พอแดดแรงขึ้นพวกเราก็กลับมาหยุดนิ่งและนั่งลงบนหาดทรายอีกครั้งผมเห็นเดียน่าพยายามก่อปราสาททรายแต่แล้วก็ล้มเหลวอยู่หลายรอบเพราะน้ำทะเลที่เซาะเข้ามา จนผมขยับตัวไปโกยทรายมาทำกำแพงอีกฝั่งให้เธอ
“เสร็จจากนี่ฉันขับรถพาเธอไปหาพ่อแม่เลยดีไหม”ผมถามขึ้น เธอตั้งใจนั่งรถมาขนาดนี้แต่สุดท้ายก็มาอ้อยอิ่งที่ชายหาดกับผมเป็ชั่วโมงๆโดยไม่ได้บอกว่าอยากไปไหนหรือทำอะไรต่อให้ชัดเจนทั้งที่เธอก็มีอีกหลายสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ แล้วการเจอครอบครัวก็เป็หนึ่งในนั้น
“บอกตามตรงนะพอมาถึงแล้วฉันก็กลัวเหมือนกัน”
“กลัว?”
“ใช่...ฉันยังไม่ได้เล่าให้นายฟังใช่ไหมว่าความจริงแล้วฉันถูกกักตัวอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อเฝ้าระวังโรคประจำตัว”
“อือ” ผมตอบถึงจะพอรู้เื่นั้นมาจากการลอบดูความทรงจำแล้วก็ตาม แต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมด
“ตอนฉันสิบขวบฉันเป็ลมและฟื้นอีกทีหลังจากนั้นสามวัน พ่อกับแม่บอกว่าร่างกายฉันมีภาวะแพ้ภูมิตัวเองบางครั้งเม็ดเืขาวที่ควรปกป้องฉันก็จะทำลายฉันรวมทั้งเชื้อโรคที่อาจจะเข้ามาโดยไม่มีภูมิคุ้มกันดูแล ทีแรก...พ่อกับแม่ส่งไปรักษาโรงพยาบาลที่ดีที่สุดของภูเก็ต แต่มันแพงมากเพื่อนของแม่แนะนำให้ส่งฉันไปรักษาที่โรงพยาบาลรัฐในกรุงเทพฉันก็เลยได้ไปอยู่ที่นั่น”
แบบนี้สินะเธอถึงดูเฟอะฟะเหมือนหลุดมาจากยุคหิน ที่แท้ก็คนป่วยติดโรงพยาบาล ไม่เคยได้ออกมาเจอโลกภายนอกตั้งหลายปี
“จากนั้นฉันก็อยู่อย่างมีความหวังว่าจะหาย แรกๆ ยังพอได้กลับบ้านบ้าง แต่่สามปีหลังมานี้ฉันได้แต่อยู่ในโรงพยาบาลบางครั้งฉันรู้สึกเหมือนเป็สัตว์เลี้ยงที่หมอเอาไว้ทำการวิจัย ฉันเหงาแล้วก็คิดถึงบ้านมาก”
แม้ผมไม่เคยถูกขังแต่ผมเข้าใจคำว่าสัตว์เลี้ยงผมเองเคยถูกขอร้องให้อยู่แต่ในบ้าน แม้เขาจะบอกว่าทำไปเพราะไม่อยากให้ผมมีอันตรายหรืออาการแย่ลง แต่ผมรู้ดี สายตาของพวกเขาปะปนไปด้วยความหวาดกลัวและอับอายที่ผมไม่โตขึ้น สีผมแปลกประหลาด และเริ่มพูดเพ้อไม่รู้เื่
เดียน่าอาจจะรู้สึกว่าพ่อแม่เหนื่อยกับเธอมามากเหมือนกับที่ผมเองก็รู้สึกแต่เธออดทนมาได้ขนาดนี้ ผมล่ะทึ่งเลย
“เพื่อนสนิทตอนเด็กของฉันคนหนึ่งเคยซื้อหนังสือให้อ่านระหว่างฉันรักษาตัวใหม่ๆมันชื่อ... ด้วยรักและช็อกโกแลต นายเคยอ่านไหม?”
