การพบเจอยามเมื่อสายฝนโปรยปราย
ค่ำคืนนี้ฝนตกปรอยๆ สายของน้ำร่วงเป็เส้นเฉียงตัดกับแสงไฟตามท้องถนน สองข้างทางเดินเจิ่งนอง แสงไฟจากเบื้องบนส่องสลัวตามทาง แมวสีดำตัวน้อยเดินเนิบก้าวอย่างช้าๆ มาตามทางถนนแววตาของมันดูเงียบเหงาปนสงบราวกับกำลังแสวงหาความโดดเดี่ยว ความโดดเดี่ยวที่จะช่วยมันปลดปล่อยมันให้เป็อิสระจากจิตใจที่หนักอึ้งและการยึดติดทั้งปวงตัวของมันปียกปอน
ความจริงแล้วแมวน้อยตัวนี้ก็คือ เทพัจันทรา เอี้ยนเหม่ย ซึ่งในที่สุดเขาก็เดินทางผ่านกาลเวลามาถึงยุคนี้
เทพที่อยู่ในร่างของแมวตัวหนึ่ง เป็เทพที่ควบคุมวารีได้ดั่งใจนึก
เ้าแมวค่อยๆทรุดตัวหมอบลงนอนตรงเสาไฟฟ้าที่มีกองขยะตั้งเรียงรายอยู่
ความเหนื่อยล้าเข้าครอบงำ ยามนี้ตัวมัน้าเพียงสถานที่ที่สงบเพื่อพักใจเอี้ยนเหม่ยมีอายุมายาวนานเกินไป รู้จักสรรพสิ่งมากเกินไป ผ่านการต่อสู้มาเกินไป แต่มิสามารถทำใจให้ปล่อยวางเื่ราวได้ บางคราเขาดูดซึมเอาด้านมืดของคู่ต่อสู้เข้ามามากเกินไปนั่นคือความโชคร้ายประการหนึ่ง
ยิ่งเดินทางผ่านกาลเวลามาเท่าใด ยิ่งพบเจอเื่ราวความเลวร้ายมีอยู่ทุกยุคทุกสมัยมาเท่านั้น
เขาชิงชังความดำมืดที่อยู่ภายในใจของมนุษย์ เพราะสิ่งนี้เป็ต้นเหตุของเื่โง่ๆที่เจอมานับครั้งไม่ถ้วนเมื่อจิตใจที่ตกต่ำประสานกับอารณ์ที่คลุ้มคลั่งไร้การควบคุมฉันใด นั่นก็เป็สาเหตุที่เพียงพอที่จะทำให้คนผู้หนึ่งเปลี่ยนร่างจากมนุษย์ที่แสนดีกลายเป็ปีศาจที่โง่งมได้ฉันนั้น
แสงไฟจากไฟสาธาณะส่องสลัวอยู่เบื้องบน ตัดกับละอองฝนที่เริมจะซาลง
เขาหาใส่ใจไม่ ยังคงนอนนิ่งอยู่เช่นนั้น เปลือกตาสองข้างปิดสนิดไร้ความรู้สึกใดๆ
เขาเบื่อหน่ายและชาชินกับทุกสิ่ง้าเพียงอยู่แบบนี้ตลอดไป ไม่ข้องเกี่ยวกับผุ้ใด
เปลือกตาน้อยๆเมปิดลง ขอเพียงต้องงานนอนพักสักงีบ แล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่
สติของเขาค่อยๆเลือนลางทีละน้อย
“เ้าเหมียวน้อย” เสียงใสๆเสียงดึ่งดังขึ้น
หูของเอี้ยนเหม่ยกระดิกเล็กน้อยรุ้สึกได้ว่าเสียงนั้นดังอยู่แค่เบื้องหน้า
“แล้วหนูจะหนาวรึเปล่าเนี่ย ทำไมมานอนอยู่ตรงนี้คะ” เสียงนั้นยังคงถามต่อทั้งๆที่อาจจะรู้สึกได้ว่าคงจะไม่ได้รับคำตอบจากแมว
เอี้ยนเหม่ยค่อยๆลืมตามองก็เห็นเด็กสาวคนหนึ่งนั่งย่อเข่าลงกับพื้นทำท่าทางพยายามจะลูบหัวของเขาในมือของเธอถือร่มสีขาวโปร่ง สะพานกระเป๋าหนัง
