บ่ายวันศุกร์ปลายเดือนมีนาคม บรรยากาศภายในห้องทำงานผู้บริหารของบริษัท ‘เกริกเกียรติ พร็อพเพอร์ตี้ กรุ๊ป’ ดูจะตึงเครียดและเงียบสงัดเป็พิเศษ
เลขานุการส่วนตัวและบอร์ดบริหารต่างพากันสงสัยว่าทำไมประธานเ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด (CMO) ผู้ขึ้นชื่อเื่ความเนี๊ยบสุขุมอย่างผม ถึงเอาแต่นั่งจ้องมองหน้าจอแท็บเล็ตและหน้าจอคอมพิวเตอร์สลับไปมา ทุกครั้งที่ผมขยับนิ้วกดปุ่มรีเฟรชหน้าเว็บเพจ แฟ้มรายงานสรุปโครงการก่อสร้างร้อยล้านบนโต๊ะกลับถูกวางทิ้งไว้อย่างไม่มีกำหนดการเซ็น ป๊าของผม (คุณกิตติธัช) ซึ่งเป็ประธานใหญ่ของเครือส่งข้อความมาเตือนเื่งานเป็ระยะ แต่ความจริงเขาก็แอบแซวเื่ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับลูกคลื่นที่เขาเปิดทางสนับสนุนให้ั้แ่ต้น
ผมหัวเราะเบาๆ เมื่อนึกย้อนกลับไปตอนที่ผมตัดสินใจขอลาพักงานส่วนหนึ่งเพื่อมารับงานติวเตอร์ ป๊าจ้องมองหน้าผมด้วยความไม่เข้าใจอย่างรุนแรงและเอ่ยปากถาม
“คนอย่างแกเนี่ยนะไมค์... จะยอมไปเป็ติวเตอร์คุมเด็กดื้อตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง? บริษัทมีงานโครงการใหญ่ตั้งเยอะแยะให้แกคุมทำไมไม่ทำ”
ตอนนั้นผมตอบป๊าไปเพียงสั้นๆ ว่า
“เพราะเด็กคนนี้คุ้มค่าที่จะสละเวลาทั้งหมดในชีวิตไปดูแลครับป๊า”
ป๊าได้ยินดังนั้นก็ได้แต่หัวเราะร่าตบบ่าผมเบาๆ และเปิดทางให้ทุกอย่างอย่างราบรื่น
แถมเมื่อกี้ป๊ายังส่งข้อความไลน์มาเสริมอีกว่า
“ถ้าเ้าหนูติดคณะบริหารธุรกิจ จุฬาฯ จริง ป๊าจะจัดหาคอนโดหรูแถวสามย่านแถมให้อีกห้องเป็ของขวัญรับขวัญนะไมค์ จะได้สะดวกเวลาเดินทางไปเรียน และทางพ่อแม่ของน้องเขาก็ตกลงเื่โครงการร่วมทุนพัฒนาย่านค้าปลีกที่พัทยากับเราแล้วด้วย วิน-วินทั้งเื่ความรักและธุรกิจเลยนะเ้าลูกชายตัวดี”
ผมได้แต่พิมพ์ตอบกลับไปปนยิ้มกว้าง
“ขอบคุณครับป๊า แต่อย่าเอารื่องธุรกิจมาปนเลยครับ ผมทำทุกอย่างนี้ด้วยใจรักและเสน่หาต่อน้องแต่เพียงผู้เดียวครับ”
ความจริงแล้ว... วันนี้คือวันประกาศผลสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเป็ทางการของลูกคลื่น
กำหนดการระบบจะเปิดเผยผลในเวลาสี่โมงเย็นตรง และตอนนี้เข็มสั้นนาฬิกาชี้บอกเวลาบ่ายสามโมงสี่สิบห้านาทีแล้ว เหลือเวลาอีกเพียงสิบห้านาทีเท่านั้น หัวใจของผมที่ไม่เคยเต้นตื่นตระหนกแม้ต้องเจรจาธุรกิจระดับพันล้าน บัดนี้มันกลับเต้นรัวเร็วและหน่วงแน่นในอกอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
