บทที่ 4พบหน้า
ข่าวการกลับมาเมืองหลวงของสกุลลู่ ที่จากเมืองหลวงไปนับได้สิบห้าปีถูกลือสะพัดไปทั่วเมืองในเวลาอันรวดเร็ว
ชาวเมืองทั้งหลายต่างจับตามองความเคลื่อนไหวว่าทั้งสองจวนใหญ่จะรื้อฟื้นความสัมพันธ์เช่นไรข่าวเื่การหมั้นหมายในอดีตระหว่างบุตรสาว-บุตรชายของสองจวนใหญ่ต่างถูกขุดคุ้ยขึ้นมาพูดกันอย่างสนุกปาก รวมถึงความบาดหมางในอดีตของระหว่างสองจวนก็เริ่มกระพือขึ้น
แต่สิ่งที่พวกเขาอดพูดถึงไม่ได้นั้นก็คือ ความยากจนของคนสกุลลู่ ที่แต่งชุดเก่ามอซอเข้าอยู่ในจวนหลังเล็กคาดว่าพวกเขาคงจะทุ่มเงินทั้งหมดเพื่อซื้อจวนหลังนี้และทุ่มสุดตัวเพื่อทวงถามสัญญาที่จวนสกุลเสิ่นได้เคยให้ไว้ในอดีต
กล่าวได้ว่ายามรุ่งเรืองแม้จะกระดิกตัวสักเล็กน้อยความเคลื่อนไหวของพวกเขาก็ลือไปทั่วเมือง เช่นเดียวกับการหมั้นหมายในอดีตที่คลุมเครืออยู่ ณ ตอนนี้
กล่าวถึงอ้ายฉี ที่ส่งสาวใช้ไปสืบข่าวของสกุลลู่ ทำให้นางนึกรังเกียจอีกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้างดงามบูดเบี้ยวเมื่อนึกสกุลลู่ที่มีสภาพไม่ต่างจากขอทานรวมถึงมองอีกฝ่ายในแง่ลบ
“คนพวกนี้ คิดจะใช้สกุลเสิ่นของข้าตะกายขึ้นเพื่อคว้าวาสนาอย่างนั้นหรือ ช่างฝันเฟื่องนัก”
“จะว่าไปคุณชายสกุลลู่ดูแล้วก็เหมาะสมกับคุณหนูใหญ่ไม่น้อยนะเ้าคะ”
“อาเฉียว เ้าเห็นหน้าคุณชายลู่หรือไม่”
อ้ายฉีถามอย่างกระตือรือร้น ในวัยเยาว์นางกับเขามีใจต่อกันแม้จะอายุน้อยด้วยกันทั้งคู่ก็ตาม แต่นั่นนับว่าเป็อดีตไปแล้ว ในเมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไปหาใช่วันวานที่สุขล้น นางเองก็ไม่อยากใช้ชีวิตที่ลำบากไปกับเขา และเป็ธรรมดาที่สตรีเช่นนางจะเห็นแก่ความสุขสบายส่วนตน
“คุณชายลู่ผิวกร้านแดด หมดสง่าราศี สวมชุดเก่ามอซอ ปะๆขาดๆแม้แต่ชุดบ่าวในจวนของพวกเรายังดูดีกว่าด้วยซ้ำ”
ขณะที่รับฟังบ่าวคนสนิท หญิงรับใช้นางหนึ่งเดินเท้าเร็วเข้ามาพร้อมกับเข้ามารายงานคุณหนูอย่างนอบน้อม
