รอยยิ้มในดวงใจ
“ลุงสน ลุงสนจ๊ะ ช่วยยกปิ่นโตกับชุดสังฆทาน ไปไว้ในรถที เดี๋ยวดอกไม้ธูปเทียนฉันจะถือไปเอง “เฟื่องระย้าบอก
“ให้แพรช่วยนะคะลุง “
“ไม่เป็ไรครับ คุณแพร กระผมถือเองดีกว่า “ลุงสนบอกอย่างเกรงใจ
“แพรช่วยถือปิ่นโตกับดอกไม้ธูปเทียนเอง สวนลุงสนก็ถือถังสังฆทาน จะได้ไม่ต้องเดินหลายเที่ยว พี่เฟื่องไม่ต้องถือหรอกค่ะ เดี๋ยวแพรถือไปเอง “แพรแสดงความมีน้ำใจ”
“ไม่ต้องก็ได้จ้ะน้องแพร “เฟื่องระย้าเอ่ยอย่างเอ็นดู
“ไม่เป็ไรค่ะพี่เฟื่อง แค่นี้เองค่ะพี่เฟื่อง มันไม่หนักหนาสาหัสอะไรหรอกค่ะ “แพรพิมพ์กล่าวอย่างอ่อนโยน แล้วคว้าปิ่นโตกับชุดดอกไม้ธูปเทียนมาถือไว้ เดินนำหน้าลุงสนไปที่รถ
“น้องแพรนี่น่ารักจังนะ นิสัยใจคอก็ดี “เฟื่องระย้า เอ่ยปากชมแพรพิมพ์ เมื่อจันทร์แขเดินมาสมทบ
“ค่ะพี่เฟื่องใครอยู่ใกล้ด้วยเป็ต้องรัก ต้องหลงทุกคนไป ก็ความน่ารักอ่อนหวานของแพรนี่แหละค่ะ ทำให้ชีวิตเกิดความวุ่นวาย อยู่จนทุกวันนี้ไงคะ แขสงสารแพรเหมือนกัน แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับตัวของเเพรด้วยเหมือนกัน “
จันทร์แขบอกกับพี่สะใภ้ของเธอ ขณะที่หญิงสาวกุลีกุจอ ให้ความช่วยเหลือลุงสนอย่างกระฉับกระเฉง
“ไปขึ้นรถกันเถอะ ทุกคนมากันพร้อมแล้ว “เฟื่องระย้าบอก
ทุกคนจึงเดินไปขึ้นรถ ที่จอดรออยู่ที่ลานหญ้าหน้าบ้าน ทุกคนในรถดูมีความสุข หยอกล้อกันไปมา แพรพิมพ์ก็มีอารมณ์ร่วมด้วยบางครั้งเท่านั้น เพราะในใจยังหวนคิดถึงเื่ราวต่าง ๆ ที่ผ่านมา ซึ่งเธอเองก็จะพยายามทำใจให้ยอมรับมัน แต่ภาพที่ศิลามาบอกลาเธอ กลับฝังแน่นในใจพยายามที่จะลืม แต่ก็ทำไม่สำเร็จสักที สาเหตุเหล่านี้มักจะทำให้เธอเกิดความหม่นหมอง ความเศร้าใจ เมื่อหวนคิดเื่นี้ทีไร ความรู้สึกเหล่านี้มักจะวิ่งเข้ามาครอบงำจิตใจ ของเธออยู่เนือง ๆ ลุงสนเลี้ยวรถตรงช่องทางแคบ ๆ ที่ทางการได้มาเปิดช่องทางไว้ เพื่อใช้เป็เส้นทางในการสัญจร
“ทำไมถึงขรุขระแบบนี้ละคะพี่อาทิตย์ นี่มันถนนบนดวงจันทร์ชัด ๆ “จันทร์แขถาม ในขณะที่ตัวโยกไปโยกมา ตามแรงของล้อรถที่บดกระทบกับหินลูกรัง เพราะความขรุขระของถนน เนื่องจากทางการยังไม่ได้ ทำการปรับพื้นถนนให้เรียบ
