“ท่านแม่ วันนี้มีแขกหรือขอรับ”
สาวใช้ซับเหงื่อให้เขาสองสามครั้งชายหนุ่มก็โบกมือให้นางถอยออกไป แล้วหันไปมองหญิงสาวที่นั่งสงบนิ่งอยู่ด้านข้าง
หมิงเป่าจูขยับลูกตาเล็กน้อยอย่างที่แทบจะสังเกตไม่ทันเขายังจำนางไม่ได้ นับว่าเป็นเรื่องดี
ทว่ายังไม่ทันยินดีได้นานนักบุรุษอีกคนก็ร้องทักเสียงสูงพ่นออกมาสองคำที่ทำให้นางใจหายวาบ
“เจ้านี่เอง!”
หวังเฉินจำได้ทันทีว่าดรุณีน้อยที่นั่งอยู่ตรงนั้นคือสตรีที่เคยปะทะกับเยี่ยนเอ๋อร์ที่หอหมื่นสมบัติในวันนั้น
หาใช่เพราะนางมีอะไรพิเศษจนทำให้เขาจดจำได้มาถึงตอนนี้แต่เป็นเพราะหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่เขาไปที่หอชุ่ยเซียง เยี่ยนเอ๋อร์ก็จะเอาแต่พร่ำบ่นกรอกหูเขาไม่หยุดว่าเสียดายชุดใหม่ของนางชุดนั้น
พอได้ยินบ่อยเข้าเขาก็เริ่มเอือมระอา เวลาไปที่หอชุ่ยเซียงไม่เพียงแต่ไม่เลือกป้ายของนางอีก ยังพลอยเดียดฉันท์ไปถึงหญิงสาวที่เอ่ยถึงนาง
ในที่สุดเขาก็ได้อยู่อย่างสงบสุขมาช่วงหนึ่งสงบจนเกือบลืมเรื่องนี้ไปแล้ว ไม่นึกว่าคนผู้นี้จะปรากฏตัวต่อหน้าเขาอีก!
นางมาอยู่ในเรือนกลางทะเลสาบของซางฮูหยินได้อย่างไร?
หรือว่านางมีความสัมพันธ์อันใดกับซางฮูหยิน?
“หวังเฉินเจ้ารู้จักนางหรือ” เหยียนเฟิงเลิกคิ้วพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
สตรีผู้นี้ดูอ่อนเยาว์มากรูปโฉมก็พอจะเข้าตาอยู่บ้าง แต่มิอาจกล่าวได้ว่าสวยสะคราญ ไม่ใช่รสนิยมของหวังเฉินเสียหน่อยดูอย่างไรทั้งสองคนก็ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้
“เจ้าลืมแล้วหรือหอหมื่นสมบัติ ต้นตี้สือ!”
เขาก็ว่าอยู่ เหตุใดเหยียนเฟิงถึงไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยที่แท้ก็จำนางไม่ได้ จึงพูดเตือนสติออกไป
“เป็นเจ้า!”
เหยียนเฟิงหรี่ตาลงความทรงจำค่อยๆ ผุดขึ้นมาทีละน้อย
ไม่ผิดแน่ นางคือคนที่ชนเข้ากับหญิงคณิกาของหอชุ่ยเซียงที่หอหมื่นสมบัติ ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่ต้นตี้สือนางก็ยังเป็นผู้นำออกมาประมูลขาย
ไม่สิ เหตุไฉนเขาจำได้ว่านอกจากนี้แล้วตนเองยังเคยพบนางที่อื่นอีกด้วย
จริงสิ!
“เทศกาลจงหยวน!”