“คุณหนู ฮูหยินให้มาแจ้งข่าวว่าคนสกุลลู่ได้ส่งเทียบเชิญเข้าพบในวันพรุ่งนี้ ขอให้คุณหนูเตรียมตัวให้ดีเ้าค่ะ”
“เข้าใจแล้ว”
นางโบกมือเล็กน้อย ก่อนที่สาวใช้จะถอยออกไปข่าวการมาของสกุลลู่ถูกส่งถึงเรือนเล็กเช่นกันเพื่อที่อ้ายเหรินจะได้เตรียมตัวพบหน้าว่าที่เ้าบ่าว
หลายวันเลยผ่าน ผู้คนต่างลืมเลือนตามสถานการณ์บ้านเมืองที่ผันเปลี่ยนแต่มิวายที่จะชะเง้อมองคนในตรอกจี้ฮวาที่มีสกุลลู่อาศัยอยู่ในจวนหลังเล็กทว่าวันนี้ต่างออกไปจากทุกวัน เมื่อรถม้าได้มาจอดที่หน้าจวนก่อนที่ฮูหยินลู่และบุตรชายจะเดินขึ้นรถม้าไปด้วยชุดเรียบ
การมาของสกุลลู่มีพ่อบ้านใหญ่ของจวนสกุลเสิ่นออกมาต้อนรับฮูหยินลู่เหลือบมองขึ้นไปบนป้ายอักษรใหญ่ ที่เขียนขึ้นอย่างทรงพลังก่อนที่ยิ้มร้ายออกมาเล็กน้อยแล้วเดินตามหลังพ่อบ้านไปที่โถงรับรอง
ฮูหยินลู่และบุตรชายได้เข้านั่งขณะเดียวกันเสิ่นนั่วและครอบครัวใหญ่ได้เดินเข้ามาต้อนรับแขกอย่างไม่เต็มใจ เมื่อเห็นสภาพอีกฝ่าย พวกเขาดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
“ฮูหยินลู่จากกันนานหลายปี ท่านสบายดีใช่หรือไม่”
“ข้าสบายดีแต่ว่าไม่สบายใจเท่าใดนักเมื่อหลายเดือนก่อนข้าได้ส่งจดหมายหาท่านหลายฉบับ แต่ไม่ได้ตอบรับแม้แต่ฉบับเดียวข้าเองเป็กังวลจึงคิดที่จะเดินทางมาเยี่ยม รวมถึง..”
หญิงวัยกลางคนมองไปยังอ้ายฉีที่แสดงอาการเย่อหยิ่งต่อแขกผู้มาเยือนนางรู้ได้ทันทีว่า หญิงสาวผู้ไม่ปรารถนาจะแต่งให้กับบุตรชายของนางแน่นอนและดูเหมือนว่าสกุลเสิ่นเองก็ไม่อยากเกี่ยวกับสกุลลู่ที่ตกอับ
“ฮูหยินลู่ เื่จดหมายข้าเองได้รับทุกฉบับ แต่ว่างานรัดตัวขอท่านเองอย่าได้เข้าใจผิด”
“เช่นนั้นก็ดีเดิมทีข้าคิดว่าสกุลเสิ่นจะตัดสัมพันธ์กับสกุลลู่เสียแล้ว”
“ได้อย่างไร ข้ากับลู่อิงเฉิงเป็สหายกันมาข้าเองก็ระลึกถึงเขาอยู่เสมอ”
