สำหรับครอบครัวเสิ่นนี้ หลังจากที่เสิ่นต้าเหว่ยและนางหลี่เจี๋ยให้กำเนิดเ้าของร่าง พวกเขาก็กลับมาใช้ชีวิตในตัวมณฑลในบ้านหลังใหม่ที่ทางโรงงานได้จัดสรรที่อยู่อาศัยตามนโยบายของทางโรงงานให้กับคนงาน ซึ่งสำหรับเสิ่นต้าเหว่ยนี้เขาได้รับการจัดสรรให้เข้าอยู่อาศัยในเรือนสี่ประสานร่วมกับผู้อยู่อาศัยเดิมและยังมีคนงานจากโรงงานต่างๆ อยู่ด้วยกัน
เมื่อผู้เป็สามีสลัดโคลนออกจากชนบทแล้ว มีหรือที่ภรรยาจะไม่ตามไปด้วย นางหลี่เจี๋ยรบเร้าขอตามสามีเข้าเมืองและทิ้งเด็กแรกเกิดอย่างเสิ่นชิงหลัวเอาไว้ให้ผู้เป็ย่าเลี้ยงตามลำพัง
ในแต่ละเดือนเสิ่นต้าเหว่ยจะส่งเงินมาให้เดือนละ 5 หยวนเพื่อเป็ค่าใช้จ่าย แต่หลังจากนั้นไม่กี่เดือนเงินค่าเลี้ยงดูก็ถูกลดลงเหลือแค่เพียง 2 หยวนต่อเดือนเท่านั้น และท้ายที่สุดคือไม่จ่ายแม้แต่เหมาเดียว โดยเหตุผลที่สองสามีภรรยาบอกแก่แม่เฒ่าเสิ่นก็คือว่าพวกเขามีเด็กอีกหนึ่งคนที่ห่างจากเสิ่นต้ายาปีกว่าๆ และมีความจำเป็ที่ต้องประหยัดเงินจึงไม่สามารถส่งให้เท่าเดิมได้อีกแล้ว
ทุกๆ ปีเมื่อสองสามีภรรยาเสิ่นกลับมาเยี่ยมบ้านที่ชนบท พวกเขาก็จะนำเสื้อผ้าเก่าของเสิ่นอันอันลูกสาวคนรองมาให้เ้าของร่างใส่ แม้เ้าของร่างจะเป็มีอายุมากกว่าทว่าร่างกายของเธอกลับเล็กและซูบผอมกว่าเสิ่นอันอันมากเพราะขาดสารอาหาร เด็กสาวรับเสื้อผ้าต่อจากผู้เป็น้องด้วยความดีใจและมักจะใส่ออกไปโอ้อวดเด็กคนอื่นในหมู่บ้านทุกครั้งที่ได้รับชุดใหม่
ผ้าพันคอผืนนี้ก็เช่นกัน นี่เป็ผ้าพันคอที่เสิ่นอันอันทำปลายไหมพรมรุ่ยและเธอพยายามซ่อมมันด้วยการลนไฟ แต่ผลลัพธ์กลับแย่กว่าเดิมมาก ผ้าพันคอกลายเป็ขาดๆ แหว่งๆ เพราะแบบนี้เองผ้าพันคอผืนใหม่ที่เธอเคยชอบและใช้ไปได้แค่ไม่กี่ครั้งจึงไม่เป็ที่พอใจอีกต่อไป
เด็กสาวจึงแสดงความใจกว้างอย่างสุดซึ้งด้วยการโยนมันให้พี่สาวอย่างเสิ่นต้ายาพร้อมกับคำพูดจาที่หวานปานน้ำผึ้ง
“ถ้าไม่ใช่พี่ ตีให้ตายฉันก็ไม่ยอมยกผ้าพันคอผืนนี้ให้หรอก เฮ้อ แต่ทำอย่างไรได้เราเป็พี่น้องกันนี่นา”
พอนึกถึงความทรงจำของเ้าของร่างเดิม เสิ่นชิงหลัวก็กระชับผ้าพันคอผืนให้แน่นขึ้นและยิ้มด้วยความสมเพชพร้อมกับเตือนตัวเองว่าอย่าได้ดูเบาน้องสาวผู้แสนใจกว้างเด็ดขาด
“สหาย ฉันมาหาลูก เขาชื่อเสิ่นต้าเหว่ยเป็คนในโรงงานรีดเหล็ก” แม่เฒ่าเสิ่นเอ่ยกับเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ประจำการอยู่หน้าประตูทางเข้า
เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่แม่เฒ่าเสิ่นมาเยี่ยมเยียนครอบครัวของลูกชายในตัวอำเภอ เนื่องจากฝ่ายนั้นไม่ได้ทิ้งที่อยู่ของเรือนสี่ประสานไว้ สองย่าหลานจึงต้องมารอที่โรงงานรีดเหล็ก
“วันนี้ไม่มีคนงานคนไหนที่ลงทะเบียนไว้ว่าจะญาติมาเลยครับ แต่คุณป้าไม่ต้องห่วงนะ ทางเราส่งคนไปตามหาเสิ่นต้าเหว่ยทั้งที่โรงงานและที่บ้านแล้วเพื่อให้เขาออกมา” เมื่อผู้รักษาความปลอดภัยพูดจบ ไม่นานคนที่ไปแจ้งข่าวก็กลับมาพอดี
พอเห็นว่าคนผู้นั้นกลับมาคนเดียวที่ด้านหลังไม่มีใครตามมาด้วย แม่เฒ่าเสิ่นก็เลยถามขึ้นอีกครั้ง
“สหายแล้ว...ลูกชายฉันไม่ได้มาด้วยหรือ?”
เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรู้สึกลำบากใจเป็อย่างมาก แล้วยิ่งเห็นว่าสองย่าหลานตัวสั่นหงึกหงักฝีปากม่วงซีดเขาก็ยิ่งรู้สึกผิดในใจ
“เอ่อ คือว่าวันนี้เสิ่นต้าเหว่ยลาน่ะครับ”
“เอ...ผิดคนหรือเปล่า พวกเรานัดกันไว้แล้วเขาไม่น่าจะไม่อยู่นะ ลูกชายของฉันอายุ 38 ปี เป็ช่างกลึง มาจากหวางเฉวียนสหายลองตรวจสอบดูอีกทีได้หรือเปล่า?”
“เสิ่นต้าเหว่ยคนที่มีภรรยาชื่อหลี่เจี๋ย มีลูกสาวชื่อเสิ่นอันอัน ช่างกลึงระดับสามใช่ไหมล่ะครับ คนนี้ไม่ผิดแน่ แต่วันนี้เขาไม่อยู่จริงๆ”
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์กระอักกระอ่วนเสิ่นชิงหลัวก็ไม่อยากทำให้พวกเขาลำบากใจ เธอจึงหันมาพูดปลอบใจพลางเกลี้ยกล่อมแม่เฒ่าเสิ่นที่ยืนอยู่ด้านข้าง
“ย่าคะ ฉันว่าเราเดินกลับไปหาที่นั่งพักอุ่นๆ กันดีไหม”
“นั่นไม่ดีเลย” แม่เฒ่าเสิ่นสำรวจร่างกายหลานก่อนจะส่ายหน้าแล้วพูดต่อไปว่า
“เลยเวลานัดแล้วถ้าต้าเหว่ยมาแล้วไม่เห็นเราคงไม่ดีแน่”
เสิ่นชิงหลัวหายใจเข้าลึกๆ พลางคิดอย่างโกรธเคือง เ้าของร่างยืนรอท่ามกลางลมหนาวจนแทบจะแข็งตายอยู่แล้ว ไม่ใช่สิต้องบอกว่าเ้าของร่างเดิมตายไปเพราะความหนาวไปแล้วจริงๆ
หลังจากที่ความทรงจำของเธอได้หลอมรวมกับเ้าของร่างทำให้ได้รู้ว่าิญญาของเ้าของร่างได้ย้อนเวลากลับมาหลังจากที่ตายในชาติก่อนในวัยห้าสิบกว่าๆ หล่อนอยากจะแก้ไขทางเลือกในชีวิตให้ดีขึ้นกว่าเดิม
อนิจจา ราวกับบุญมีแต่กรรมบัง แม้จะย้อนเวลากลับมาเป็เด็กอีกครั้ง แต่ไม่กี่วันก่อน...เ้าของร่างพลัดตกลงไปในแม่น้ำท่ามกลางอุณหภูมิที่หนาวเหน็บในฤดูหนาว แม้จะรอดชีวิตมาได้แต่ร่างกายกลับไม่แข็งแรง เมื่อต้องเดินทางเป็เวลานาน อีกทั้งยังต้องยืนแทบทั้งทางร่างกายจึงรับไม่ไหวและเสียชีวิตทันทีที่มาถึงที่แห่งนี้
นี่มันแย่เสียยิ่งกว่าชาติก่อนหน้าเสียอีก!...