“เชอะ แค่มนุษย์จอมวุ่นวาย รบกวนข้าอยู่ได้ ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง”เขาลอบคิดในใจพยายามจะหลับตาต่อทำท่าไม่สนใจ
เด็กสาวแววตาสดใสค่อยๆยื่นร่มเข้าไปเพื่อบังฝนให้เอี้ยนเหม่ยทำให้ตัวเธอโดนฝนเล็กน้อยพลางหยิบผ้าสีขาวผืนยาวพอประมาณออกมาจากกระเป๋าจากนั้นค่อยๆประคองแมวน้อยขึ้นมาแล้วห่อผ้าเอาไว้ก่อนที่จะยกขึ้นมาอุ้มไว้อย่างทะนุถนอม
เอี้ยนเหม่ยหาได้ทำตัวขัดขืนไม่
“เฮอะ ...อยากจะทำอะไรก็ทำไป เ้าพวกมนุษย์” เขาลอบคิดในใจอย่างเฉยชา
เด็กสาวยิ้มหน้าบานพลางอุ้มเ้าเหมียวเดินไปตามทางถนนก่อนที่จะเข้าไปในบ้านของเธอ
“เ้าแมวน้อย มาอยู่ด้วยกันกับ พิม นะ ต่อไปหนูจะมีบ้านแล้วน้าไม่ต้องทนหนาวทนเหงาอีกแล้ว”น้ำเสียงของเธอกระจ่างใสเต็มไปด้วยความห่วงใยและความจริงใจจนเอี้ยนเหม่ยััได้
แมวน้อยกระดิกหูเบาๆ ขณะที่ยังคงหลับตาพริ้มอยู่
เอี้ยนเหม่อยััได้ถึงกระแสของความดีงามที่อยู่ในใจของเด็กสาวคนนี้...แต่ แน่นอนว่าผู้ผ่านโลกมายาวนานเช่นเขาย่อมเห็นถึงก้นบึ้งของใจคนเป็อย่างดีใจคนที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายดั่งพลิกฝ่ามือ หากว่าใจดวงนั้นไม่มั่นคงในความดีเพียงพอสักวันหนึ่งก็อาจจะถูกความมืดเข้าครอบงำได้
ภาพที่เห็นในตอนนี้ก็คือ เด็กสาวหน้าตาสดใสคนหนึ่งกำลังอุ้มแมวที่นอนหลับอยู่เดินถือร่มท่ามกลางละอองฝนและแสงไฟสลัว อาจจะเป็โชคชะตาที่ได้ลิขิตให้ทั้งคู่มาเจอกันในค่ำคืนนี้
“อบอุ่นจัง” เอี้ยนเหม่ยรู้สึกถึงมัน
นับจากวันนั้นเป็ต้นมาเอี้ยนเหม่ยก็อยู่ข้างกายพิมมาตลอดความรักความผูกพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มค่อยๆก่อตัวขึ้นทีละน้อย มีความใส่ใจต่อกันจนแมวน้อยยอมที่จะเชื่อใจมนุษย์คนนี้อย่างหมดหัวใจ
แต่ ...ดั่งชะตาฟ้ากลั่นแกล้งเมื่อพิม มีโรคประจำตัวที่รักษาไม่หาย
เธออาจจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกไม่นานนักและแมวน้อยก็ััได้ถึงความผิดปกตินี้
เอี้ยนเหม่ยตัดสินใจครั้งสุดท้าย...
เขามอบพลังของทวยเทพให้หญิงสาวเพื่อต่ออายุของเธอและรักษาโรคร้ายโดยที่ตนเองรู้อยู่แก่ใจว่าหากทำเช่นนี้แล้วดวงิญญาของเขาย่อมจะสูญสลายไปเขายอมเสียสละทุกอย่างที่มีเพื่อเด็กสาวคนดีของเขา
พิมหายดีเป็ปกติ ...โดยที่เธอไม่รู้แม้แต่น้อยว่าแมวที่เธอเก็บมาเลี้ยงได้ช่วยชีวิตของเธอเอาไว้โดยการสละชีวิตของตัวมันเอง
หลังจากนั้นไม่นานแมวน้อยเอี้ยนเหม่ยก็หลับตาลงอย่างสงบ
ขอบคุณ...สำหรับสิ่งดีๆทุกอย่าง
ลาจากกันชั่วนิรันดร์