วันเทศกาลจงหยวนเขาไม่มีอะไรทำ รู้สึกเบื่อหน่าย เกิดนึกอยากไปเที่ยวอำเภอติ้งเหลียง แต่ไม่ชอบความพลุกพล่านบนท้องถนนกับกลิ่นเหงื่อของชาวบ้านที่เบียดเสียดกันอยู่
จึงพาผู้ติดตามเลี้ยวเข้าไปในตรอกเล็กๆเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็พบว่ามีคนกำลังทะเลาะวิวาทกันอยู่
เดิมทีแค่อยากชมความครึกครื้นเท่านั้นแต่พอเหลือบไปเห็นคนสองคนที่หลบอยู่หลังต้นเสาข้างทางก็เหมือนตกอยู่ในภวังค์
เขาไม่ได้มองอีกคนอย่างละเอียดนักเพียงแค่รู้สึกว่าคุ้นตายิ่ง แต่ยังไม่ทันได้ตรึกตรอง สายตาก็ถูกอีกคนดึงดูดเข้าอย่างจัง
หญิงสาวผู้นั้นดูบอบบางมองไปยังคนกลุ่มที่กำลังชกต่อยกันอยู่เบื้องหน้าด้วยน้ำตาคลอเบ้า เห็นแล้วชวนให้เวทนาสงสารทำให้เขาเกิดความรู้สึกอยากปกป้องขึ้นมาในทันใด
จึงสั่งให้ผู้ติดตามออกไปช่วยคนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่บิดาจัดหาไว้ให้คอยคุ้มครองเขาเป็นพิเศษ ทักษะการต่อสู้ย่อมไม่ธรรมดาจัดการกับอันธพาลไม่กี่คนหาใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง
ไม่นานนัก คนเหล่านั้นก็ถูกซัดจนหมอบกับพื้นแต่ผลปรากฏว่าหญิงงามผู้นั้นกลับเดินตามนางไป
หลังจากเกิดเรื่องเขาก็ให้คนไปสืบจนรู้ว่าหญิงสาวคนนั้นชื่อหลี่อวิ๋น ‘เต้าหูซีซือ’ คนดังประจำท้องถิ่น
เดิมทีเขาตั้งใจว่าถ้ามีเวลาว่างจะไปหานางสักครั้งใครจะรู้ว่าอาการป่วยของท่านแม่จะทรุดหนักลง เขาจึงพักเรื่องไปหาหลี่อวิ๋นไว้ก่อนชั่วคราว
“เฟิงเอ๋อร์เจ้ารู้จักท่านหมอหมิงด้วยหรือ” ซางรั่วฉินเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“ต้นตี้สือที่ผสมลงไปในยาให้ท่านแม่คราวก่อนนางเป็นคนนำไปขายให้หอหมื่นสมบัติขอรับ” เหยียนเฟิงตลบชายอาภรณ์นั่งลงอย่างสบายๆ “ท่านเรียกนางว่าท่านหมอหมิง?”
“ใช่สิ นางคือหมอที่จี้ฟางแนะนำข้ามา”
ไม่นึกเลยว่าจะมีวาสนาต่อกันเช่นนี้ซางรั่วฉินเบิกตากว้าง มองไปยังหมิงเป่าจู
โชคดีที่มีต้นตี้สือต้นนั้นหาไม่แล้วนางคงไม่อาจยื้อชีวิตมาถึงวันนี้
เหยียนเฟิงกับหวังเฉินมองหน้ากันทั้งสองคนหัวเราะออกมา ก่อนจะหันไปมองหมิงเป่าจูพร้อมกัน
เด็กสาวจากบ้านนอกคนหนึ่งขยับตัวนิดเดียวก็กลายเป็นท่านหมออย่างไม่น่าเชื่อ ช่างน่าสนใจยิ่งนัก
หมิงเป่าจูกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอหลบเลี่ยงสายตาหยอกเย้าของทั้งสอง หันไปยิ้มบางๆ ให้ซางรั่วฉิน แล้วเอ่ยอย่างลังเล“จี้ฟางที่ท่านกล่าวถึงคือ...”
ในใจของนางมีการคาดคะเนหนึ่งผุดขึ้นมารอการยืนยัน
“ก็คือฮูหยินใหญ่แห่งจวนสกุลชวีอย่างไรเล่าได้ยินนางเล่าว่าเจ้ารักษาบุตรชายของนางจนหายดีแล้ว”
“...” ครานี้มีคนเข้ามาเกี่ยวข้องไม่น้อยนางจึงขบคิดไม่ทันไปชั่วขณะ
“เจ้ารักษาชวีเชินจนหายดีแล้ว!”เหยียนเฟิงลุกพรวดพราดขึ้นมาทันที คราวนี้เขาตกตะลึงอย่างแท้จริง
ตั้งแต่เกิดมาเขาเพิ่งเคยได้ยินว่ามีคนสามารถรักษาโรคฝีในท้องให้หายได้จะไม่ให้ประหลาดใจได้อย่างไร!
ถ้าแม้แต่ชวีเชินยังรักษาหาย...“เจ้ารีบตรวจอาการให้ท่านแม่ข้าเร็วเข้า!”
เหยียนเฟิงก้าวเท้ายาวๆเข้าไปเบื้องหน้าหมิงเป่าจู จับแขนของนางแล้วลากไปทางซางรั่วฉิน
“นี่เจ้า...”