ผมส่ายหน้าผมเคยอ่านหนังสือเพื่อหาสิ่งที่ผมเป็เหมือนกัน แต่หนังสือพวกนั้นมันไร้สาระสิ้นดีไม่มีอะไรมีประโยชน์สักอย่าง แถมยิ่งอ่านยิ่งชวนง่วงนอน
“หลายเื่ในเล่มนั้นให้แรงบันดาลใจกับฉันและฉันก็เริ่มเขียนว่าตัวเองยังอยากทำอะไรก่อนตายบ้าง มันสนุกดีที่ได้ทำอะไรเล็กๆน้อยๆ ให้รู้สึกว่าชีวิตตัวเองยังมีค่าให้อยากอยู่ต่อไป จนกระทั่งเกือบ 5 เดือนที่แล้ว ฉันเข้าห้องไอซียูจากปอดติดเชื้อ...”
เธอกับผมหยุดปั้นทรายั้แ่เมื่อไรไม่รู้และผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมผมตั้งใจฟังเื่เธอขนาดนี้
“ฉันเกือบตายหลังจากนั้นพ่อก็โทรมาให้กำลังใจฉันหนึ่งครั้ง แต่ฉันไม่ได้อยากได้แค่นั้นเพราะว่าแม่กับน้องสาวไม่ไปหาฉันก่อนหน้านั้นเป็ปีแล้ว แม้แต่พ่อก็ไม่มาเลยตลอด 1ปีที่ผ่านมา ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเขามาหาฉันเดือนละครั้ง ฉันเลยอยากออกมาเจอพวกเขามากๆ”
“กลัวตายก่อนเจอเหรอ”
“ใช่แล้วอีกอย่าง...” ผมเห็นั์ตาเธอสั่นน้อยๆ ก่อนจะพูดประโยคต่อมา
“ฉันกลัวว่าพวกเขาจะกำลังมีความสุขโดยที่ไม่มีฉันได้แล้วสุดท้ายตัวเองก็จะถูกลืมไปน่ะสิ”
ถูกลืมอย่างนั้นเหรอ...
ถ้าเป็แบบนั้นจริงบางทีเวลานี้ผมเองก็อาจจะกลายเป็คนที่ถูกลืมไปแล้วเช่นกัน...
“แต่ฉันคิดไว้แล้วว่าถ้ากลับบ้านก็มีโอกาสที่พ่อกับแม่จะส่งฉันกลับทันทีเพราะฉันเป็ภาระ และอ่อนแอฉันต้องทำข้อที่เหลือให้หมดก่อน เหลืออีกไม่กี่ข้อเอง” เธอยิ้มสดใสกลบเกลื่อนความทุกข์ได้อย่างไม่เนียนเลยสักนิด
“แล้วทำไมต้องอยากมาทะเลด้วยเล่นมาั้แ่เด็กไม่ใช่หรือไง”
“ใช่แต่เพราะเป็ทะเลนี่ล่ะฉันถึงอยากมาตอนแรกฉันเขียนสถานที่อยากไปทั้งหมดปาไปห้าสิบข้อแน่ะ จนมาคิดว่าจริงๆแล้วฉันอยากทำอะไรกันแน่ ระหว่างไปในที่ใหม่ให้ครบกับกลับมายืนที่เดิมอีกครั้งฉันเลือกอย่างหลัง”
“งั้นเหรอ...”
แล้วผมล่ะ?ผมมีเื่ที่อยากทำบ้างไหมนะแล้วถ้าเกิดทำแล้วชีวิตเฮงซวยตอนนี้จะมีอะไรเปลี่ยนไปได้ไหมนะ?
จ๊อก...
“อ่า...ตอนนี้หิวมากเลย ยังไงก็ต้องกินก่อนล่ะนะ” เธอยิ้มเขิน
“รู้แล้วล่ะ” เสียงท้องเดียน่าร้องดังจนผมคิดว่ากระเพาะอาหารเธอพร้อมจะย่อยตัวเองซะขนาดนั้น
“ไปกินบุฟเฟต์กันไหมฉันเคยเห็นในทีวีว่าเราจะกินเท่าไรก็ได้ในราคาเดิมนี่”
“กินไหวเหรอขนมจีนจานเดียวก็อิ่มแล้วไหม”
“ก็มันอยู่ในสามสิบสิ่งที่อยากทำด้วยนี่นา”เธอบอก ผมลืมไปแล้วว่ามีอะไรบ้าง
“...ไปก็ไป”
“ต้องอย่างนี้สิเ้าแกะ!”
