ชายหนุ่มเพิ่งเอ่ยจบบิดาและน้องสาวทั้งสองพลันหันขวับมองทันใดการแสดงออกเช่นนั้นตัวเขาเองก็เดาไม่ออกว่ากำลังชื่นชมเขาหรือไม่อย่างไร
“เอ่อข้าเห็นว่าความคิดเขารอบคอบ เรื่องทำนองนี้ คงเรียกมาปรึกษาหารือได้ใช่หรือไม่?” เฉินอี้เหอระมัดระวัง พิจารณาก่อนครู่หนึ่งก่อนเอ่ย
“ก็จริงในเมื่อหมั้นหมายกับเฉินจิ้งเจียแล้วเช่นนั้นก็ควรช่วยคิดอ่านเพื่อจวนป๋อชางโหวสักหน่อย” ป๋อชางโหวกล่าวจริงจังจากนั้นจึงโบกมือใส่เฉินอี้เหอ “เจ้าไปเรียกเขามาเถิด”
นับว่าความคิดของเฉินอี้เหอช่วยหาทางไปต่อได้แล้วทำเอาเจ้าตัววิ่งเต้นไปด้วยความดีใจ
ครั้นเห็นท่าทางเฉินอี้เหอป๋อชางโหวอดที่จะหวาดผวาเผยฉางชิงยิ่งขึ้นเสียมิได้ เพิ่งผ่านมานานเท่าไรเองเจ้าลูกชายโง่ของเขาก็ถูกซื้อตัวไปแล้ว
เขาคิดก่อนหันมองเฉินจิ้งเจียบุตรสาวแก้วตาดวงใจที่ตนคอยถนอมมาโดยตลอดนั้น เพื่อตัวนางตนไม่มีทางถูกเผยฉางชิงเกลี้ยกล่อมไปเร็วเพียงนี้เด็ดขาด!
ไม่นานเผยฉางชิงก็กลับมาพร้อมเฉินอี้เหอครั้นย่างเข้าประตู ก็สะดุดตากับเฉินจิ้งเจียที่อยู่ข้างกายป๋อชางโหวทันทีทำเอาทั้งสองจ้องตากันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหันไปทำความเคารพป๋อชางโหวข้างๆ
ไหนเลยการกระทำเล็กๆนี้จะเล็ดลอดสายตาป๋อชางโหวไปได้ เขาทำหน้าไม่สบอารมณ์ทันใดนี่บุตรสาวบ้านตนเชียวนะ แล้วไฉนเจ้าหมอนั่นถึงเอาแต่จ้องไม่วางตาเล่า?
อีกทั้งในห้องนี้นอกจากเฉินอี้เหอและเผยฉางชิงแล้ว ก็มีเพียงป๋อชางโหวและเฉินจิ้งเจียสองคนเท่านั้นซึ่งเฉินอี้เหอพูดแค่ว่าป๋อชางโหวมีธุระอยากหารือด้วยหาได้เอ่ยว่าเฉินจิ้งเจียก็อยู่ด้วย เขายังจ้องตาเป็นมันขนาดนี้เชียว
“มิทราบว่าท่านโหวเรียกข้าน้อยเผยมามีเรื่องอันใดหรือขอรับ?” เผยฉางชิงถามอย่างนอบน้อม
ต่อให้เขาจะเคารพเปี่ยมมารยาทเพียงใดแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ขวางหูขวางตาป๋อชางโหวอยู่ดี “อี้เหอ เจ้าบอกเขาว่าอย่างไร?”
เผยฉางชิงลูบจมูกตัวเองด้วยความประหม่าไม่รู้ว่าตนไปยั่วโทสะป๋อชางโหวเข้าตรงไหนเช่นกันจึงทำได้เพียงหันหน้ามองเฉินอี้เหอข้างกาย
เฉินอี้เหอเองก็มิได้คิดมาบอกเรื่องราวให้ฟังทันที “เฉินจิ้งโหรว พวกไร้สมองนี่รู้ทั้งรู้ว่าหากพูดเช่นนี้ตนจะได้รับความสนใจแต่ไม่คิดบ้างว่านี่เทียบเท่ากับการเอาจวนป๋อชางไปสุมเพลิงน่ะ”
แค่เขาเอ่ยแรงโทสะพลันตีขึ้นทันใด “นางเองก็ไม่คิดเสียบ้าง หากจวนป๋อชางโหวล่มจมขึ้นมาอย่าว่าแต่เป็นคุณหนูอะไรเลยเกรงว่าแม้แต่คนใช้บ้านอื่นนางก็ยังเทียบไม่ได้ด้วยซ้ำ!”
