สู่เหนือสรรพสิ่ง

    ตอนที่ 54 สหายร่วมฉลอง

    หลี่ซวนค่อย ๆ ก้าวเดินเข้าไปหาศิษย์หยุนซานอย่างช้า ๆ ในหัวของเขาเอาแต่ครุ่นคิดถึงจังหวะที่จางเหว่ยใช้กระบวนท่า ‘วายุสะบั้นฟ้า’ ออกมา... กระบวนท่าที่แหวกสายลมรอบกายฟาดฟันขึ้นสู่เบื้องบนอย่างรุนแรง ทว่ากลับไม่อาจแหวกผืนฟ้าได้ตามชื่อเรียก คงเป็นเพราะระดับพลังของจางเหว่ยยังไม่มากพอที่จะแสดงอานุภาพที่แท้จริงออกมาได้


    เมื่อนึกถึงกระบวนท่านั้น หลี่ซวนก็ชักกระบี่ของตนออกมา ฟู่... เขาสูดลมหายใจลึก เลียนแบบท่วงท่าและวิถีกระบี่ของจางเหว่ยออกมาได้เกือบสิบส่วน ก่อนจะพุ่งทะยานไปเบื้องหน้า แล้วตวัดกระบี่ฟาดฟันสับขึ้นฟ้าทันที!


    ศิษย์หยุนซานเบิกตากว้างด้วยความหวาดผวา มันอ้าปากเตรียมจะตะโกนร้องขอชีวิต ทว่าก็สายเกินไปเสียแล้ว เสียงยังไม่ทันหลุดรอดจากลำคอ คลื่นสายลมคมกริบที่สามารถเชือดเฉือนพุ่งทะยานขึ้นไปบนอากาศ ก็เตรียมจะผ่าร่างของมันออกเป็นสองซีก!


    แต่แล้วในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย ก็มีร่างของบุรุษผู้หนึ่งพุ่งเข้ามาขวางเบื้องหน้าศิษย์หยุนซาน พร้อมกับยกมือขึ้นมารับคลื่นกระบี่นั้นไว้ด้วยท่วงท่าที่ดูสบาย ๆ


    ปังงง!


    หมอกควันและไอวิญญาณฟุ้งกระจายไปทั่วลานประลอง ไม่นานเมื่อฝุ่นจางลง ก็พบว่าเป็นผู้อาวุโสผู้ตัดสินที่เข้ามาหยุดยั้งการโจมตีเอาไว้ได้ทันท่วงที


    ผู้อาวุโสหันไปมองศิษย์สำนักของตนที่นอนกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้นด้วยความหวาดกลัว สภาพไร้ซึ่งจิตวิญญาณที่จะต่อสู้ต่อ เขาก็ได้แต่ถอนหายใจยาวออกมา


    ‘เฮ้อ... สำนักหยุนซานของข้าต้องมาพ่ายแพ้อย่างหมดรูปเช่นนี้ ช่างเสียชื่อเสียงยิ่งนัก ศิษย์ผู้นี้ขวัญหนีดีฝ่อจนไม่คิดจะสู้ต่อแล้วด้วยซ้ำ... แต่จะไปโทษเขาก็ไม่ได้ ในเมื่อเจ้าเด็กสำนักเฟิงหยวนผู้นี้มันร้ายกาจเกินไปจริง ๆ’


    "การประลองคู่ที่หก สำนักหยุนซานพ่ายแพ้! สำนักเฟิงหยวนเป็นฝ่ายชนะ!"


    สิ้นเสียงประกาศ เสียงเฮลั่นจากฝั่งสำนักเฟิงหยวนก็ระเบิดขึ้นทันที ศิษย์ทุกคนต่างโห่ร้องด้วยความสะใจ ในขณะที่ฝั่งสำนักหยุนซานต่างกัดฟันกรอด จ้องมองหลี่ซวนด้วยสายตาเคียดแค้นชิงชัง


    ทว่าหลี่ซวนกลับไม่แยแสต่อสายตาเหล่านั้น เขาหันขวับไปมอง 'จ้าวเทียนเหอ' ที่กำลังจ้องเขม็งมาที่ตนเช่นกัน


    เมื่อสบตากัน หลี่ซวนก็แสดงสีหน้าเย็นชา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน


    "หวังว่าเจ้าจะไม่ชิงตกรอบไปเสียก่อนที่จะมาเจอข้าล่ะ"