ก่อนตายคราวนี้เ้าของร่างอธิษฐานด้วยแรงจิตเฮือกสุดท้ายของชีวิตว่าอยากให้ย่าของเธออายุยืนยาว ตัวเธอในชาติก่อนดื้อรั้นมาก กว่าจะรู้ตัวว่าคนที่ดีกับเธอที่สุดในชีวิตคือใครก็สายไปเสียแล้ว แม่เฒ่าเสิ่นได้จากไปตอนที่เ้าของร่างอายุเพียง 16 ปีเท่านั้นซึ่งก็คือภายในปีนี้!
ด้วยจิตอธิษฐานหรือความปรารถนาอันแรงกล้าอย่างไรก็ไม่ทราบได้ เสิ่นชิงหลัวที่มาจากโลกอนาคตได้มาร่างนี้แทนเสิ่นต้ายา และเธอได้สัญญาในใจว่าจะพยายามดูแลแม่เฒ่าเสิ่นต่อจากเ้าของร่างเอง
“แต่เรารอพ่อมาตั้งนานแล้วนะคะ ย่าดูตัวเองสิหนาวจนสั่นหมดแล้ว ฉันรู้ว่าย่าปวดกระดูกมาก เอาแบบนี้ก็แล้วกัน ย่าเดินกลับไปที่สถานีขนส่งตรงนั้นมีที่นั่งอยู่ อย่างน้อยๆ ที่จรงนั้นมันก็อบอุ่น เดี๋ยวฉันจะรออยู่ที่นี่เอง ถ้าพ่อมาถึงแล้วฉันกับเขาจะไปรับย่าด้วยกัน”
แม่เฒ่าเสิ่นมองหลานสาวด้วยความหนักใจ เธอหนาวมากจริงๆ แต่ก็เป็ห่วงหลานด้วยเพราะว่าเด็กคนนี้เพิ่งจะสลบไป หากเป็อะไรขึ้นมาอีกจะทำอย่างไร
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปด้วยกันทั้งคู่ดีกว่า” แม่เฒ่าเสิ่นคิดว่าลูกชายของเธอคงไม่โง่เง่าพอที่จะไม่รู้ว่าควรตามหาพวกเขาที่ไหนหรอกใช่ไหม
สองย่าหลานจับจูงกันกลับไปยังสถานีขนส่ง แต่ก่อนจะไปก็ไม่ลืมบอกเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยว่าพวกเขาจะไปไหน
เมื่อมาถึงสถานีขนส่ง แม่เฒ่าเสิ่นเห็นว่ามีผู้คนอยู่มากมายและไม่มีที่นั่ง เธอจึงพาหลานสาวนั่งลงที่พื้นพลางเฝ้ามองไปด้านนอกโดยหวังว่าจะเจอลูกชายโดยเร็ว ในยามนี้ขาสองข้างหนาวเหน็บจนชาไม่รู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนเสิ่นชิงหลัวเธอไม่ได้ใส่ใจเื่นี้สักนิด เธอรู้ว่าเขาคงไม่มาในเร็วๆ นี้แน่แต่พูดไปย่าคงไม่เชื่อ สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้มีเพียงการหลับตาลง
ทันใดนั้นเองภาพเหตุการณ์ตอนที่เธอเสียชีวิตก็ปรากฏขึ้นในใจอีกครั้ง เสิ่นชิงหลัวยืนรอรถประจำทางท่ามกลางสายฝน มือหนึ่งถือร่ม อีกมือก็เลื่อนโทรศัพท์ดูการสตรีมไลฟ์ขายสินค้าซึ่งเป็ที่นิยมมากในปัจจุบัน และในระหว่างที่กำลังดูเพลินๆ ในชั่ววินาทีสายฟ้าก็ผ่าลงมาพรากชีวิตเธอไปในทันที
พอคิดถึงเื่ราวดังกล่าวหญิงสาวก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งอยู่ในมือที่ซุกในเสื้อนวมกันหนาว รูปทรงสี่เหลี่ยมขอบโค้งมน ขนาดใหญ่ใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อย
อืม ความรู้สึกที่คุ้นเคยนี้..
