แม้ว่าฝีเท้าของหลินกั๋วอันจะไม่ถือว่าช้า แต่คู่แข่งคือไก่ป่าที่โผบินได้ พอมันโผบินทีก็ไปได้ไกลลิบ ต่างจากหลินกั๋วอันที่เป็คนธรรมดาบินไม่ได้ ไล่ตามไปได้พักใหญ่เขาก็เริ่มหอบแฮกและหมดแรง ในขณะที่ระยะห่างระหว่างเขากับไก่ป่าตัวนั้นกลับยิ่งทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ
ขณะที่หลินกั๋วอันกำลังจะถอดใจยอมแพ้ จู่ๆ ก็มีสุนัขตัวหนึ่งพุ่งปราดออกมาจากพุ่มไม้ มันพุ่งเข้าใส่ไก่ป่าอย่างแม่นยำ
หลินกั๋วอันเพ่งมองชัดๆ ก็จำได้ทันที สุนัขที่กำลังไล่กวดไก่ป่าอยู่นั้นก็คือเ้าตัวที่เขาและเสียวเสวี่ยเพิ่งช่วยชีวิตไว้เมื่อสักครู่นี้เอง
ช่างน่าแปลกประหลาดแท้... เมื่อครู่นี้เ้าตูบยังดูหงอยเหงาเจียนตายอยู่เลย ทำไมชั่วอึดใจเดียว เรี่ยวแรงก็กลับมาคึกคักปานนี้? หรือจะเป็เพราะอานิสงส์ของขนมปังกรอบไม่กี่ชิ้นนั่น?
ในขณะที่หลินกั๋วอันกำลังยืนอึ้งอยู่นั้น เ้าตูบก็ตะปบไก่ป่าได้สำเร็จ เสียงไก่ป่าร้องโหยหวนด้วยความเ็ปดังลั่นป่า
เ้าตูบคาบเหยื่อของมันะโข้ามโขดหินใหญ่สองสามก้อน และกระโจนข้ามคูน้ำเล็กๆ อย่างคล่องแคล่ว จนมาถึงตรงหน้าเสียวเสวี่ย มันวางไก่ที่สิ้นใจแล้วลงแทบเท้าของเธอ แล้วก็แลบลิ้นสีแดงเล็กๆ ออกมา พร้อมทั้งหางแกว่งเบาๆ อย่างน่าเอ็นดู
เสียวเสวี่ยคาดไม่ถึงว่าสุนัขตัวนี้จะแสนรู้ขนาดนี้ เมื่อครู่นี้เธอแค่พูดเปรยๆ ว่า “ถ้าแกจับไก่ตัวนั้นได้ก็คงดี” ไม่นึกเลยว่ามันจะฟังรู้เื่และทำให้เป็จริงได้
เสียวเสวี่ยหยิบขนมปังกรอบในตะกร้าออกมา ป้อนให้สุนัข “เ้าหมาน้อย! เก่งจริงๆ เลย! เอ้านี่... ขนมปังกรอบชิ้นนี้เป็รางวัลให้แกนะ!”
เ้าตูบไม่รอช้า งับขนมปังกรอบจากมือเสียวเสวี่ยไปเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย
จังหวะนั้นหลินกั๋วอันก็เดินตามมาถึงพอดี พอเห็นว่าเ้าตูบเป็คนช่วยจับไก่ป่าให้ เขาจึงไม่ได้รู้สึกเสียดายขนมปังกรอบที่เสียวเสวี่ยแบ่งให้มันกินเพิ่มแต่อย่างใด
“เสียวเสวี่ย... พวกเรากลับกันเถอะ” หลินกั๋วอันก้มลงเก็บซากไก่ป่าขึ้นมาจากพื้น เดิมทีเขาตั้งใจขึ้นเขามาแค่เช็กกับดักกระต่าย ในเมื่อไม่มีอะไรติดกับ ก็ไม่มีเหตุผลต้องรั้งรออยู่ต่อ
่เวลานี้กระต่ายมักจะไม่ค่อยออกจากโพรง ต้องรอให้ถึงวันที่หิมะตกหรือหลังหิมะหยุดตกใหม่ๆ พวกมันถึงจะค่อยๆ โผล่ออกมาหาอาหาร นั่นแหละถึงจะเป็เวลาทองของการล่ากระต่าย
เสียวเสวี่ยคว้าตะกร้าไม้ไผ่ใบเล็กของตัวเองขึ้นมาพลางแย้งว่า “หนูยังไม่ได้ไปขุดสมบัติเลยค่ะคุณอาสาม... คุณอาสามไปขุดสมบัติเป็เพื่อนหนูหน่อยนะคะ พอขุดเต็มตะกร้าแล้วเราค่อยกลับบ้านกันนะ”
“บนเขานี้จะมีสมบัติอะไรกัน?” หลินกั๋วอันทำหน้าฉงน
เสียวเสวี่ยทำสีหน้าจริงจังยืนยันคำเดิม “มีสมบัติจริงๆ ค่ะ คุณอาสามตามหนูมาเดี๋ยวก็รู้เอง”