    กล่าวจบ เขาก็หันหลังแล้วเดินลงจากลานประลองไปเพื่อรอการแข่งขันรอบถัดไป


    จ้าวเทียนเหอได้ยินดังนั้น สีหน้ากลับมิได้เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย ทว่าหัวคิ้วของมันกลับขมวดเข้าหากันพลางครุ่นคิดบางสิ่งอยู่เงียบ ๆ


    เมื่อหลี่ซวนกลับมาทิ้งตัวลงนั่งพัก ดวงตาและร่างกายของเขาก็พลันบังเกิดความปวดร้าวขึ้นมาทันที


    ‘ร่างกายของข้ายังไม่พร้อมสำหรับการใช้กระบวนท่าของผู้อื่นเช่นนี้ น่าจะเป็นเพราะข้ามิได้ฝึกฝนมันมาตั้งแต่รากฐาน ข้าทำได้เพียงลอกเลียนแบบกระบวนท่าให้ออกมาเกือบสมบูรณ์เท่านั้น...’


    เขาตระหนักได้ว่า หากไม่ใช่เพราะตนมีขนาดห้วงลมปราณที่ใหญ่กว่าผู้บำเพ็ญระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายทั่วไปมากนัก การดึงดันทุรังฝืนใช้ 'ฝ่ามือสยบแปดทิศ' เมื่อครู่ คงทำให้ร่างกายของเขาบอบช้ำจนต้องทรุดตัวลงและเจ็บปวดไปทั่วร่างแล้ว


    และที่สำคัญ เมื่อเขาลองใช้ความสามารถใหม่ของเนตรวิเศษในการคัดลอกกระบวนท่า เขาจะไม่อาจใช้ความสามารถดั้งเดิมอีกสามอย่างของดวงตาได้เลยในระยะเวลาหนึ่ง! เมื่อครู่ระหว่างการต่อสู้ เขาลองพยายามกระตุ้นพลังของมันแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล


    ‘ความสามารถใหม่นี้มันยอดเยี่ยมมากก็จริง แต่ก็มีข้อจำกัดที่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง ขืนข้าฝืนลอกเลียนวิชาที่ไม่เหมาะกับร่างกาย หรือพลังวิญญาณของข้าทนรับไม่ไหว มันคงได้ย้อนกลับมาทำร้ายตัวข้าเองเป็นแน่... หลังจบงานประลองนี้ ข้าคงต้องหาวิธีทำให้กายเนื้อแข็งแกร่งกว่านี้เสียแล้ว’ หลี่ซวนครุ่นคิดอย่างรอบคอบ


    หลังจากผ่านไปพักใหญ่ๆ ก็ถึงคราวของอวี่ฟ่านลงสนาม อวี่ฟ่านจับพลัดจับผลูไปเจอกับศิษย์จากสำนักชางเยว่ ซึ่งเป็นสำนักที่อยู่ในอันดับรั้งท้ายใกล้เคียงกับเฟิงหยวน เขาจึงสามารถเอาชนะมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก


    ระหว่างที่นั่งชม หลี่ซวนก็ลองเพ่งมองกระบวนท่าของอวี่ฟ่าน เขาพยายามที่จะคัดลอกวิชาของอวี่ฟ่านแต่กลับไม่เป็นผล เหมือนกับว่ามันกำลังฟื้นฟูตัวเอง และต้องรอเวลาไม่รู้นานเท่าใดถึงจะใช้ได้อีกครา แต่กลับยังรู้สึกว่าสามารถใช้ความสามารถเดิมทั้งสามได้อยู่


    เขายังพบอีกว่าวิชายุทธ์ของอวี่ฟ่านนั้นแข็งแกร่งและพลิ้วไหวมากทีเดียว แม้จะยังไม่ได้งัดกระบวนท่าไม้ตายใหญ่ออกมา แต่เพียงแค่ท่วงท่าการใช้กระบี่พื้นฐานก็ร้ายกาจพอตัวแล้ว