เทียบกับเฉินอี้เหอยามหัวเสียเกรี้ยวกราดแล้วนั้นเฉินจิ้งเจียดูสงบสุขุมอย่างเห็นได้ชัด นางมองเผยฉางชิง“แม้นข้าจะหาข้อเสริมแก้ต่างให้แล้วบ้างแต่คนอื่นตั้งไม่รู้เท่าไรยังคงสนใจคำพูดก่อนหน้าของเฉินจิ้งโหรวอยู่ดี”
เรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องให้นางพูดเผยฉางชิงก็เข้าใจได้ เขาพยักหน้ารับ “สถานการณ์ในยามนี้จวนป๋อชางโหวควรต้องสงวนตัวไว้ขอรับ”
“แค่นี้ยังต้องให้เจ้าบอกอีกหรือ?” ป๋อชางโหวโพล่งขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์
เฉินจิ้งเจียรู้สึกจนปัญญาบ้างแล้วพ่อของนางอะไรก็ดีไปหมดทุกอย่าง อะไรก็ตัดสินแยกแยะได้อย่างขัดเจนทว่าพอเป็นเรื่องตัวเองก็มิอาจสงบนิ่งลงได้เสียอย่างนั้น
เผยฉางชิงหาได้ถือสาเขากล่าวต่อ “หากข้าเดาไม่ผิด จากนี้ต้องมีคนอีกไม่น้อยมาสืบข่าวถึงหน้าประตูแน่อาจคิดเรื่องแต่งงานกับคุณหนูรอง หรือไม่ก็...”
เขาหันมองเฉินอี้เหอข้างๆ“หรือไม่ก็ต้องการแต่งงานกับท่านแม่ทัพ”
ทั้งสามตาค้างโตเท่าไข่ห่านเฉินอี้เหอขมวดคิ้วยุ่งเหยิงเสียยิ่งกว่าใคร “ข้า? ไม่มีทางน่าพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้บอกว่าเหล่าคุณหนูมีโชค แล้วเกี่ยวอันใดกับข้าเล่า”
แม้นปากบอกไม่ใส่ใจทว่าในใจเขากลับเต้นตุ้มต่อมดุจรัวกลองขึ้นเสียอย่างนั้น
เผยฉางชิงส่ายหน้า“หาใช่เช่นนั้นขอรับ หากในบ้านไร้ซึ่งบุรุษที่เหมาะสมเช่นนั้นการแต่งงานกับแม่ทัพเฉินเพื่อดึงเอากลยุทธ์สงครามจากมือท่านก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”
ประโยคเช่นนี้ของเขาทำเอาเฉินอี้เหอสะท้านไปทั้งตัวเดิมทีในเมืองหลวงก็เสมือนหล่มโคลนบ่อใหญ่ มิสู้ให้เขาไปปกป้องชายแดนแทนดีกว่า!
“ไม่น่าเป็นไปได้นะจวนของเราเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ต่อให้ต้องการแต่งงานก็ไม่มีทางรีบร้อนกระทั่งไม่สนกฎข้อห้ามได้อยู่ดีจริงหรือไม่?” เฉินจิ้งเจียพูดบ้าง
นางตัดสินในใจเองด้วยเช่นกันทว่าเรื่องเหล่านี้หาได้เกิดขึ้นในชาติก่อน ขาดหลักฐานพยานบางส่วนไปทำเอานางเองก็เริ่มไม่สงบขึ้นบ้างแล้ว
เผยฉางชิงขมวดคิ้ว“แม้ไม่ถึงขั้นพูดอย่างโจ่งแจ้งชัดเจนทว่าย่อมต้องเป็นที่พูดกันปากต่อปากอย่างลับๆ แน่หากเบื้องบนผู้นั้นมีข้อคาดเดากับพวกท่านไว้ละก็ เช่นนั้นคาดการณ์ว่า...”