“ทางเขาเพิ่งเบิก ก็เป็อย่างนี้แหละ แต่ก่อนทางนี้ไม่มีนะ ถ้าจะไปสำนักสงฆ์ที ก็ต้องขับรถอ้อมเขาไปอีกด้านหนึ่ง แล้วก็ต้องเดินเท้าเข้าไปประมาณ สองสามกิโล ถึงจะถึงสำนักสงฆ์ “อาทิตย์อธิบายให้น้องสาวฟัง
“แล้วพี่อาทิตย์รู้ได้ยังไงครับ ว่าที่นี่มีสำนักสงฆ์ “พงศ์เกษมถามอย่างสงสัย
“พี่ไม่รู้หรอก เื่มันเป็อย่างนี้ “อาทิตย์เริ่มเล่าเื่การตั้งสำนักสงฆ์ให้ทุกคนในรถฟัง
" ชาวบ้านเขามาหาของป่ากัน เขาเดินผ่านถ้ำแห่งนี้ เห็นมีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ เลยเดินเข้าไปกราบไหว้แล้วพูดคุยสนทนากับท่าน ชาวบ้านคนนั้นได้มาปรึกษาหารือกับคนในหมู่บ้าน ว่าน่าจะนิมนต์ให้ท่านอยู่ที่นี้เสียเลย เวลาทำบุญก็ได้ไม่ต้องเดินไปกันไกล ๆ ในหมู่บ้านเราก็ไม่มีวัดวาอารามด้วย จะทำบุญกันทีก็ลำบากลำบน ทุกคนจึงเห็นพ้องกัน และมอบหน้าที่ให้กำนันเป็คนไปเจรจา และนิมนต์ท่านให้อยู่ที่นี่เสียเลย เมื่อท่านตอบตกลง ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันคนละไม้คนละมือ ใครมีแรงออกแรง ใครมีเงินออกเงิน ใครจะออกเป็ข้าวปลาอาหารก็ไม่ผิดกติกา หรือจะออกทั้งเงินและแรงก็ไม่ว่ากัน จนสำเร็จเป็สำนักสงฆ์อย่างที่เห็นอยู่ในทุกวันนี้
“อ๋อ! เป็อย่างนี้นี่เอง “พงศ์เกษมพยักหน้าหงึก ๆ
“พี่รับรองเลยนะว่า ถ้าไปสำนักสงฆ์ที่นี่แล้ว ทุกคนจะต้องชอบ และจะต้องเริ่มใส พระที่จำพรรษาอยู่ที่นี่ อย่างแน่นอน “อาทิตย์คุยอวดให้ทุกคนรู้
“จริงหรือ “จันทร์แข ยื่นหน้ามาพูด หยอก ๆ พี่ชาย
“พี่มาเห็นครั้งแรก พี่บอกตรง ๆ ว่าพี่เลื่อมใสมาก ตอนแรกท่านจะธุดงค์ไปเรื่อย ๆ แต่ชาวบ้านเห็นควรว่า น่าจะนิมนต์ให้ท่านอยู่ประจำเสียเลย เพราะบริเวณนี้ก็ไม่มีวัดมีวา ถ้าจะทำบุญก็ไม่ต้องลำบากลำบน ไปทำบุญทำทานกันในเมือง “
“มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ที่นี่กี่รูปคะ “จันทร์ถาม อย่างไม่้าคำตอบเท่าไหร่นัก
“พี่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามีกี่รูป “อาทิตย์ตอบสั้น ๆ
“จวนจะถึงแล้ว นั่นไงกุฏิท่าน “อาทิตย์ชี้ให้ทุกคนดู
ทุกคนต่างชะเง้อชะแง้มองตามที่อาทิตย์บอก
“ไม่เห็นมีกุฏิพระสักหลังเลยพี่อาทิตย์ “จันทร์แขทำหน้าฉงน เพราะมองหาเท่าใดก็ไม่เห็นกุฏิสักหลัง