เสิ่นนั่วมองไปทางฮูหยินลู่สลับกลับมองบุตรชายของสหายในอดีตที่กำลังยิ้มให้กับ ‘อ้ายฉี’ แต่อีกฝ่ายกับเบี่ยงหน้าหนีไม่อยากสบตาหากเป็เมื่อก่อนนางคงสะเทิ้นอายที่ถูกเขาจับจ้องแต่ในเวลานี้สถานะเขาและนางได้เปลี่ยนไปลู่หลงอี้เองก็พอจะเข้าใจก่อนที่จะกล่าวโดยไม่อ้อมค้อม
“ท่านอาเสิ่น ตอนนี้ข้าเองก็อายุพอที่จะออกเรือนได้แล้วมิทราบว่าท่านคิดเห็นประการใด หากพวกเราจะเกี่ยวดองกัน”
‘เป็ไปตามคาด พวกเ้าสองแม่ลูกคิดมาทวงสัญญาเก่า’ฮูหยินเสิ่นได้แต่คิด รวมถึงดูแคลนอีกฝ่ายโดยไม่ปิดบัง
“ไอหยา! ฮูหยินลู่ดูสิ! บุตรชายท่านเหตุใดถึงได้ใจร้อนนักการออกเรือนใช่ว่าผู้ใหญ่จะเห็นชอบแล้วจะจบเื่แต่ควรต้องถามความสมัครใจของบุตรสาวด้วย”
“ฮูหยินเสิ่นกล่าวถูกต้อง แต่ว่าสัญญาการหมั้นหมายได้ทำขึ้นแล้วจะบิดพลิ้วได้อย่างไรหรือท่านคิดว่าตระกูลลู่ต่ำต้อยไม่คู่ควรกับบุตรสาวท่านอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างจะบานปลาย เสิ่นนั่วจึงหันมาทางฮูหยินของตนเพื่อปรามนางไม่ให้พูดมากไปกว่านี้ก่อนที่จะเข้าไกล่เกลี่ยกับอีกฝ่ายให้ยินยอม
“ฮูหยินลู่ บอกท่านตามตรงหลายปีมานี้อ้ายฉีล้มป่วยเป็ว่าเล่น พอต้องลมเล็กน้อยก็จะจับไข้สั่นไปหลายวันข้าเกรงว่าหากแต่งออกไปแล้วเกรงว่าจะเป็การซ้ำเติมพวกท่าน”
“เช่นนั้นการหมั้นหมายเป็อันยกเลิกดีหรือไม่?ส่วนเงินทองที่หมั้นหมายข้าคงต้องขอคืนทั้งหมด”
ฮูหยินลู่กล่าวเนิบช้าเป็การหยั่งเชิงอีกฝ่าย หากมีการถอนหมั้นจริง อีกฝ่ายจะต้องคืนของหมั้นหมายแล้วถ้าหากสกุลเสิ่นยังบิดพลิ้วอาจจะต้องขึ้นศาลเพื่อตัดสินสำหรับเสิ่นนั่วรู้ดีว่าฮูหยินลู่จะมาด้วยแผนนี้ เนื่องจากคิดว่าพวกเขาจนตรอก
“ฮูหยินลู่ อย่าเพิ่งมีโทสะข้าเองก็คิดเื่นี้ซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ อีกทั้งปรึกษาฮูหยินแล้วว่าจะให้บุตรสาวคนโตที่ถึงวัยออกเรือนให้แต่งกับคุณชายลู่แทนอ้ายฉี”
“อ้ายฉีนางไม่เต็มใจที่จะแต่งให้กับหลงอี้หรือ?”
