียนออกมาไม่ดีหรือว่าเ้าตัวไม่อยากเรียนเองก็จะไม่ได้เรียนต่อ เื่นี้ทุกคนถูกปฏิบัติเหมือนกัน ซึ่งก็ยุติธรรมดีแล้ว
ยกเสิ่นปี้เหลียนเป็ตัวอย่าง แน่นอนว่าเธอไม่อยากออกไปใช้แรงงานหนัก แต่เพราะคะแนนของเธอไม่ดี แม้แต่คุณครูยังบอกว่าเคี่ยวกร่ำเด็กคนนี้ต่อไปไม่ไหว เรียนต่อไปก็เหมือนเอาเงินไปโยนทิ้งน้ำ เธอจึงถูกเรียกตัวกลับมา
ทว่าคะแนนของเ้าของร่างเดิมนั้นดีมาก เลยยังได้เรียนหนังสือมาตลอด ตอนนี้เหลือเพียงปีการศึกษาสุดท้ายของชั้นมัธยมตอนปลาย เธอก็จะจบมัธยมปลายแล้ว
“เื่มีเงินหรือไม่มีเงินมันไม่สำคัญหรอก ยังไงเสียเธอก็ต้องพยายามหาเงินมาให้ได้” หลิวเยว่เอ่ยดักคออีกฝ่าย
พอคำพูดนี้หลุดออกจากปากหลิวเยว่ ถึงบ้านใหญ่ทั้งสามคนจะไม่เข้าใจ แต่อู๋อวิ๋นที่แอบดูความครึกครื้นอยู่ในห้องกลับพอจะเดาออก
เธออดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หลิวเยว่พูดแบบนี้คงไม่ได้กำลังคิดจะแยกบ้านหรอกนะ
ความจริงแล้วไม่มีลูกสะใภ้คนไหนไม่อยากแยกบ้าน ไม่อย่างนั้นที่ทำงานหนักทั้งปีก็เพื่อรอส่วนปันผลอันน้อยนิดงั้นเรอะ ครอบครัวไหนก็ย่อมไม่มีความสุขแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น เสิ่นทิงเหวินก็เริ่มทำงานมาแล้วสองปี พวกเขาต้องมีเงินเก็บแน่ ๆ อีกทั้งที่บ้านก็ยังไม่มีเื่ให้ต้องใช้จ่ายใหญ่โตจำพวกงานแต่งอะไร เงินเดือนเดือนละ 10 หยวน บวกกับเงินที่สะสมเอาไว้หลายปี อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีสักหลายร้อยหยวนได้
“สะใภ้สาม พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง?” พ่อเฒ่าเสิ่นเริ่มคาดเดาบางอย่างออก ถึงแม้จะไม่อยากพูดออกมาเวลานี้ แต่ว่าในฐานะหัวหน้าครอบครัวก็ยังต้องพูดออกมา
“พ่อคะ ความหมายของฉันออกจะชัดเจน พ่อก็รู้ว่าเื่นี้มันแย่ขนาดไหน ถ้าไม่ใช่เพราะนีเอ๋อร์ดวงแข็ง ตอนนี้ยังจะมายืนอยู่ตรงนี้ได้เหรอ อีกอย่างเื่นี้ก็มีคนเห็นตั้งเยอะแยะ ใช่ว่าฉันใส่ร้ายเสิ่นปี้เหลียนเสียหน่อย”
หลิวเยว่จ้องกลับไปยังพ่อเฒ่าเสิ่น ไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป พูดตรง ๆ เหมือนเทถั่วผ่านกระบอกไม้ไผ่ พูดทุกสิ่งที่เธออยากจะพูดออกมาจนหมด
“ตลอดมาฉันไม่ใช่พวกทำตัวเหนียมอาย พ่อแม่ก็รู้จักนิสัยของฉันดี เื่พวกนี้ก็ไม่ต้องไปถามต้าเฉียงแล้ว พวกเราสองปากท้องปรึกษากันดีแล้ว พวกเราไม่สามารถอยู่ในบ้านที่มีควันดำปกคลุมนี้ได้อีก”
หลิวเยว่มีความมั่นใจว่า เมื่อแยกบ้านก็ต้องแยกออกมาสร้างบ้านเป็ของตัวเอง จะไม่ไปอยู่รวมกันกับพวกเขาอีก ตอนนี้การสร้างบ้านก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร พอถึงเวลานั้นพี่ชายพี่สะใภ้ทางฝั่งแม่ก็จะมาช่วยกันหมด แล้วค่อยขอคนในหมู่บ้านให้มาช่วยอีกสักสองสามคน ไม่นานก็คงสร้างเรียบร้อย
“เฮ้ย ดูเหมือนครั้งนี้ภรรยาของเสิ่นต้าเฉียงจะโกรธเข้าจริง ๆ แล้ว ก่อนหน้านี้ใช่ว่าจะไม่เคยทะเลาะกัน ถึงแม้เธอจะมีนิสัยแบบนั้นก็ไม่เคยเอ่ยถึงเื่การแยกบ้าน”
“ใช่ไหมเล่า พูดแล้วก็เป็เื่ที่ลูกสาวบ้านต้าลี่นั่นก่อขึ้นมาเอง จิตใจชั่วร้ายตั่งแต่อายุยังน้อย เกรงว่าในอนาคตคงไม่สามารถหาคนดี ๆ มาแต่งด้วยได้…”
“ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าครอบครัวต้าเฉียงเห็นลูกสาวคนนี้เป็ดั่งแก้วตาดวงใจ แล้วยังจะทำเื่ชั่วร้ายแบบนี้อีก ถ้าฉันเป็คนบ้านต้าเฉียง ฉันก็จะแยกบ้าน ต้องอยู่ร่วมกับคนประเภทนี้ ฉันคงกลัวว่าจะได้ตายแบบไม่ทันรู้ตัวเข้าสักวัน”
“ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”
“....”