“ท่านเอาถ้ำทำเป็กุฏิ ต่างหากล่ะ”
“อ้าว! แล้วก็ไม่บอก ปล่อยให้แขมองจนเมื่อยตา “จันทร์แขบ่นกระปอดกระแปด
ลุงสนขับรถมาได้สักพัก จึงค่อย ๆ เลี้ยวรถแล้วแล่นมาจอดตรงบริเวณเชิงเขา ซึ่งมีทางเดินเล็ก ๆ ทอดยาวไปยังปากถ้ำ บริเวณรอบๆ ด้านหน้าถ้ำ ถูกปกคลุมไปด้วยพรรณไม้ล้มลุกหลากหลายชนิด แต่เมื่อเดินเข้าไปสักครู่ ก็เริ่มเข้าสู่เขตไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ หลากหลายพันธุ์ จึงทำให้บริเวณทางเดิน และบริเวณปากถ้ำ ดูร่มรื่นร่มเย็น ทางเดินเข้าไปนั้น เป็ทางปูนลาดยาวเข้าไปจนถึงปากถ้ำ สองข้างทางปูน ถูกปลูกด้วยดอกไม้ หลากสีหลากหลายพันธุ์ จึงทำให้ดู สวยงามและ สบายตาสบายใจ
“ไปกันเถอะใกล้เวลาฉันท์เพลแล้ว หลวงพ่อคงอยู่ข้างใน “อาทิตย์บอก
ทุกคนช่วยกันถือข้าวของที่เตรียมมา คนละไม้คนละมือ พากันเดินตามอาทิตย์ไปตามทางเล็ก ๆ ที่ทอดยาวไปถึงปากถ้ำ
ภายในถ้ำเป็ลานกว้าง แลดูสะอาดตา อากาศเย็นสบาย ทุกคนก็ก้มลงกราบพระพุทธรูป ที่ตั้งเป็องค์ประธานอยู่ในถ้ำ แสงสว่างจากตะเกียง จัดตั้งไว้ใกล้องค์ท่าน เมื่อแสงสาดกระทบองค์พระ ยิ่งช่วยสร้างความสง่างามของ องค์พระพุทธรูปให้น่าเริ่มใสมากยิ่งขึ้น เมื่อกราบพระเรียบร้อยแล้ว ทุกคนจึงหันมากราบหลวงพ่อ
“เจริญพรเถอะโยม “หลวงพ่อกล่าว
“วันนี้ท่านอยู่รูปเดียวหรือขอรับ “อาทิตย์ถาม เมื่อเห็นหลวงพ่อนั่งอยู่รูปเดียว
“เดี๋ยวคงมา ท่านยังไม่ออกจากสมาธิ “หลวงพ่อบอกเมื่อเห็นอาทิตย์ กำลังมองหาใครบางคนอยู่
“ขอรับ หลวงพ่อนี้น้อง ๆ ของผมขอรับ ชวนมาเที่ยวที่บ้าน ก็เลยชวนมาทำบุญด้วยกันขอรับ “
หลวงพ่อมองดูทุกคน ด้วยแววตาเมตตาปรานี แล้วมาหยุดมองที่เสือน้อย เพ่งมองแล้วยิ้มให้อย่างเอ็นดู
“หลานชายของกระผมขอรับ “อาทิตย์อวด
“น่ารักมาก “หลวงพ่อชม ด้วยความเมตตาปรานี
“ดิฉันขอตัวไปจัดอาหารก่อนนะเ้าคะ ใกล้เวลาจะฉันท์แล้ว “เฟื่องระย้า ขออนุญาตขณะที่มองนาฬิกาที่ข้อมือ
“แพรไปช่วยจัดด้วยค่ะ “
“แขไปด้วย “
สามสาวจึงเดินเลี่ยง ไปตรงบริเวณที่วางข้าวปลาอาหารไว้ แล้วช่วยกันจัดสำรับอาหาร โดยปล่อยให้ผู้ชายนั่งสนทนาธรรมกับหลวงพ่อไป
“ท่านมานู้นแล้ว “หลวงพ่อบอกอาทิตย์