“ฮูหยินลู่ ถึงนางจะเต็มใจข้าเองก็ไม่วางใจให้นางแต่งออกไปหรอก เห็นแต่หัวอกคนเป็แม่ด้วยกันนะเ้าคะ”
ฮูหยินเสิ่นกล่าวออกไปโดยไม่ไว้หน้าเป็ธรรมดาของจวนขุนนางที่มักเปลี่ยนตัวเ้าสาวกะทันหัน เนื่องจากฐานะทางสังคมของอีกฝ่ายที่เปลี่ยนไปฮูหยินลู่เค้นเสียงหัวเราะกังวาน มองไปทางอ้ายฉีเล็กน้อยแล้วเอ่ยตอบออกไป
“ในเมื่อฮูหยินเสิ่นกล่าวเช่นนี้ข้าเองก็คงไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธคน”
“ฮูหยินลู่ พวกเราเองเสียใจไม่น้อยขอให้ฮูหยินนึกถึงไมตรีที่ผ่านมาของสองตระกูลด้วย”
‘คิดจะเรียกสินเดิมคืนเช่นนั้นหรือไม่มีทางหรอก’เสิ่นนั่วได้แต่คิด พร้อมกับโปรยยิ้มให้อีกฝ่าย หากฮูหยินลู่ไปฟ้องทางการคิดจะเรียกร้องเอาสินเดิมคืนก็คงเป็ไปไม่ได้แล้วเพราะคนที่เขาจะให้แต่งคืออ้ายเหริน ฮูหยินลู่ได้แต่ส่ายหน้าอย่างผิดหวังไม่คิดว่าสหายของสามีจะเป็คนกลับกลอกเพียงนี้
ลู่หลงอี้ผิดหวังเล็กน้อยที่ทุกอย่างลงเอยเช่นนี้ แต่เอาเถิดมาวันนี้ก็ไม่ได้มาแค่ทวงถามสัญญาการหมั้นหมายแต่มาหยั่งเชิงอีกฝ่ายเท่านั้น
ขณะเดียวกันครอบครัวของอ้ายเหรินเดินเข้ามาในโถงใหญ่ก่อนที่ยอบตัวคำนับผู้าุโทั้งหลายที่นั่งหารือกันอย่างเคร่งเครียดเสิ่นนั่วไม่พูดพล่ามรีบแนะนำตัวอ้ายเหรินให้ทุกคนได้รู้จัก
“นี่คืออ้ายเหริน บุตรสาวคนโตของข้านางกับอ้ายฉีเกิดห่างกันไม่ถึงเดือน หวังว่าฮูหยินลู่จะเมตตานาง”
“คารวะฮูหยินลู่เ้าค่ะ”
อ้ายเหรินยอบตัวคำนับผู้าุโพลางสบตาว่าที่แม่สามีที่มองนางั้แ่หัวจรดปลายเท้าอยู่หลายรอบ ก่อนจะสลับมองไปทางอ้ายฉีที่แสร้งทำเป็ไอถี่ๆขึ้นมาส่วนอ้ายเหรินยิ้มให้อีกฝ่ายด้วยไมตรีแล้วหันไปมองน้องสาวที่แสร้งทำเป็ไอจนหน้าเขียว
“ท่านพ่อให้น้องรองไปพักก่อนเถิดดูเหมือนว่านางใกล้จะตายแล้วกระมัง”
คำพูดที่ไม่ไว้หน้าทำให้เสิ่นนั่วและฮูหยินใหญ่ถึงกับหน้าสั่นตามแรงโทสะ ส่วนอ้ายฉีนั้นแทบหลงลืมไปว่าตนเองต้องแสร้งป่วยให้อีกฝ่ายเห็นใจ
ขณะที่ฮูหยินใหญ่กำลังจะอ้าปากเตือนลูกเลี้ยง แต่เมื่อสบตาของอ้ายเหรินจึงสงบปากสงบคำทั้งนี้เป็การเตือนนางว่าอย่าล้ำเส้น หากยังไม่คิดจะขายหน้าในตอนนี้ สำหรับคนที่นั่งอยู่ในเหตุการณ์นับเป็ความแปลกใหม่ไม่น้อยที่บุตรสาวอนุสามารถข่มฮูหยินใหญ่ลงได้
“เ้าคือ..” ฮูหยินลู่แสดงความพอใจอยู่ไม่น้อยดูท่าคนในใจจวนสกุลเสิ่นแห่งนี้ไม่ได้กลมเกลียวอย่างที่คิด
“เรียนฮูหยิน ข้าคือเสิ่นอ้ายเหรินเ้าค่ะ”
ขณะเดียวกันว่าที่แม่สามีและลูกสะใภ้ต่างจ้องหน้ากันอย่างไม่ลดละสำหรับฮูหยินเสิ่นถึงกลับคลายโทสะลงเมื่อเห็นว่าแม่ผัวกับลูกสะใภ้มีท่าทีที่เริ่มเขม่นกันเข้าแล้ว