ครั้นได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากรอบด้าน สีหน้าของคนบ้านใหญ่ก็ยิ่งดูไม่ได้
“ไม่ได้ จะแยกบ้านไม่ได้!” พ่อเฒ่าเสิ่นยังไม่ทันพูดอะไร จางซู่ฉินก็ยอมแพ้ขึ้นมาก่อน
พ่อเฒ่าเสิ่นรู้สึกว่าลูกสะใภ้คนนี้ยังนับว่ามีด้านดี ๆ อยู่บ้าง สุดท้ายกลับได้ยินจางซู่ฉินะโออกมาว่า
“ถึงจะแยกบ้านก็ต้องแบ่งเงินในส่วนที่บ้านเราต้องใช้สู่ขอภรรยามาก่อนถึงจะแยกได้”
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนในที่นั้นหัวเราะเยาะเย้ยออกมา
เซียวเจี้ยนฟางก้าวออกมาตบหน้าจางซู่ฉินไปหนึ่งฉาด
“เดิมทีฉันอยากจะไว้หน้าบ้านพ่อสามีของลูกไว้บ้าง ต่อให้มาทุบตีเด็กนั้นก็จะไม่ลงมือกับพวกเธอ แต่เธอกลับทำตัวโง่เง่าจริง ๆ ฉันจะจัดการกับเธอยังไงดีนะ”
“บ้านเธอจะแต่งสะใภ้ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับบ้านลูกพวกเราด้วย วันนี้ฉันต้องเห็นครอบครัวลูกเขยฉันได้แยกบ้าน ต่อให้ลูกฉันไม่ติดใจเอาความ ยายแก่คนนี้ก็จะเป็คนไปแจ้งความเอง ดูซิว่าจะอธิบายเื่ฆ่าคนยังไง”
เสิ่นทิงหงอยากจะลุกขึ้นปรบมือให้กับคุณยายของเธอขึ้นมา ช่างเป็การตอกกลับที่ดีจริง ๆ ตอกกลับซะจนป้าสะใภ้ใหญ่ต้องร้องโอดโอย
แล้วก็เกิดความโกลาหลขึ้นอีกรอบ เื่แยกบ้านนี้ยังไงก็ต้องเรียกเสิ่นต้าหย่งกับอู๋อวิ๋นออกมาด้วย
“พวกเธอสองคนจะว่ายังไง” พ่อเฒ่าเสิ่นถามขึ้น
เสิ่นต้าหย่งไม่พูดอะไร ส่วนอู๋อวิ๋นก็ทำเป็ว่าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น แต่ความจริงแล้วพวกเขาทั้งคู่นั้นรู้ดี
“ได้ ถ้างั้นก็แยกเถอะ จริง ๆ แล้วก็ไม่ควรมาอยู่รวมกันแบบนี้ แยกไปแล้วเราสองคนจะได้มีเื่กวนใจน้อยลง” แม่เฒ่าเสิ่นถอนหายใจ ไม่ทันไรก็เกิดเื่เปลี่ยนแปลงมากมาย
พ่อเฒ่าเสิ่นพยักหน้าตกลง
“พ่อคะ แม่คะ ฉันพูดไว้ตรงนี้เลยนะ เป็ฉันที่ยกเื่แยกบ้านนี้ขึ้นมาพูด แต่ว่าต่อไปทั้งเื่ความกตัญญูตอบแทน อาหาร และเงิน ทั้งฉันและต้าเฉียงจะไม่ให้ขาดแม้แต่น้อย แต่ว่าพวกเรา้าแยกบ้านออกมาสร้างบ้านเอง ห้องเก่าที่นี่ก็ถือว่ายกให้พี่ใหญ่พี่รองค่ะ”
ความหมายของคำพูดนี้ก็ชัดเจน พวกเขา้าสร้างบ้านอยู่เอง พวกบ้านใหญ่บ้านรองจำเป็ต้องอาศัยอยู่ที่ห้องเดิมนี้ เื่แบ่งเงินควรแบ่งยังไงก็คงไม่ต้องพูดออกมาแล้ว
แต่ในบรรดาสะใภ้ทั้งสามคน ก็มีเพียงหลิวเยว่ที่ยืนกรานจะแยกบ้าน ต่อให้ต้องใช้เงินมากหน่อยก็ตาม ส่วนจางซู่ฉินกับอู๋อวิ๋นก็ไม่กล้าพูดอะไร
เพราะต่อให้แบ่งเงินมาให้พวกเธอเยอะขึ้นหน่อย พวกเธอก็ยังมีไม่พอไปซื้อบ้านใหม่
“งั้นเ้าสองก็ไปเชิญหัวหน้าใหญ่แล้วก็ผู้าุโของตระกูลมาหน่อย” พ่อเฒ่าเสิ่นพูดไปสูบบุหรี่ไป