พระรูปที่อาทิตย์มองหาอยู่เมื่อครู่นี้ กำลังเดินมาด้วยท่าทาง สำรวมและสงบนิ่ง เมื่อท่านเดินใกล้เข้ามาจนเห็นได้ถนัดตา
“ท่าน! “พงศ์เกษมถึงกับอุทาน ด้วยความตื่นเต้นและดีใจ ระคนความแปลกใจและคาดไม่ถึง เขาก้มลงกราบทันที เมื่อพระรูปนี้ นั่งที่อาสนะเรียบร้อยแล้ว
“พงศ์ รู้จักท่านด้วยหรือ “อาทิตย์ถามเบา ๆ อย่างแปลกใจ
“ครับพี่ “พงศ์เกษมบอก
“กระผมดีใจมากเลยขอรับ ที่ได้มาพบท่าน ผมนึกว่าชาตินี้ จะไม่มีโอกาสเจอท่านอีกแล้ว “พงศ์เกษมบอก ทั้ง ๆ ที่ยังไม่หายตื่นเต้น
“โยมสบายดีหรือ “
พระสงฆ์รูปที่มาใหม่ ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบและสงบ แล้วเบนสายตาไปจับจ้องใบหน้าน้อย ๆ ของเด็กชาย ที่นั่งอยู่กึ่งกลางระหว่าง อาทิตย์กับพงศ์เกษม
“เสือน้อย กราบหลวงพ่อเสียลูก “พงศ์เกษมบอก
“โตขึ้นมาก “ท่านพยายาม สงบสติอารมณ์ไม่ให้ฟุ้งซ่าน
“เข้าไปกราบหลวงพ่อใกล้ ๆ ซิเสือน้อย “พงศ์เกษมบอกหลาน
เด็กน้อยค่อย ๆ คลานเข้าไปใกล้ ๆ แล้วก้มกราบตามที่พงศ์เกษมบอก อย่างว่านอนสอนง่าย
ภิกษุสงฆ์รูปนี้ค่อย ๆ เอามือลูบศีรษะเด็กน้อยอย่างทะนุถนอม ด้วยหัวใจรักที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย ความคิดบางอย่างแวบมาที่หัวใจ
ท่านอยากจะกอดเด็กน้อยคนนี้เหลือเกิน แต่ก็ต้องห้ามใจเอาไว้ เพราะเวลานี้ท่านอยู่ในผ้าเหลือง ซึ่งจะต้องสำรวมกิริยาไว้ เสือน้อยค่อย ๆ ถอยกลับมานั่งที่ตามเดิม เด็กน้อยนั่งมองพระสงฆ์รูปนี้ ด้วยความสงสัย เหมือนกับว่าตัวเองเคยเห็นท่านมาก่อน
“อาหารมาแล้วขอครับ เฟื่องเอามาทางนี้เลยครับ “อาทิตย์บอกภรรยาให้ยกอาหารมา
สามสาวจึงยกถาดอาหารและดอกไม้ธูปเทียน เดินเข้ามาหาตามคำบอกของอาทิตย์ แล้ววางอาหารดอกไม้ธูปเทียน ตรงที่อาทิตย์บอก เมื่อวางอาหารเรียบร้อยแล้ว จึงก้มกราบภิกษุสงฆ์รูปใหม่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หลวงพ่อ โดยที่ยังไม่ทันได้มองหน้าของภิกษุรูปที่มาทีหลัง
จันทร์แขเงยหน้าขึ้นมาก่อนใคร แล้วมองหน้าภิกษุรูปที่มาใหม่ ถึงกับใ และดีใจระคนกัน ด้วยความตื่นเต้นและแปลกใจ จนบรรยายความรู้สึกไม่ถูก
“คุณศิลา เออ! ท่าน “จันทร์แขอุทานเบา ๆ