โทรศัพท์มือถือส่วนตัวส่งสัญญาณเตือนข้อความเด้งขึ้นมา หน้าจอขึ้นชื่อของป๊าลูกคลื่นที่ตอนนี้บินไปเจรจาธุรกิจนำเข้าวัสดุตกแต่งที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โทรศัพท์มือถือสั่นครืดคราดถี่ยิบ
“ไมค์... ผลสอบเ้าคลื่นออกกี่โมงนะ? ป๊าเข้าเว็บบอร์ดย่อยดูสถิติตลอดเลย ตื่นเต้นจนแทบไม่มีสมาธิประชุมเลยเนี่ย ฝากแกดูแลน้องด้วยนะ”
ผมอมยิ้มและส่งข้อความตอบกลับเพื่อคลายความวิตกของว่าที่ป๊าตาบอดรักลูกชาย
“อีกสิบห้านาทีผลออกครับป๊า ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมกำลังขับรถกลับคฤหาสน์ไปคอยอยู่เป็เพื่อนน้องดูผลสอบด้วยกันแล้วครับ”
ผมรีบเก็บเอกสารกวาดใส่กระเป๋าหนัง คว้ากุญแจรถสปอร์ตคันหรูแล้วก้าวเดินออกจากห้องทำงานทันที ผมขับรถกลับคฤหาสน์หลังใหญ่ด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะทำได้ จิตใจของผมกระสับกระส่ายกลัวว่าเด็กดีจะเครียดจนเตลิดไปไกลเสียก่อนหากผลการเรียนคลาดเคลื่อนจากเป้าหมาย เมื่อเดินทางถึงห้องนอนของลูกคลื่น ผมเปิดประตูเข้าไปพบร่างเล็กกะทัดรัดนั่งขดตัวคุดคู้อยู่บนเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่หน้าแล็ปท็อปคู่ใจ น้องสวมเสื้อยืดตัวโคร่งสีพาสเทล ใบหน้าหวานดูเคร่งเครียดซีดเผือด ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแ่า พลางกัดเล็บหัวแม่มือตัวเองเบาๆ เพื่อระบายความวิตกกังวลสะสม รอบตัวมีกระดาษโน้ตสรุปสูตรฟิสิกส์เคมีปลิวกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นห้อง สะท้อนอาการร้อนรนได้เด่นชัด
"พี่ไมค์... ผมตื่นเต้นจนนิ้วสั่นพิมพ์เลขรหัสประจำตัวสอบไม่ถูกแล้วครับ..."
น้องเอ่ยเสียงเครือหันมาทำหน้าเบ้ใส่ผม
ผมยิ้มอ่อนโยนก้าวเข้าไปหา ทรุดตัวนั่งย่อเข่าลงข้างๆ ดึงมือของน้องที่สั่นระริกออกจากการเกาะแป้นพิมพ์ ดึงเมาส์มาควบคุมด้วยตัวเองช้าๆ
"ไม่เป็ไรครับคนดี เดี๋ยวพี่เลี้ยงคนนี้บริการกรอกตัวเลขให้เอง หายใจเข้าลึกๆ จ้องมองตาพี่นะ"
"พี่ไมค์... ถ้าผมทำไม่ได้อย่างที่พี่หวังล่ะ..."
น้องช้อนตามองสั่นริกปริ่มน้ำน้ำตาคลอเบาๆ
"ผมกลัวพี่เลี้ยงคนร้ายกาจจะเบื่อและทิ้งผมไป..."
