บทที่ 29
“ก็อกๆๆ” “นายท่าน นายท่านขอรับ ถึงเวลาตื่นแล้วขอรับ” เสียงเด็กชายร้องเรียกผู้เป็นเจ้านาย“โอย เช้าแล้วเหรอ กี่โมงแล้วเนี่ย” หลงเฟยตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย แล้วตะโกนถามออกไป“6 โมงเช้าขอรับนายท่าน พวกเราเตรียมของเสร็จ พร้อมออกเดินทางแล้วขอรับ” แวน เด็กชายวัยสิบเอ็ดปีตอบกลับนายท่านของตนอย่างฉะฉาน“ฉิบหายแล้ว! ขอบใจนะแวน เดี๋ยวฉันจะรีบไปให้เร็วที่สุด” หลงเฟยรู้ตัวแล้วว่าตัวเองตื่นสาย ปกติเวลานี้เขากำลังจะเตรียมทอดไก่แล้ว แต่นี่ยังนอนอยู่บนเตียงอยู่เลย ตอนนี้หลงเฟย และผู้ช่วยทั้งสามกำลังวิ่งกันสุดชีวิต จากร้านในย่านการค้าไปยังประตูเมืองที่เขาตั้งร้านประจำ แม้จะมีร้านของตัวเองแล้วแต่ชายหนุ่มยังไม่ได้ตกแต่งร้านเลยสักนิด ที่สำคัญวันนี้เขาจะถือโอกาสแจ้งให้ลูกค้า และชาวบ้านที่ต้องการรับอาหารแจกให้ไปใช้บริการร้านใหม่ของเขาแทน “โอ้โห วันนี้มาสายมากเลยนะเฟย” การินตะโกนทักทายชายหนุ่มด้วยหน้าตายิ้มแย้มเช่นเคย“แฮ็กๆๆ ขอโทษครับ พี่การิน พี่มิเชล” หลงเฟยหอบเหนื่อยตัวโยนเลยทีเดียว“ไม่เป็นไรๆ รีบมาตั้งร้านกันเถอะจ้ะ หืม...สามคนนี้หรือว่าจะเป็นทาสที่เจ้าไปซื้อมาพร้อมลีมูนเหรอ” มิเชลถามหลงเฟยด้วยความสงสัย“ใช่แล้วครับ นี่คือคุณเควิน คุณแอน และเด็กคนนี้ชื่อแวนครับ” หลงเฟยแนะนำทาสทั้งสามให้กับพี่ๆได้รู้จัก แล้วหลังจากนั้นมหกรรมการตั้งร้านก็เกิดขึ้นอย่างเร่งรีบ ครั้งนี้แม้จะขาดลีมูนกับอารินไป แต่ได้พ่อแม่ลูกทั้งสามมาช่วยแทนทำให้งานเดินหน้าอย่างรวดเร็ว “ฉ่า!...” เสียงน้ำมันจากการทอดไก่แตกซ่านกระเซ็น พร้อมกับกลิ่นที่หอมฟุ้งไปทั่ว ทั้งชาวบ้าน และตัวพ่อครัวเองต่างก็น้ำลายไหล “คุณแอนตอนหยิบไก่ลงกระทะต้องหย่อนเบาๆ อย่าโยนไม่อย่างนั้นน้ำมันจะกระเด็นใส่ แต่ไม่ต้องกลัวหรือตกใจนะครับ เดี๋ยวจะเกิดอุบัติเหตุ ถ้าน้ำมันกระเด็นใส่ก็ล้างน้ำแล้วเอายานี้ไปทานะครับ” หลงเฟยสอนวิธีทอดไก่ให้กับแอนอย่างชำนาญ เพราะเขาเคยสอนพวกลีมูนมาแล้ว ซึ่งแอนก็เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว “พอข้าวเหนียวสุกได้ที่แล้วก็เปิดฝาออกมาเลยครับ ตรงนี้ระวังร้อนด้วยเพราะไอน้ำจะพุ่งขึ้นมาใส่หน้าเรา คุณเควินใช้ผ้าจับขอบตรงนี้ยกข้าวเหนียวเทลงถาดก่อน แล้วใช้ทัพพีคนข้าวให้ระบายความร้อน