ทำให้แพรพิมพ์เงยหน้าขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินเสียงจันทร์แขอุทานออกมา ด้วยความรู้สึกตื่นเต้นและดีใจ
คุณศิลาจริงๆ ด้วย เธอบอกกับตัวเอง ด้วยความรู้สึกแปลก ๆ ความรู้สึกที่เคยหม่นหมอง ความมืดดำในดวงใจ ที่เคยมีอยู่แต่เดิม ราวกับเมฆดำทะมึน ที่คอยปกคลุมชีวิตเธอไว้ มา ณ บัดนี้ เมฆทะมึนเ่าั้เริ่มเจือจางลง ราวกับว่ามันกำลังจะเคลื่อนตัวจากเธอไป เมื่อได้เห็นแสงสว่างจากใบหน้าของศิลา
“น้องแขรู้จักท่านด้วยหรือ “เฟื่องระย้าถามงง ๆ
“ค่ะพี่เฟื่อง ท่านเป็เพื่อนของคุณพงศ์กับแข เอง “
“สบายดีหรือโยม “พระศิลาถามแพรพิมพ์
“ค่ะท่าน “แพรพิมพ์ตอบไม่ค่อยเต็มเสียงนัก
“มะ พวกเราช่วยกันถวายอาหารเพลกันก่อนดีกว่า “อาทิตย์พูดเมื่อเห็นว่าใกล้เวลาเพลมามากแล้ว
“ยกถาดอาหารถวายท่านซิแพร เสือน้อยมาทางนี้ลูก มาถวายอาหารพร้อมกับแม่เขา “จันทร์แขเลื่อนถาดอาหารให้แพรพิมพ์ และหันไปบอกกับเสือน้อย
แพรพิมพ์รับถาดอาหาร มาด้วยหัวใจพองโต ดีใจที่ได้พบกับศิลาอีกครั้ง ถึงแม้จะอยู่กันคนละเส้นทางเดินก็ตามที
เมื่อเวลาฉันท์เพลผ่านพ้นไป พร้อมกับการฉันท์อาหาร ของพระภิกษุได้สิ้นสุดลง ทุกคนจึงช่วยกันเก็บสำรับอาหารกันคนละไม้ละมือ แล้วนั่งรับพรจากหน่อเนื้อของ องค์สัมมาสัมพุทธเ้า อย่างตั้งอกตั้งใจ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว สามสาวจึงช่วยกันเก็บสำรับข้าวปลาอาหาร และปิ่นโตที่ใส่อาหารมาเอาไปเก็บที่รถ โดยปล่อยให้พวกผู้ชายสนทนากันต่อไปก่อน
“จะครองผ้าเหลือง ไปตลอดชีวิตเลยหรือท่าน” พงศ์เกษมถามเมื่อสาว ๆ ออกไปแล้ว
“แล้วแต่บุญวาสนาของอาตมา แต่ใจจริงแล้ว อาตมาตั้งใจว่า จะครองผ้าเหลืองไปตลอดชีวิต “พระศิลากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบและท่าทีที่สงบ
“ท่านทำใจได้แล้วใช่ไหมขอรับ “
“ก็ดีกว่าเมื่อก่อนนี้มาก ธรรมะช่วยให้ใจของอาตมาสงบ และเยือกเย็นขึ้นมาก โยมพ่อกับโยมแม่เป็อย่างไรบ้าง “
“สบายดีครับท่าน แต่มักจะบ่นคิดถึงท่านอยู่เสมอ ๆ เพราะเป็ห่วงท่าน ทำไมท่านไม่บอกที่อยู่ ให้คุณลุงกับคุณน้ารู้บ้างล่ะขอรับ ท่านทั้งสองจะได้ไม่ต้องทุกข์ใจ ผมขออนุญาตท่านตรงนี้เลยนะขอรับ ผมจะบอกให้ท่านทั้งสองทราบว่า ผมพบท่านแล้ว “พงศ์เกษมขออนุญาต