หมิงเป่าจูถูกดึงจนซวนเซเกือบชนเข้ากับมุมโต๊ะสี่เหลี่ยมข้างหน้าเสื้อผ้าก็ถูกกระชากเกือบจะขาด จึงรีบดึงแขนตนเองกลับ
“เฟิงเอ๋อร์ปกติแม่สอนเจ้าอย่างไร!” ซางรั่วฉินส่ายหน้า แววตาเต็มไปด้วยความไม่เห็นด้วย
“ท่านแม่ แม้แต่ชวีเชินนางยังรักษาหายโรคของท่านต้องไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน!” ดวงตาของเหยียนเฟิงเป็นประกาย ในที่สุดก็มีความหวังแล้ว
“ท่านหมอหมิงข้ามิได้มีเจตนาปิดบัง ที่เชิญเจ้ามาในวันนี้ก็คืออยากให้เจ้าช่วยดูอาการป่วยของข้าขออภัยที่เสียมารยาท โปรดอภัยให้ข้าด้วย”
ซางรั่วฉินกล่าวขอโทษขอโพยหมิงเป่าจูด้วยความจริงใจแต่กลับทำให้เหยียนเฟิงไม่พอใจ
“แค่หมอคนหนึ่งท่านแม่จะไปขอโทษนางทำไม อย่างมากก็แค่ให้เงินเพิ่มหลังจากรักษาหาย ไหนเลยจะควรค่าให้ท่าน...”
เหยียนเฟิงสะบัดแขนหมิงเป่าจูออกท่าทีดูถูกเหยียดหยามเป็นที่สุด สีหน้ายโสโอหังบดบังความหล่อเหลาไปจนหมดสิ้น
“ผู้น้อยความสามารถอ่อนด้อยวิชาแพทย์ก็รู้แค่เพียงผิวเผิน” หมิงเป่าจูแค่นเสียงเย็นชา ทว่ากลับเอ่ยด้วยท่าทีถ่อมตน
ทันทีที่พูดจบ ก็เห็นเหยียนเฟิงแสดงท่าทีอย่างที่คาดไว้เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างดูแคลน
“โรคของฮูหยินข้ารักษาหายได้แน่นอนสามารถพักไว้ก่อนชั่วคราวได้ แต่ดูท่าอาการป่วยของคุณชายเหมือนจะไม่เบา หากชักช้าจะไม่ทันกาลให้ผู้น้อยตรวจชีพจร และจ่ายยาให้ก่อนดีหรือไม่”
“เจ้า!”
เหยียนเฟิงโกรธจนพูดไม่ออกถูกนางตอกกลับจนจุกอก
แต่ในเวลานี้เขากลับจนปัญญาไม่รู้ว่าจะโต้กลับอย่างไร ได้แต่ใช้นิ้วชี้หน้าอีกฝ่าย สายตาแข็งกร้าวราวกับต้องการจะกลืนนางทั้งเป็น
“บังอาจ!”หวังเฉินตวาดเสียงดัง “เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังพูดกับใครอยู่”
“คุณชายเหยียนเฟิงบุตรชายคนเดียวของท่านคหบดีเหยียน หลานชายแท้ๆ ของท่านเจ้าเมืองเล่อชวน”
หมิงเป่าจูก้าวไปข้างหน้าอย่างแผ่วเบาหมุนทั้งตัวไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย ดวงตาทั้งสี่ประสานกันนัยน์ตาของคนหนึ่งเยือกเย็นสงบนิ่ง ส่วนนัยน์ตาของอีกคนเต็มไปด้วยความโกรธเคือง
“เมื่อรู้แล้วยังกล้าพูดจาเช่นนี้กับข้าไม่กลัวสักนิดจริงหรือ”
สีหน้าของเหยียนเฟิงดำทะมึนหากนางไม่รู้ก็แล้วไป ในเมื่อรู้ฐานะของเขาแล้วยังกล้าท้าทายเขาต่อหน้า ไปกินหัวใจหมีดีเสือดาวมาจากไหน!
“กลัว แน่นอนว่ากลัว”หมิงเป่าจูเลิกคิ้วขึ้น “แต่ถึงแม้คุณชายเหยียนจะสังหารข้า ข้าก็ไม่ยอมอยู่ดี”
“ไม่ยอมอย่างไร”เหยียนเฟิงกอดอก จ้องมองนางอย่างเย็นชา เขาอยากรู้จริงๆ ว่านางจะตอบว่าอย่างไร
“ทรัพย์สินเงินทองทั้งปวงของจวนสกุลเหยียนล้วนเป็นท่านคหบดีเหยียนหามา ตำแหน่งเจ้าเมืองเล่อชวนก็เป็นสิ่งที่ใต้เท้าซางได้มาจากการสร้างคุณงามความดีคนที่อาศัยอำนาจและทรัพย์สินเงินทองของผู้อื่นมาอวดเบ่งบารมี นับเป็นความสามารถอันใด!”
ดวงตาของหมิงเป่าจูเปล่งประกายฉายแววท้าทายแต่หัวใจกลับเต้นระรัวไม่หยุด นางกำลังวางเดิมพัน เสี่ยงว่าเขาจะไม่กล้าแตะต้องตนเองด้วยอารมณ์หุนหันพลันแล่นเพราะเห็นแก่สุขภาพของซางฮูหยิน ถึงได้กล้าเหิมเกริมไม่หวั่นเกรงเช่นนี้