รอยยิ้มกว้างเหมือนปากจะฉีกถึงรูหูแบบนี้มันกลายเป็สัญลักษณ์ประจำตัวเธอแล้วสินะยัยเฟอะฟะ
.......................................................................
ร้านบุฟเฟต์ทะเลเผามันออกจะเสี่ยงกับสุขภาพก็จริงแต่ฉันขอบอกตามตรงว่าตอนนี้ตื่นเต้นสุดๆ
สมัยก่อนที่ฉันจะป่วยไม่เคยมีร้านบุฟเฟต์แบบนี้มาก่อนหรือไม่ฉันก็ยังเด็กเกินกว่าจะรู้จักมัน นี่แค่เดินเข้าร้านกลิ่นหอมของมันกุ้งที่ไหลจากหัวลงไปย่างบนเตาไฟมันยั่วใจทันที เหมือนในทีวีเลย
“หอมมากเลยเนอะอ้าว...”
ฉันกำลังจะหันไปขอบคุณที่เ้าแกะยอมตามใจพามาแต่เขาถูกแรงดึงดูดของกลิ่นดึงให้เดินเข้าไปก่อนฉันเสียอีกทีแรกฉันก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร แต่พนักงานก็อธิบายทุกอย่างแค่ไปหยิบอาหารสดมาย่างในเตาก็จะได้กินของอร่อยแล้ว
ไม่นะ…
อยู่ๆอาการเจ็บหน้าอกเหมือนมีอะไรมาทิ่มก็กลับมาฉันควานหายาในกระเป๋าก่อนที่จะรีบกินให้ไวที่สุด สายตามองไปยังแขนตัวเองทั้งที่ตอนแรกมันเป็ผิวเนียน แต่ตอนนี้ผื่นกำลังขึ้นฉันรีบดึงแขนเสื้อปิดไว้ไม่ให้เ้าแกะเห็น
พอเขาเดินมาพร้อมกับของเต็มจานฉันก็รีบลุกทันที
“ไปตักก่อนนะ”
ที่จริงเขาไม่แม้แต่จะมองหน้าฉันด้วยซ้ำถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่อยากให้เ้าแกะสังเกตเื่อาการป่วย เลยรีบเดินออกมา และพบว่ามีใครคนหนึ่งกำลังจ้องมองฉัน
ใครคนหนึ่งที่ฉันคุ้นเคยเพียงแต่ตอนนี้สูงใหญ่จนเกือบจำไม่ได้คนที่กำลังจ้องหน้าฉันด้วยความตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด
“เดียร์!”เขาเสียงดังจนคนรอบๆ ต่างหันมามองเรา แต่ที่พูดดังกว่าก็คือฉันนี่ล่ะ
“ไก่โต้งงงงง”
‘โต้ง’ หรือที่ฉันชอบเรียกว่า ‘ไก่โต้ง’ คือเพื่อนสมัยเด็กที่สำคัญคนหนึ่งของฉันและเป็เพียงคนเดียวซึ่งยังติดต่อหาฉันผู้อยู่โรงพยาบาลมาหลายปีเขาชอบเขียนจดหมายไปหาในวันสำคัญเป็เพื่อนคุยเล่าโน่นนี่ให้ฟังบ้างเวลาที่ฉันสามารถโทรศัพท์ได้
การเจอกับไก่โต้งคือหนึ่งในสิ่งที่ฉันอยากทำก่อนตาย และก็โชคดีที่ฉันได้เจอกับเขานี่คงจะเป็การรำลึกความหลังที่ดีเว้นก็แต่โต๊ะของเรายังมีเพื่อนใหม่ที่เอาแต่กินกุ้งไม่พูดไม่จานั่งด้วยนี่ล่ะ