พระศิลานิ่งเงียบอย่างใช้ความคิด เดิมทีตั้งใจจะจำพรรษาอยู่ที่นี่ตลอดไป แต่มาบัดนี้ ท่านเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้ว ท่านอยากจะจำพรรษาอยู่ที่นี่ได้ตลอดไปหรือไม่ เมื่อมาพบหน้าเสือน้อยกับแพรพิมพ์ ทำให้จิตใจเริ่มไม่สงบ แต่ท่านก็ต้อง พยายามหักห้ามใจและทำจิตใจให้สงบ บังคับความคิดไม่ให้ฟุ้งซ่านจนเตลิดไปไกล
พงษ์เกษมเห็นพระศิลานิ่งเงียบ ไม่ตอบกลับมา เขาก็ไม่อยากคาดคั้นเอาคำตอบ อีกประการหนึ่งเขาก็ไม่อยาก รบกวนจิตใจพระมากไปกว่านี้
“ไม่เป็ไรขอรับท่าน ไม่ต้องตอบผมก็ได้ “พงศ์เกษมกล่าว อย่างเกรงใจ เพราะเขาเองอยากจะให้ท่าน ตัดสินใจเลือกทางเดินเอง
“สาว ๆ เดินกันมานู้นแล้ว นั้นพวกเราเห็นทีจะต้องกราบลาท่านก่อนขอรับ มารบกวนเวลาท่านนานพอสมควรแล้ว เฟื่อง แข แพร มา มากราบลาท่านเสียก่อน “อาทิตย์เรียกทุกคนเข้ามา
“กราบลาหลวงพ่อก่อนซิเสือน้อย “พงศ์เกษมบอกเสือน้อย
พระศิลาจับจ้องใบหน้าน้อย ๆ ของเสือน้อย ด้วยท่าทางที่สงบนิ่ง แล้วปลายหางตามามองแพรพิมพ์ ที่กำลังก้มกราบอยู่ โดยบังคับให้จิตเป็สมาธิ
“ขอให้ทุกคนโชคดีมีชัย ปลอดภัยทุกคนนะ “พระผู้าุโทั้งอายุและพรรษา กล่าวให้พร นั่งมองทุกคนเดินออกไปจากถ้ำ แล้วหันมายิ้มน้อย ๆ ให้กับพระศิลา ด้วยความเมตตา
ทุกคนนั่งเงียบกันมาตลอดทาง ต่างคนต่างคิดกันไปคนละแนว แต่เป็การใช้ความคิดในเื่เดียวกัน นาน ๆ ครั้งจะมีเสียงคุยกันบ้าง แต่ก็เป็เพียงเสียงเบา ๆ เท่านั้น เด็กน้อยนอนหลับ อยู่ในอ้อมอกของมารดา แพรพิมพ์นั่งหลับตา เพราะเธอไม่้าให้ใครต่อใคร มาอ่านความรู้สึกในใจของเธอ แพรพิมพ์ดีใจที่ได้พบศิลา อย่างน้อยเธอก็รู้ว่า ศิลายังมีชีวิตอยู่ และยิ่งเธอเห็นว่าศิลาอยู่ในสมณเพศ ยิ่งทำให้เธอตัดสินใจง่ายขึ้น เธอจะอโหสิกรรมและอภัยให้ศิลา เพื่อจะได้ไม่มีเวรซึ่งกันและกัน หลังจากนั้นต่างคน ต่างเดินไปในเส้นทางของตัวเอง ถึงแม้บางครั้งแพรพิมพ์ ก็นึกเสียใจขึ้นมาบ้าง ที่เธอทำร้ายจิตใจศิลามากจนเกินไป แต่เมื่อเป็อย่างนี้แล้ว เขากับเธอคงต้องปล่อยให้ เป็เื่ของอนาคต โดยให้เหตุการณ์ข้างหน้า เป็ตัวกำหนดชีวิตของเธอ และเขาต่อไป