    และแล้ว เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปกว่าครึ่งวัน... หลี่ซวนต้องขึ้นประลองอีกสามรอบ ซึ่งแต่ละรอบเขาแทบไม่เจอคู่ประลองที่ตึงมือเลย จึงสามารถเอาชนะผ่านเข้ารอบมาได้โดยไม่ต้องออกแรงมากนัก จะมีก็แต่รอบสุดท้ายที่ต้องปะทะกับศิษย์หลักหญิงจาก 'สำนักจินหยาง' ซึ่งเป็นสำนักอันดับสองของพันธมิตรเมฆา ทว่าแม้สตรีผู้นั้นจะแข็งแกร่งและมีฝีมือร้ายกาจเพียงใด ก็ทำได้เพียงบีบให้หลี่ซวนต้องใช้พลังไปเพียงหกส่วนเท่านั้น ก่อนที่นางจะพ่ายแพ้ไป


    ความพ่ายแพ้อย่างง่ายดายของศิษย์หลักหญิงผู้นี้ ทำเอาศิษย์สำนักจินหยางทั้งอัฒจันทร์ถึงกับอ้าปากค้างตกตะลึงไปตาม ๆ กัน


    แม้หลี่ซวนจะทำผลงานได้ดีเยี่ยม ทว่าสถานการณ์โดยรวมของสำนักเฟิงหยวนกลับย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ ศิษย์ตัวแทนส่วนใหญ่แม้จะสามารถเอาตัวรอดชนะในรอบแรกและรอบสองมาได้อย่างหวุดหวิด ทว่าในรอบลึก ๆ กลับต้องไปเผชิญหน้ากับศิษย์หลักยอดฝีมือจากสำนักแนวหน้าจนถูกเล่นงานตกรอบไปตาม ๆ กัน ทำให้ศิษย์สำนักเฟิงหยวนแทบไม่มีใครหลุดเข้าไปอยู่ในยี่สิบอันดับแรกได้เลย


    แม้แต่ศิษย์หลักอันดับหนึ่งอย่าง 'จินซวน' ก็ยังต้องเจองานหิน เขาต้องเผชิญหน้ากับอัจฉริยะหญิงจาก 'สำนักเถิงอวิ๋น' ซึ่งเป็นสำนักอันดับสี่และแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ทั้งสองประลองกันอย่างดุเดือดสูสี ก่อนที่จินซวนจะพลิกเอาชนะมาได้อย่างหืดจับ


    ทว่าความโชคร้ายยังไม่จบสิ้น เมื่อก้าวเข้าสู่รอบลึกเพื่อชิงสิทธิ์เข้าสู่สิบอันดับแรก เขากลับต้องมาปะทะกับศิษย์หลักหญิงอันดับหนึ่งแห่งสำนักหยุนซานนามว่า 'ฉืออิง' สตรีผู้ซึ่งหากประเมินความแข็งแกร่งแล้ว คงไม่ต่างจากหลี่ซวนเลยแม้แต่น้อย! แม้ฉากหน้าการต่อสู้จะดูดุเดือดจนลานประลองสั่นสะเทือน แต่ตัวฉืออิงกลับมีท่าทีผ่อนคลายราวกับยังไม่ได้เอาจริงเลยด้วยซ้ำ


    และสุดท้าย... จินซวนที่ยังไม่ทันจะได้งัดไพ่ตายก้นหีบของตนออกมา ก็ถูกฉืออิงที่เพิ่งจะเริ่มเอาจริงจู่โจมเข้าใส่ เพียงพริบตาเดียว เขาก็ไม่อาจต้านทานพละกำลังอันเหนือชั้นของนางได้และพ่ายแพ้ไปในที่สุด ทำให้จินซวนต้องหยุดเส้นทางของตนไว้เพียงหนึ่งในยี่สิบอันดับแรกเท่านั้น


    ทางด้านหลี่ซวนที่อยากจะลอกเลียนแบบกระบวนท่าอันทรงพลังของพวกเขา กลับพบว่าตนยังไม่สามารถทำได้ เขาได้แต่บ่นเสียดายในใจ


    ‘เจ้าความสามารถที่สี่ของข้า มันไม่อาจคัดลอกกระบวนท่าติดต่อกันได้หลายครั้งอย่างนั้นหรือ? แม้ตอนนี้ข้าจะกลับมาใช้งานความสามารถดั้งเดิมอื่น ๆ ได้ตามปกติแล้วก็ตาม แต่หากเป็นเช่นนี้... เมื่อมันฟื้นฟูกลับมาใช้งานได้อีกครา หากข้าคิดจะคัดลอกกระบวนท่าใด คงต้องเลือกและไตร่ตรองให้รอบคอบกว่านี้เสียแล้ว... น่าเสียดายนัก กว่าจะใช้ความสามารถนี้ได้อีกครั้งก็ไม่รู้ว่าต้องรอถึงเมื่อใด...’ หลี่ซวนได้แต่ทอดถอนใจ