ผมเอื้อมมือหนาไปรวบมือเรียวทั้งสองข้างของน้องมากุมไว้แน่นถ่ายทอดความมั่นคงอุ่นระอุ
"ไม่มีทางครับคนดีของพี่ พี่คำนวณคะแนนดิบและค่าน้ำหนักคะแนนของหนูเทียบกับคะแนนเฉลี่ยสูงสุดของประเทศปีนี้แล้ว คะแนนหนูสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์นะ ไม่มีทางที่หนูจะไม่ติดหรอกครับ เชื่อมั่นในสมองและผลงานของตัวเองนะเด็กดี และต่อให้ไม่ติด พี่ก็รักและเลี้ยงดูหนูไปชั่วชีวิตอยู่ดีนั่นแหละครับ"
นาฬิกาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์กะพริบเปลี่ยนเป็เวลา 16.00 น. ตรง
ผมกดคลิกค้นหาข้อมูลทันที หน้าจอแสดงสัญลักษณ์หมุนติ้วสีเทาประหนึ่งระบบล่มตามคาดเพราะจำนวนทราฟฟิกเด็กนักเรียนทั่วประเทศนับแสนคนกดเข้าใช้งานพร้อมกัน น้องนั่งเกร็งเบียดเนื้อตัวเข้าหาอกอุ่นของผมลุ้นจนแทบหยุดหายใจ
หลังจากกดรีเฟรชซ้ำๆ เป็เวลาเกือบสิบนาที หน้าเว็บเพจประกาศผลก็ยอมดาวน์โหลดข้อมูลจนเสร็จสิ้น ปรากฏแถบค้นหาระบุรหัสประจำตัวผู้สอบ แถบข้อความตัวอักษรสีเขียวเด่นหราเตะตาปรากฏชัดเจนบนหน้าจอ:
[ยินดีด้วย! คุณผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อคณะบริหารธุรกิจ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]
ลูกคลื่นบริหารงานจักษุเพ่งมองตัวอักษรบนหน้าจอนิ่งค้างประหนึ่งถูกแช่แข็ง ร่างเล็กสะกดลมหายใจครู่ใหญ่เพื่อทบทวนความถูกต้องของชื่อนามสกุลของตนเอง เมื่อแน่ใจแล้วว่าชื่อที่ปรากฏอยู่บนนั้นคือ ‘นายลูกคลื่น’ ลูกชายคนเดียวของบ้านจริงๆ...
"กรี๊ดดด! พี่ไมค์ ผมติดแล้ว! ผมสอบติดแล้วครับ!"
น้องกรีดร้องเสียงดังลั่นห้องะโโลดเต้นลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที หันกลับมาโผตัวเข้าหาผมกอดคอสอบรัดแน่น ขาทั้งสองข้างตวัดเกี่ยวกระหวัดโอบรัดรอบเอวสอบของผมไว้แ่า ร่างกายเล็กสั่นเทิ้มโยกคลอนหัวเราะดีใจปนสะอื้นฮัก หยาดน้ำตาแห่งความยินดีและความปลดปล่อยทะลักไหลชุ่มซอกคออุ่นของผม
ผมกอดรัดสะโพกนุ่มพยุงร่างกะทัดรัดของน้องลอยขึ้นสูง หมุนคว้างไปรอบห้องนอนด้วยความดีใจสุดขีดไม่ต่างกัน ก่อนจะอุ้มพาน้องล้มตัวลงนอนกลิ้งบนเตียงหนานุ่มหัวเราะร่วมกันลั่นห้อง
"เก่งมากครับลูกคลื่น เก่งที่สุดเลยเด็กดีของพี่ พี่เลี้ยงคนนี้ภูมิใจในตัวเรามากที่สุดเลยรู้ไหมครับ"
ผมก้มลงไซ้หอมแก้มใสฟอดใหญ่ๆ ซ้ำๆ จนแก้มเนียนแดงช้ำด้วยความรักใคร่ภาคภูมิใจล้นอก
"ฮือออ... พี่ไมค์... ผมทำได้แล้วจริงๆ ผมไม่ต้องห่างจากพี่แล้ว... ผมทำสำเร็จแล้วครับ..."
น้องซบหน้าหนาเข้าหากระทบอกแกร่งร้องไห้ดีใจปนเหนื่อยล้าอัดอั้น
ขณะที่พวกเรายังคงกอดก่ายเต้นดีใจกันอยู่นั้น โทรศัพท์มือถือของผมก็แผดเสียงดังระรัวยาวเหยียดหน้าจอขึ้นสายสายซ้อนของป๊าลูกคลื่นที่โทรด่วนเข้ามาทันที ผมกดเปิดลำโพงรับสายช้าๆ
"ไมค์! ป๊าเห็นในเว็บแชีพสถิติเด็กสอบติดแล้ว ลูกคลื่นติดจริงใช่ไหมแก? บอกป๊าที!"