เด็กหญิงสะพายตะกร้าไม้ไผ่เดินฉับๆ มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก หลินกั๋วอันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินตามหลานสาวไป
เดินไปได้ประมาณสองสามนาที เสียวเสวี่ยก็หยุดฝีเท้า วางตะกร้าลงบนพื้น แล้วหยิบจอบเล็กออกมาถือเตรียมพร้อม
ตะกร้าไม้ไผ่และจอบเล็กอันจิ๋วนี้เป็ฝีมือของหลินกั๋วผิง เขาตั้งใจทำไว้ให้ลูกสาวเล่นเป็ของเล่น ไม่ได้กะเกณฑ์ให้เอามาใช้งานจริงจัง แต่ทว่า... ั้แ่มีอุปกรณ์พวกนี้ เสียวเสวี่ยก็มักจะติดสอยห้อยตามคุณย่าไปขุดมันเทศ ขุดถั่วลิสง หาหญ้าหมู และขุดผักป่าในไร่อยู่เสมอ
บริเวณเบื้องหน้าเป็ลานโล่งเตียน มีหญ้ารกชัฏ เสียวเสวี่ยชี้ไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่งซึ่งใบร่วงหมดแล้ว ะโเรียกหลินกั๋วอันเสียงใส “คุณอาสาม! คุณอาสามดูนี่เร็วเข้า! นี่คือเหอโส่วอูค่ะ! คุณย่าบอกว่าเ้าเหอโส่วอูเนี่ยเอาไปขายได้เงินเยอะเลยนะคะ!”
หลินกั๋วอันเพ่งมองดูใกล้ๆ ก็พบว่าเป็ต้นเหอโส่วอูจริงๆ “เสียวเสวี่ย... หนูไปรู้จักต้นเหอโส่วอูมาจากไหน?”
“คุณย่าเป็คนสอนหนูเองค่ะ คุณย่าเล่าว่าสมัยก่อนตอนที่ท่านยังอยู่ใน 'สังคมเก่า' ที่โหดร้าย บ้านญาติคนหนึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับสมุนไพร คุณย่าเลยรู้จักสมุนไพรหลายชนิด ทุกครั้งที่พาหนูขึ้นเขา คุณย่าก็จะสอนให้หนูรู้จักแยกแยะสมุนไพรพวกนี้ค่ะ”
เสียวเสวี่ยกล่าวอ้างอย่างแเี ความจริงแล้วความรู้เื่สมุนไพรพวกนี้ไม่เกี่ยวกับคุณย่าเลยแม้แต่น้อย แต่เป็เพราะในชาติที่แล้ว... หลังจากถูกแม่ใจร้ายและพ่อเลี้ยงสารเลวขายไปเป็ลูกสะใภ้เด็กให้กับครอบครัวหมอจีนแผนโบราณ เ้าของบ้านเป็หมอจีนที่มีชื่อเสียงพอตัว สืบทอดวิชาแพทย์กันมาหลายรุ่น เมื่อมีลูกชายปัญญาอ่อน พวกเขาจึง้าภรรยาที่ฉลาดและหน้าตาดีมาดูแล เสียวเสวี่ยต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในขุมนรกแห่งนั้นถึงสามปี แต่ด้วยความเฉลียวฉลาด เธอจึงแอบครูพักลักจำวิชาความรู้มาได้มากมาย จนสามารถแยกแยะสมุนไพรได้หลายชนิด และจัดยาสำหรับรักษาโรคพื้นฐานได้ จะน่าเสียดายก็ตรงที่ยังไม่ได้เรียนรู้วิชาการจับชีพจรมาด้วย
หลินกั๋วอันก็เหมือนกับหลินกั๋วผิงพี่ชายของเขา ที่เป็คนซื่อๆ หัวอ่อน เสียวเสวี่ยอ้างอะไรก็โยนไปที่คุณย่า สองพี่น้องจึงไม่เคยสงสัย ในความทรงจำของพวกเขา แม่ผู้ล่วงลับเป็หญิงเก่งที่ทั้งสวยและฉลาด หากไม่ใช่เพราะสถานการณ์บ้านเมืองบีบคั้น หญิงสูงศักดิ์อย่างแม่คงไม่ลดตัวลงมาแต่งงานกับชาวนาพ่อม่ายลูกติดอย่างพ่อแน่ๆ