“เ้านี่เป็เพื่อนในโรงพยาบาลของเดียร์เหรอไม่เห็นเคยเล่าให้ฟังเลย” ไก่โต้งถามขึ้น เรียกฉันว่า ‘เดียร์’ตามฉายาที่แปลว่ากวาง เพราะสมัยก่อนฉันชอบถักผมสองข้างเหมือนเขากวาง
“ก็ประมาณนั้น”ฉันตอบคำถามสั้นๆก่อนจะมองเห็นกุ้งตัวใหญ่อยู่ในจานถูกแกะให้เรียบร้อยโดยฝีมือของคนถาม
ไก่โต้งยิ้มเหมือนตอนเด็กมากเขายิ้มกว้างเห็นเขี้ยวข้างหนึ่ง ฉันเคยคิดว่าถ้าโตขึ้นมาแล้วเขี้ยวนี้หายไปฉันคงเสียดายแย่
“อะ ทิชชูจะได้ไม่เลอะมือ” สำเนียงทองแดงของเขาฟังแล้วคุ้นหูเมื่อก่อนไก่โต้งตัวสูงแค่หัวไหล่ฉัน เขาเป็คนร่าเริง ใส่แว่น ผิวขาวตัดกับผิวสีน้ำผึ้งของฉันอย่างสิ้นเชิง
“ขอบใจนายสูงขึ้นมากกกก จำแทบไม่ได้แหนะ” ตอนนี้ฉันนี่ล่ะที่สูงแค่หัวไหล่เขา
“แล้วทำไมมาแค่สองคนไม่พาดาเลียมาด้วยล่ะ” พอไก่โต้งถามถึงน้องสาว ฉันก็ไม่รู้จะเล่ายังไงดีเื่มันยาวและไก่โต้งคงไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ฉันทำแน่ ตามนิสัยขี้เป็ห่วงของเขา
“ไปโรงเรียนน่ะ”ฉันตอบเลี่ยงๆ
“วันนี้วันเสาร์”คำถามจี้ของเขาทำเอาฉันไปไม่เป็ ปกติก็โกหกไม่เก่งอยู่แล้ว ยิ่งกับไก่โต้งฉันยิ่งรู้สึกว่าฉันไม่สามารถปิดบังเขาได้
“เรียนพิเศษไงอย่าบอกนะว่าไม่รู้จัก” เป็เ้าแกะที่พูดแทรกขึ้นมาเสียงเรียบเรียกความสนใจจากไก่โต้งไปได้ก่อนความแตก
“อ๋อ”ความจนใจในทางไม่ดีน่ะนะ หน้าตาหาเื่เชียว
“ว้าเสียดายจังเลยนิ อยากชวนไปเที่ยวงานแฟร์ด้วยกันถ้ามีดาเลียหมอนี่จะได้มีเพื่อนนั่งชิงช้า์” ไก่โต้งกลับมาพูดกับฉันอีกครั้งโดยไม่ลืมกระแทกเสียงตอนที่พูดถึงเ้าแกะ
“งานแฟร์อะไรเหรอ”
“ถลางแฟร์มันก็งานวัดนั่นล่ะ แต่เรียกให้เท่ๆ นิ” โต้งอธิบาย
งานวัด...ใช่แล้ว ฉันเขียนไว้ในสิ่งที่อยากทำข้อหนึ่งว่าอยากนั่งชิงช้า์ มันน่าจะมีนะ
“นายอยากไปไหมเ้าแกะ”ฉันถามเ้าแกะ เขาพยักหน้าก่อนจะหาวทั้งที่กุ้งอยู่ในปากจนไก่โต้งถึงกับเบ้หน้า
“เพื่อนเดียร์ป่วยเป็อะไรจิตเวชเหรอ” โต้งแอบกระซิบตอนเ้าแกะไปห้องน้ำ ฉันหัวเราะเบาๆอยากแก้ตัวและเล่าถึงความพิเศษของเขาให้นะแต่พอเห็นสีหน้าน่าแกล้งของไก่โต้งก็อดพยักหน้าไม่ได้ เขาถึงกับตาโต
คนอะไรเชื่อง่ายจัง
ฉันหัวเราะให้กับท่าทีของไก่โต้งก่อนคิดถึงงานถลางแฟร์
คืนนี้ต้องสนุกแน่ๆ...