น้ำเสียงป๊าสั่นเครือตื่นเต้นสุดขีด
"จริงครับป๊า... น้องสอบติดคณะบริหารธุรกิจ จุฬาฯ เรียบร้อยแล้วครับ คะแนนติดท็อปเปอร์เซ็นต์ไทล์สูงสุดด้วยครับป๊า"
ผมรายงานผลด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
"โอ๊ยยย! ป๊าน้ำตาไหลเลยไมค์! ฮ่าๆๆ! ขอบใจแกมากเลยนะเว้ย ถ้าไม่มีแกช่วยติวคุมความประพฤติ เ้าคลื่นคงไม่ได้เื่ขนาดนี้แน่ ม้าเค้าเตรียมจองตั๋วบินไปยุโรปฉลองกันยาวๆ สองอาทิตย์ตามสัญญาเรียบร้อยแล้วล่ะ เตรียมตัวรอรับตั๋วพรุ่งนี้ได้เลยนะป๊าเลี้ยงฉลองใหญ่แน่นอน"
ม้าของลูกคลื่นกรีดร้องแทรกเข้ามาในสายน้ำเสียงปีติยินดีอย่างยิ่ง
"เ้าคลื่นลูกรักของม้า เก่งที่สุดเลยลูก ม้าซื้อเสื้อโค้ทชาแนลตัวใหม่เอี่ยมกับกระเป๋าแอร์เมสจากปารีสไว้รอรับขวัญหนูแล้วนะลูก เตรียมแพ็กกระเป๋าเดินทางได้เลยจ้า"
"ยินดีและขอบคุณป๊าม้ามากครับที่เชื่อมั่นและฝากฝังน้องไว้กับผม"
ผมตอบรับน้ำเสียงยินดียิ้มแย้มก่อนจะกดวางสายช้าๆ
หลังจากวางสายพวกเราสองคนทรุดตัวลงนอนหนุนตักกอดก่ายฟุ้งซ่านรอยยิ้มแสนหวานบนเตียงนอนนุ่ม ลูกคลื่นมองหน้าผมด้วยดวงตาปริ่มสุขหวานเชื่อม สองแก้มเนียนใสสีแดงฝาดเปล่งประกายงดงามราวกระต่ายน้อยแสนสวย
"พี่ไมค์ครับ... คืนนี้... ผมจะยอมให้พี่เลี้ยงคนร้ายกาจเคลมสัญญารางวัลใหญ่ได้ทุกข้อเลยนะครับ... ผมรักพี่ไมค์จังเลย..."
ผมก้มลงสบตาน้องในระยะประชิด มือหนาลูบแก้มเนียนแ่เบาด้วยความรู้สึกรักใคร่และเสน่หาที่ปะทุขึ้นจนยากจะสะกดกลั้น
"แน่ใจนะครับลูกคลื่น... คืนนี้พี่จะทวงรางวัลทั้งต้นทั้งดอกแบบไม่ปรานีเลยนะเด็กดี"
"อื้อ... เต็มใจให้ทวงครับ..."
น้องพึมพำกระซิบเสียงหวานหลับตาพริ้มรับจูบแสนลึกซึ้งของผม
คำสารภาพอนุญาตอย่างว่าง่ายและเย้ายวนทำเอาอกซ้ายของผมสั่นสะท้านเร่าร้อน ไฟปรารถนาที่สะกดเงียบไว้เริ่มปะทุพลุ่งพล่านคุกคามในทันใด ความสำเร็จที่เฝ้ารอคอยมาแสนยาวนานสัมฤทธิผลอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งอนาคตทางการศึกษาของน้องและโลกสีชมพูแสนหวานที่สว่างไสวของพวกเราสองคนชั่วนิรันดร์ที่จะเริ่มต้นนับแต่วันนี้เป็ต้นไปตราบนานเท่านานตลอดกาลชีวิต