บริเวณนี้ นอกจากเหอโส่วอูแล้ว ยังมีสมุนไพรอื่นๆ ขึ้นแซมอยู่ประปราย เช่น ไฉหู ตานเซิน และโกฐจุฬาลัมพา แต่แน่นอนว่าเหอโส่วอูนั้นหายากและมีค่าที่สุด หลินกั๋วอันช่วยเสียวเสวี่ยขุดเหอโส่วอูต้นนั้นขึ้นมา ปรากฏว่ารากของมันมีรูปร่างคล้ายคน เสียวเสวี่ยประเมินด้วยสายตาคร่าวๆ น่าจะมีอายุอย่างต่ำยี่สิบปี เหอโส่วอูหัวใหญ่ขนาดนี้ถ้าเอาไปขายต้องได้ราคาดีแน่ๆ หรือถ้าเก็บไว้บำรุงร่างกายก็ถือว่าเป็ยาอายุวัฒนะชั้นเลิศ
นอกจากต้นใหญ่นี้แล้ว บริเวณรอบๆ ยังมีต้นเล็กๆ ขึ้นอยู่อีกหลายต้น หลินกั๋วอันช่วยเสียวเสวี่ยขุดสมุนไพรเ่าั้จนเกลี้ยง ไม่นานตะกร้าใบจิ๋วของเธอก็เต็มแน่น
ที่ตรงนี้หลินกั๋วอันเคยเดินผ่านมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ความสนใจของเขามักจดจ่ออยู่แต่กับกระต่ายและไก่ป่า ไม่เคยสังเกตเลยว่าที่นี่จะมีขุมทรัพย์ทางยาซ่อนอยู่ แถมยังมีเหอโส่วอูหัวใหญ่ขนาดนั้นอีกต่างหาก ถึงหลินกั๋วอันจะไม่มีความรู้เื่ยา แต่เขาก็พอรู้ว่าของแบบนี้มีมูลค่ามหาศาล
เสียวเสวี่ยคาดไม่ถึงว่าการขึ้นเขาครั้งนี้จะได้ลาภก้อนโต สมคำร่ำลือจริงๆ ว่า 'ในป่าเขามีสมบัติซ่อนอยู่ทุกหนทุกแห่ง'
ขณะเดินตามหลินกั๋วอันกลับบ้าน เมื่อผ่านลำธารสายเล็กๆ เสียวเสวี่ยก็ต้องประหลาดใจอีกครั้งเมื่อพบดงต้นโกฐสอ
โกฐสอ หรือที่ในภาษาจีนเรียกว่าไป๋จื่อ เป็สมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณล้ำค่า ใช้รักษาอาการไข้หวัด ปวดหัว และโรคอื่นๆ ได้ชะงัดนัก ลำต้นของโกฐสอสูงสง่า ปกติจะสูงประมาณหนึ่งถึงสองเมตร ส่วนรากคือส่วนที่มีสรรพคุณทางยา ใน่ฤดูหนาวที่อากาศเย็นจัด ใบจะร่วงหมดเหลือแต่ก้าน
เสียวเสวี่ยชี้บอกหลินกั๋วอันว่านั่นคือต้นโกฐสอ สมุนไพรที่ขายได้เงินอีกตัว หลินกั๋วอันไม่รอช้า คว้าจอบเล็กของหลานสาวไปลงแรงขุด ใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะได้รากโกฐสอขึ้นมา ตัดกิ่งก้านทิ้งเหลือไว้แต่ส่วนรากอวบๆ
กว่าเสียวเสวี่ยกับหลินกั๋วอันจะกลับถึงบ้าน ก็เลยเวลาอาหารกลางวันไปโข หลินกั๋วผิงทำกับข้าวเสร็จรอท่าอยู่นานแล้ว
การขึ้นเขาครั้งนี้ถือว่าคุ้มค่าเหนื่อยหลินกั๋วอันมือซ้ายหิ้วไก่ป่า มือขวาหิ้วตะกร้าสมุนไพรเต็มอัตราศึกของเสียวเสวี่ย
“เอ๊ะ... ทำไมพวกนายถึงพาสุนัขกลับมาด้วยล่ะ?” หลินกั๋วผิงร้องทักทันทีที่เห็นสุนัขลายตัวมอมแมมเดินตามหลังลูกสาวต้อยๆ เขาใกลัวว่าสุนัขจรจัดตัวนั้นอาจจะแว้งกัดลูกสาวเอาได้
เสียวเสวี่ยรีบหันขวับกลับไปมอง ก็เห็นเ้าตูบตัวเดิมที่เจอบนเขา ตัวเธอเองก็ไม่ทันสังเกตว่ามันแอบเดินตามหลังมาั้แ่เมื่อไหร่
เ้าตูบกระดิกหางรัวๆ ให้เสียวเสวี่ย แลบลิ้นเล็กๆ ออกมาอีกครั้ง ดวงตาคู่เศร้าจ้องมองเธออย่างเว้าวอน ราวกับจะสื่อสารว่า “ฉันไม่มีบ้าน... ขอความเมตตา... ขอฉันอยู่ด้วยคนเถอะนะ”