จากนั้นก็ตักเก็บใส่กระติกไว้ แล้วค่อยแบ่งใส่ห่ออีกทีครับ” หลงเฟยสอนขั้นตอนให้เควินอย่างละเอียด พร้อมแนะเทคนิคต่างๆเพื่อง่ายต่อการจัดการ ส่วนแวนนั้น ให้ช่วยในเรื่องของการปิ้งหมูปิ้ง เพียงแค่คอยกลับด้านไปมาไม่ให้เนื้อหมูไหม้เท่านั้น ซึ่งเป็นงานง่ายๆสำหรับเด็ก หลงเฟยยังง่วนกับการสอนทำอาหาร พร้อมเก็บเงินลูกค้าไปด้วย ตอนนี้หน้าที่ต้มไข่ และชงกาแฟจึงเป็นของการินกับมิเชลชั่วคราว จนถึงเวลาแปดโมงเช้า อาหารใกล้จะหมดแล้ว แต่ลูกค้าประจำอย่างองค์หญิงน้อยเซฟีน่ากลับยังไม่มา ซึ่งน่าประหลาดใจสำหรับหลงเฟยอยู่ไม่น้อย แต่สักพักทหารองครักษ์หน้าเดิมก็ลงจากรถม้า มารับอาหารแทนสำหรับทั้งพระราชา ราชินี และเจ้าหญิง ซึ่งวันนี้นายทหารคนนี้มีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก “ท่านองครักษ์ ท่านเป็นเป็นอะไรรึเปล่าสีหน้าดูไม่ค่อยดีเลย” หลงเฟยเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง เพราะรู้สึกคุ้นเคยกับชายคนนี้อยู่บ้าง“ข้าแค่ไม่ได้นอนตั้งแต่เมื่อวานน่ะ ในที่ประชุมวุ่นวายมากทั้งเรื่องโรคระบาด ทั้งเมืองที่ถูกมอนสเตอร์โจมตี ข้าต้องอยู่เวรข้ามวันข้ามคืน เพราะสหายข้าไปร่วมคุ้มกันนักเวทย์ที่ไปรักษาโรคระบาดอย่างเร่งด่วน ตารางเวรเลยคลาดเคลื่อน ทำให้เครียดเหมือนกันนะ” องครักษ์วัยกลางคนถอนหายใจแล้วนั่งลงอย่างหมดแรง ระหว่างรออาหาร“ถ้าอย่างนั้นท่านเชิญดื่มกาแฟก่อนจะได้สดชื่น คุณแอนครับขอกาแฟให้ท่านองครักษ์แก้วนึงครับ อืม...ว่าแต่เรื่องโรคระบาดนี่มันเป็นยังไงเหรอครับ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้มั้ย เผื่อผมจะช่วยอะไรได้ เอ่อหมายถึงจะได้เตรียมตัวถูกนะครับ” หลงเฟยได้ยินเรื่องโรคระบาดมาหลายครั้งแล้ว เขาอยากรู้เรื่องจริงๆว่าเป็นยังไงกันแน่ ด้วยตัวเขาที่สามารถหาเงินในโลกนี้ได้เป็นกอบเป็นกำ ถ้าต้องมาหยุดไปรายได้คงหดหายเป็นแน่ ทั้งคำสั่งเสียของปู่ที่บอกให้เขาใช้ชีวิตให้เต็มที่ในโลกใบนี้ และมิตรภาพดีๆที่ได้จากคนที่นี่เขาไม่อยากเสียมันไป การิน และมิเชลสองทหารประจำป้อมกำแพงเมืองก็มาร่วมวงฟังด้วยเช่นกัน นายทหารองครักษ์ที่คุ้นเคยกันดีจึงไม่ได้ติดใจอะไรที่จะเล่าให้ทั้งสามฟังระหว่างรออาหาร พร้อมจิบกาแฟอุ่นๆยามเช้าไปด้วย“คือว่าโรคระบาดที่ว่าเนี่ยมันแพร่กระจายเร็วมาก ในทุกวันจะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และเพิ่มทบทวีขึ้นเรื่อยๆ พวกเราใช้ทั้งยารักษา พร้อมกับหมอที่เก่งที่สุดก็ยังรักษาไม่หาย เมื่อลองรักษาด้วยเวทย์มนต์ปรากฏว่าอาการของผู้ป่วยคงตัว และเริ่มดีขึ้นจนกระทั่งหายป่วย แต่โรคนี้มันก็เป็นโรคประหลาดอยู่ดี”“ประหลาดยังไงเหรอท่าน?” การินถามย้ำให้องครักษ์รีบเล่าเรื่อง“ทั้งในน้ำ อาหาร พืชผลการเกษตร สัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่มอนสเตอร์ ทางการก็ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ เป็นโรคที่แพร่จากคนสู่คนเท่านั้น เรียกได้ว่าแค่หายใจรดกันก็ติดแล้ว ได้ยินว่าบางที่ถึงขนาดเผาคนทั้งหมู่บ้านทั้งเป็น” องครักษ์เล่าออกมาด้วยเสียงเครียด “ป็อง! แป็ง!” เสียงจานพลาสติกตกลงพื้นเรียกความสนใจจากทุกคน เด็กน้อยแวนทำจานตกพื้น สีหน้าของเขาซีดเผือดยืนตัวสั่นเทามือไม้อ่อนแรง เมื่อผู้เป็นมารดาเห็นดังนั้นจึงวิ่งเข้าไปกอดลูกชายทันที“แวนลูก! ใจเย็นๆนะลูก เรื่องร้ายๆมันผ่านไปแล้ว ไม่ต้องกลัว ฮือๆๆ” ขณะที่แอนหญิงวัยกลางคนเข้าไปปลอบลูกชาย เธอกลับร้องไห้ออกมาอีกคนนึง เมื่อหลงเฟยเห็นดังนั้นเขาก็นึกได้ว่า ผู้ช่วยของเขาทั้งสามคนมาจากหมู่บ้านที่เกิดโรคระบาด เรื่องราวที่องครักษ์เล่ามาคงจะกรทบกระเทือนจิตใจพวกเขาค่อนข้างมาก ชายหนุ่มจึงเข้าไปนั่งคุกเข่าข้างๆ และปลอบสองแม่ลูกอีกที“เอ่อ...ผมขอโทษนะครับคุณแอน ขอโทษนะแวนที่ทำให้ต้องนึกถึงเรื่องไม่ดีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้เราไม่ต้องกังวลแล้ว เพราะองค์ราชาได้ส่งนักเวทย์รักษาเข้าไปช่วยผู้ป่วยแล้ว โรคระบาดมาไม่ถึงที่นี่หรอก” ทุกคนได้ฟังคำปลอบใจจากหลงเฟย แต่ก็มีเพียงแอนกับแวน และเควินที่เพิ่งจัดสำรับอาหารของพระราชาเสร็จเท่านั้นที่รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมา แต่นายทหารทั้งสามกลับยังทำหน้าเครียด แล้วราชองครักษ์ก็พูดทำลายหวังนั้นอีกครั้ง“นักเวทย์สายรักษาของเรามีน้อยเกินไป ที่ส่งไปช่วยเมืองเวนนิสนั่นคือทั้งหมดที่เมืองหลวงแอนวีนแห่งนี้มี ส่วนการระบาดนั้นเกิดขึ้นในหลายหมู่บ้าน และเมืองที่ห่างไกล นักเวทย์รักษาที่มาจากเมืองอื่นๆก็กระจายกันไป ไม่ง่ายเลยที่จะรักษาทันจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น”