นี่มันสมาร์ตโฟนของเธอ! มันข้ามเวลามากับเธอด้วย!
เสิ่นชิงหลัวรู้สึกประหลาดใจเป็อย่างมาก แต่เธอไม่คิดว่ามันจะมีประโยชน์อะไรในเวลานี้ แบตเตอรี่ของสมาร์ตโฟนอยู่ได้เพียงหนึ่งวันก็ต้องชาร์จพลังงานเพิ่มแล้ว ที่นี่ไม่มีทั้งสายชาร์จและไฟฟ้า แม้สมาร์ตโฟนจะดีเลิศเพียงใดก็ไม่เกิดประโยชน์ ทางที่ดีส่งเสื้อคลุมอุ่นๆ อาหารร้อนๆ มาจะดีกว่า
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในเมื่อมีมันอยู่ในมือ เสิ่นชิงหลัวก็อดไม่ได้ที่จะแอบปลดล็อกหน้าจอแล้วเล่นมันด้วยความเคยชิน
‘หืม อินเทอร์เน็ตใช้งานได้ด้วยเหรอ?’
‘อะไรกัน แบตเตอรี่ขึ้นสัญลักษณ์อินฟินิตี้!!!’
เธอหันซ้ายแลขวาแล้วรีบปิดปากตัวเองด้วยกลัวว่าจะเผลออุทานออกมา ในอนาคตโทรศัพท์เปรียบเสมือนแขนอีกข้างของผู้คน ไม่ว่าจะติดต่อสื่อสาร เพิ่มความรู้ความบันเทิง เก็บภาพถ่ายความทรงจำ ทุกอย่างล้วนทำได้เมื่อมีสมาร์ตโฟนเครื่องเดียว
นี่มันนิ้วทองคำในตำนานชัดๆ!
แค่มีสมาร์ตโฟนที่มีอินเทอร์เน็ต ชีวิตคงไม่จืดชืดเกินไปนักหรอก ทีแรกเธอยังกังวลเื่ความบันเทิงในยุคนี้ที่ไม่ค่อยมีสื่อบันเทิงอะไร แต่นี่มันต่างออกไปแล้ว ขอแค่มีสมาร์ตโฟนทุกอย่างก็เป็เื่ง่ายๆ
หญิงสาวใช้นิ้วสไลด์หน้าจอไปเรื่อยๆ ก่อนจะเข้าไปยังแอปพลิเคชันแอปหนึ่งที่ทำให้หัวใจเธอเต้นแรง
ดูเหมือนวีแชทของเธอจะมีหน้าตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย รายชื่อผู้ติดต่อหายไปทั้งหมด มีเพียงหน้าวีแชทเพย์ที่ยังอยู่ อีกทั้งจำนวนเงินยังคงเท่าเดิม..ห้าพันหยวน!
เธออดคิดเล่นๆ ไม่ได้ว่าหากเงินที่อยู่ในกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์วีแชทเพย์ใช้ได้ที่นี่ก็คงดี เพราะถึงแม้ห้าพันหยวนในยุคที่เธอจากมาจะไม่นับว่าเป็อะไร ทว่าที่นี่เงินจำนวนนี้กลับมีค่ามหาศาล แต่นั่นมันเป็แค่เื่เพ้อฝันเท่านั้น...