    ตัดมาที่อวี่ฟ่าน สถานการณ์ของเขาก็ไม่ได้ต่างจากจินซวนนัก แม้เขาจะสามารถคว้าชัยชนะมาได้ถึงสามรอบติด ทว่าในรอบตัดสินเพื่อเข้าไปชิงอันดับหนึ่งในสิบ เขากลับโชคร้ายต้องไปปะทะกับบุรุษรูปงามนามว่า มู่หยาง ซึ่งเป็นถึงศิษย์หลักอันดับหนึ่งของสำนักอันดับสามอย่าง 'สำนักชิงสุ่ย!'


    อวี่ฟ่านงัดไม้ตายทั้งหมดที่มีออกมาใช้แบบเทหมดหน้าตัก สู้ยิบตาจนเลือดสาดกระเซ็นเต็มลานประลอง ร่างกายบอบช้ำจนแทบขยับไม่ได้ แต่กลับฝากฝังแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้บนตัวอีกฝ่ายได้เพียงไม่กี่รอย และทำให้อีกฝ่ายหอบเหนื่อยได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเห็นว่าสู้ต่อไปก็มีแต่จะพ่ายแพ้ เขาจึงตัดสินใจเอ่ยปากยอมแพ้ แล้วรีบลงมารักษาตัว


    ส่วนศิษย์หลักและศิษย์คนอื่น ๆ อย่าง หลินเซวียน ก็ดวงซวยไม่แพ้กัน พวกเขาจับฉลากไปเจอแต่ศิษย์หลักของสำนักใหญ่ในรอบลึก ๆ ทำให้ชนะได้เพียงหนึ่งถึงสองรอบเท่านั้น สรุปแล้ว ผู้ที่ติดอันดับหนึ่งในยี่สิบของสำนักเฟิงหยวน มีเพียง จินซวน กับ อวี่ฟ่าน สองคนเท่านั้น!


    ดังนั้น ความหวังสุดท้ายจึงตกมาอยู่ที่ 'หลี่ซวน!'


    การที่เขาฝ่าฟันจนสามารถเข้าไปชิงตำแหน่ง หนึ่งในสิบ ในการประลองวันพรุ่งนี้ได้สำเร็จ สร้างความตื่นเต้นยินดีให้กับศิษย์สำนักเฟิงหยวนเป็นอย่างมาก ถึงขั้นมีศิษย์รีบใช้ค่ายกลสื่อสารส่งข่าวกลับไปรายงานผู้อาวุโสที่สำนักในทันที!


    สำนักเฟิงหยวนไม่เคยมีศิษย์คนใดหลุดเข้ามาติดสิบอันดับแรกของการประลองพันธมิตรเมฆามาเกือบร้อยปีแล้ว! ชัยชนะครั้งนี้จึงเปรียบดั่งการลบคำสาป ซึ่งจะช่วยให้สำนักเฟิงหยวนไม่ถูกลดสิทธิ์ในการส่งศิษย์ และไม่ถูกยึดพื้นที่ค้นหาทรัพยากรใน 'หุบเขาร้อยอสูร'... เช่นนี้แล้ว จะไม่ให้เหล่าผู้อาวุโสในสำนักตื่นเต้นดีใจกันได้อย่างไร!


    ...


    เมื่อการประลองในวันแรกสิ้นสุดลง หลี่ซวนก็เดินกลับมาที่เรือนพัก พร้อมกับอวี่ฟ่านและจางเหว่ยที่ได้รับการรักษาจนฟื้นฟูร่างกายหายดีเป็นปกติแล้ว


    ในยามนี้ บุรุษทั้งสามกำลังนั่งล้อมวงดื่มด่ำกับสุราและของกินเล่นที่อวี่ฟ่านแอบซุกซ่อนเอาไว้ในถุงมิติ เสียงหัวเราะเฮฮาแห่งความสุขดังก้องไปทั่วเรือนพัก