“อาจส่งคนมาจับตามองจวนของเราไม่ว่าคนที่มาจะมีจุดประสงค์ใดก็ล้วนแล้วแต่พุ่งเป้ามาที่การแต่งงานของพวกเราทั้งสิ้น”ท่าทีของป๋อชางโหวดุดันยิ่งกว่ายามเฉินจิ้งโหรวอยู่ด้วยเมื่อครู่
ครั้นนึกถึงความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้นจากนี้ชั่วเวลานั้นนางมิอาจสนใจเผยฉางชิงได้อีกต่อไป คิ้วโก่งได้รูปย่นเข้าหากันทันใด
“เช่นนั้นเราควรทำอย่างไรดี?” เฉินจิ้งเจียเริ่มร้อนรนขึ้นแล้ว
นับตั้งแต่เกิดใหม่นางคงความสุขุมเยือกเย็นได้เสมอมานั่นเป็นเพราะเรื่องที่นางเคยประสบพบเจอก่อนหน้านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อชาติที่แล้วทั้งสิ้น หากแต่ปัญหาในตอนนี้นางมิอาจหาทางแก้ไขได้
สายตาเยือกเย็นของเผยฉางชิงมองไปยังเฉินจิ้งเจียจดจ้องดวงตาคู่งามดุจธารวสันตฤดูของเฉินจิ้งเจีย “เจียเอ๋อร์อย่าได้ร้อนใจไปเลยข้ากับท่านพ่อและท่านพี่เจ้าอยู่ตรงนี้”
ประโยคนี้ทำเอาเฉินจิ้งเจียอดที่จะใจสั่นเสียมิได้สายตาเบนมองดวงตาเผยฉางชิง รู้สึกประหนึ่งถูกดูดเข้าข้างในอย่างไรอย่างนั้นครั้นนึกถึงเรื่องอื่นๆ กลับจำได้เพียงคำพูดของเขาเท่านั้น
เจียเอ๋อร์อย่ากลัวเลยข้ากับพ่อและพี่เจ้าอยู่ตรงนี้
น้ำเสียงแสนสุขุมแต่กลับอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด
“อะแฮ่มเช่นนั้น เช่นนั้นเผยฉางชิง เจ้าคิดว่าเราควรทำอย่างไร?” ที่จริงแล้วเฉินอี้เหอรับไม่ไหวแล้วเขามองพ่อบังเกิดเกล้าของตนด้วยความระมัดระวังกลัวว่าเขาจะไประเบิดโทสะใส่เผยฉางชิงเข้า
เมื่อได้ยินเสียงเฉินอี้เหอเผยฉางชิงจึงได้สติกลับมา ก่อนมองไปทางป๋อชางโหวที่ยังคงทำสีหน้าเยือกเย็น
“มิเช่นนั้นท่านโหวลองอ้างว่าป่วยก็ได้ขอรับ”เผยฉางชิงเอ่ย
อ้างว่าป่วย?
ป๋อชางโหวจ้องเผยฉางชิง“เจ้าลองว่ามา”
“สาเหตุที่จวนป๋อชางโหวมาวัดอันเหรินนั้นต่างไปจากเหล่าคุณหนูและ ฮูหยินคนอื่น ท่านโหวมาเพื่อสวดภาวนาให้แก่ฮูหยินผู้ล่วงลับหลังจากกลับไปแล้วสามารถบอกเหตุผลว่าจิตใจป่วยหนักก็พอฟังขึ้นขอรับ” เผยฉางชิงบอก
“นับว่าเป็นวิธีการที่ไม่เสียอะไรเลยทีเดียว”ป๋อชางโหวพยักหน้า
เมื่อเห็นเขาเห็นด้วยเผยฉางชิงจึงเอ่ยต่อ “ท่านเกิดป่วยคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองย่อมต้องคอยดูแลปรนนิบัติอยู่ข้างท่านส่วนท่านแม่ทัพไม่จำเป็นต้องฝืนเลี่ยง แต่ให้อยู่นิ่งๆ เงียบๆ ไว้ขอรับ”
เฉินอี้เหอพยักหน้าตามเช่นกัน“เข้าใจแล้ว ข้าไม่เป็นไร แค่พยายามไม่ออกนอกเรือนก็เป็นพอเลี่ยงมิให้ถูกพุ่งเป้าวางแผนการ”
ตัวเขาหาได้ห่วงความปลอดภัยของตนแค่กลัวหญิงเจ้าแผนการอย่างจ้าวอี๋เหนียงต่างหาก
เฉินจิ้งเจียก็เข้าใจขึ้นมาเช่นกันการปรนนิบัติอยู่ในบ้านนับว่ามิใช่ปัญหาใหญ่อย่างไรเสียนางก็มิอยากออกหน้าเรียกร้องความสนใจอยู่แล้ว
หากออกนอกบ้านไปแล้วโชคไม่ดีเจอเซี่ยยู่จางเข้าละก็เช่นนั้นคงตกม้าตายเสียตรงนี้
เมื่อคิดได้ดังว่าสีหน้าเฉินจิ้งเจียพลันแปรเปลี่ยนไป ก่อนหันขวับมองไปทางเผยฉางชิง “ถ้าเกิดถ้าเกิดคนของราชวงศ์มาเล่า?”