    "ฮ่า ๆ ๆ ๆ! เสี่ยวหลี่ เจ้านี่มันปีศาจสัตว์ประหลาดชัด ๆ! ข้าล่ะไม่อยากจะเชื่อเลยจริง ๆ ว่าศิษย์น้องของข้าจะกลายเป็นตัวเต็งติดสิบอันดับแรกไปเสียแล้ว!" อวี่ฟ่านเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้ ใบหน้าแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุรา


    "พี่อวี่ แค่ดื่มไปสองอึก ท่านก็เมาพับเสียแล้วงั้นหรือ? ไหนท่านเคยคุยโวโอ้อวดไว้เยอะนักหนาว่าคอแข็งนักคอแข็งหนาอย่างไรเล่า!" จางเหว่ยที่เริ่มมีอาการมึนเมานิดหน่อย หัวเราะร่าพลางเอ่ยหยอกล้อสหาย


    "ข้า... ข้าคอแข็งจะตาย! แค่วันนี้สุรามันแรงเป็นพิเศษเท่านั้นแหละ! ฮ่า ๆ ๆ... เอิ๊ก!" อวี่ฟ่านสะอึกก่อนจะยัดจอกสุราใส่มือหลี่ซวน "เสี่ยวหลี่! เจ้าก็ดื่ม... ดื่มเข้าไปอีกสิ! เดี๋ยวยังไง... หากอยากสร่างเมา ผู้บำเพ็ญอย่างพวกเราแค่โคจรพลังก็ขับพิษสุราได้ทุกเมื่อแหละน่า! ถือซะว่าดื่มฉลองที่เจ้าติดหนึ่งในสิบก็แล้วกัน!"


    "พี่อวี่ ท่านเมามากแล้วนะ หากมีศิษย์สำนักอื่นเดินผ่านมาเห็นสภาพท่านในตอนนี้ พวกเขาจะคิดเช่นไรกัน..." หลี่ซวนเอ่ยเตือนด้วยรอยยิ้ม


    "ข้าไม่สนหรอก! เพราะข้า... ก็คือข้า! เอิ๊ก... หากใครมันกล้ามาปากดีด่าทอข้า... ผู้แซ่อวี่ผู้นี้แหละ... จะไปดึงลิ้นมันออกมาให้ดู! ฮ่า ๆ ๆ!"


    ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!


    ยังไม่ทันขาดคำ เสียงเคาะประตูก็ดังขัดจังหวะขึ้น ทว่ายังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ขานรับ ร่างของผู้มาเยือนก็ผลักประตูเปิดเข้ามาทันที!


    พร้อมกับน้ำเสียงดุดันเข้มขรึมที่เอ่ยขึ้นมาว่า "เมื่อครู่เจ้าบอกว่า... หากมีคนด่าเจ้า เจ้าจะดึงลิ้นมันสินะ? เช่นนั้นเจ้าก็ลองมาดึงลิ้นข้าดูหน่อยเป็นไร! หึ ๆ"


    เมื่อทั้งสามคนหันไปมองร่างที่ยืนตระหง่านอยู่หน้าประตู ก็ถึงกับเบิกตากว้างตกตะลึง!


    "ศะ... ศิษย์พี่จินซวน!" จางเหว่ยอุทานออกมาด้วยความตกใจ


    ส่วนอวี่ฟ่านที่กำลังเมาแอ๋ อาการมึนงงก็พลันมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง! สีหน้าแดงก่ำเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นซีดเผือดทันที ก่อนจะรีบฉีกยิ้มแหยประจบประแจง "แฮะ ๆ ๆ... มะ... แหม ใครจะกล้าไปดึงลิ้นสหายจินได้ลงคอกันเล่า! เอ้า! ไหน ๆ ท่านก็แวะมาแล้ว มาดื่มด้วยกันสักถ้วยเป็นเช่นไรขอรับ!"


    สีหน้าของจินซวนพลันปรากฏรอยยิ้มบาง เขารับจอกสุรานั้นไว้ 


    "ไหน ๆ ก็มาแล้ว ข้าขอรับไว้สักถ้วยก็แล้วกัน" พอรับมา เขาก็กระดกรวดเดียวจนหมดจอก แล้วเดินไปทรุดตัวลงนั่งข้างหลี่ซวนอย่างหน้าตาเฉย


    หลี่ซวนที่เห็นดังนั้นก็งุนงงทันที เหตุใดศิษย์หลักอันดับหนึ่งถึงมานั่งข้างตนอย่างสนิทสนม ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเช่นนี้เล่า?


    "เจ้ามีนามว่าหลี่ซวนสินะ ข้าพอได้ยินชื่อเสียงของเจ้าอยู่บ้าง" จินซวนเปิดบทสนทนา ด้วยน้ำเสียงเข้มขรึม


    "ใช่ขอรับ ศิษย์พี่จินซวน แต่ชื่อเสียงของข้าคงไม่มากมายเท่ากับท่านหรอกกระมัง" หลี่ซวนตอบอย่างถ่อมตน


    "หืม เจ้าไม่ต้องมาถ่อมตัวกับข้าหรอก ในตอนนี้เจ้านับว่าเป็นคนดังในสำนักเลยทีเดียวล่ะ แค่ติดหนึ่งในสิบได้พวกผู้อาวุโสก็ดีใจเนื้อเต้นกันมากแล้ว พวกเขาต้องตกรางวัลให้เจ้าอย่างงามเป็นแน่"


    หลี่ซวนได้ยินดังนั้นก็เพียงยิ้มบางและเอ่ยตอบกลับว่า "ข้าแค่โชคดีที่ผ่านเข้ารอบมาได้น่ะขอรับ หากเจอพวกศิษย์หลักคนอื่นที่แข็งแกร่งกว่านี้ ข้าอาจจะตกรอบไปแล้วก็ได้"


    "เจ้าไม่ต้องมาพูดเช่นนั้นกับข้าเลย ติดหนึ่งในสิบได้นับว่าโชคดีที่ไหน อย่างน้อยก็ต้องแข็งแกร่งเป็นอย่างมากถึงจะติดอันดับในนั้นได้..." จินซวนเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองหลี่ซวนด้วยแววตาจริงจัง น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นเข้มขึ้น "แต่ว่า... ถึงอย่างไรเจ้าก็ต้องระวังตัวในวันพรุ่งนี้ให้ดีล่ะ เพราะนี่คือรอบสิบคนสุดท้าย เจ้าจะต้องเจอแต่ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งและรุนแรงกว่าวันนี้มากนัก"


    หลี่ซวนเมื่อได้ยินคำเตือนดังนั้นก็ไม่ตอบอันใด เพียงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ


    อวี่ฟ่านเห็นพวกเขากำลังคุยเรื่องที่ดูจริงจังจนเสียบรรยากาศ ก็พลันกระดกสุราไปอีกหนึ่งอึกใหญ่ แล้วจู่ ๆ ก็พุ่งเข้าไปกอดคอทั้งสองคนประหนึ่งสหายรักที่สนิทสนมกันมาแรมปี ท่าทางเหมือนคนเมาสุดขีด


    "เอ้อ! พวกท่านอย่าทำให้เสียบรรยากาศสิ! นี่มันเวลาฉลองนะ ทำไมต้องมาคุยเรื่องเครียด ๆ เอาป่านนี้ด้วยเล่า!"


    จินซวนที่กำลังโดนกอดคออย่างถือวิสาสะ ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนสีหน้าเป็นเย็นเยียบ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบว่า "นี่เจ้า... กำลังวางแขนไว้บนคอใครอยู่?"


    เฮือก! เมื่ออวี่ฟ่านรับรู้ถึงรังสีอำมหิต เขาก็รีบสะบัดแขนออกทันทีราวกับจับโดนเหล็กร้อน!


    "ดูเหมือนว่าเจ้าจะเมามากแล้วนะ... ให้ข้าช่วยทำให้เจ้าสร่างเมาน่าจะดีกว่า" จินซวนลุกขึ้นยืนช้า ๆ พร้อมกับบิดข้อนิ้วมือจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ แล้วค่อย ๆ ย่างเท้าเดินเข้าไปหาอวี่ฟ่าน


    อวี่ฟ่านเห็นดังนั้นก็เบิกตาโพลง ร้องตะโกนเสียงหลงพลางวิ่งหนีวนรอบห้องทันที "ว้ากกก! ปีศาจ! จอมมารปีศาจกำลังจะฆ่าข้าแล้ว! ช่วยข้าด้วยยย!"


    ค่ำคืนนั้นจึงจบลงท่ามกลางเสียงหัวเราะลั่นของหลี่ซวนและจางเหว่ย ที่ได้แต่นั่งจิบสุรามองดูอวี่ฟ่านโดนกำปั้นของศิษย์พี่จินซวนขยี้หัวสั่งสอนอย่างสนุกสนาน...