Enigma Circuit เร้นชะตา ราชันอลเวง

    บทที่ 30 : ซามาเอล

    บทที่ 30: ซามาเอล

             

            พวกผู้วิเศษมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวังแต่ก็ไม่พบใครทั้งนั้นแต่พวกเขาก็ไม่ได้ประมาท พวกเขาต้องจัดการกับปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้พิธีกรรมล้มเหลวก่อนจะจากไป

            “เจ้าเป็นใคร เผยตัวออกมาเดี๋ยวนี้” หญิงสาวข้างกายยาร์ดกล่าวเสียงเย็นพร้อมกระจายพลังออกไปพลังวิญญาณของหล่อนเป็นสายสื่อวิญญาณ วิญญาณเร่ร่อนที่อยู่ในความควบคุมของเธอล้อมรอบบ้านเอาไว้แต่ก็ยังไม่พบใครอยู่ดี

            เป็นไปได้อย่างไร?

            หรือจะเป็นชายที่ถูกสังเวยในพิธีกรรมจริงๆ

            “คุณมิลาน ท่านยาร์ด เราไม่มีเวลามากแล้วรีบไปกันดีกว่าครับ” เฮนรี่เอ่ยเร่งเร้า ยังคงไม่ลืมว่าตำรวจกำลังมาทางนี้ถ้าต้องเผชิญกับตำรวจเราจะปะทะกันทันที ซึ่งพวกเขาเสียเปรียบมาก

            ภายในมีผู้วิเศษประเภทวิญญาณสามคน ภายนอกมีประเภทเวทมนต์หนึ่งคนและประเภทกายภาพสองคนรวมเฮนรี่ด้วยถ้าให้ปะทะพลางหนีพลางก็เป็นไปได้ แต่ถ้าจะให้ต่อสู้แตกหักกันขึ้นมามันจะกินเวลามากเกินไปพวกเขาอาจะเรียกำลังเสริมจากโบสถ์มาช่วยได้ทุกเมื่อ ถึงตอนนั้นแล้วจะเป็นพวกเขาที่เสียเปรียบอย่างแน่นอน

            “ออกไปสู้ถ่วงเวลาสิ พิธีกรรมเสร็จแล้วค่อยหนีก็ยังได้”เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้พวกเขาเห็นอย่างชัดเจนว่าใครพูด

            เพราะพวกเขาเห็นลูซีฟขยับปาก!

            คนที่ถูกแทงหัวใจแล้วยังไม่ตายแต่ยังพูดได้อย่างคล่องแคล่ว!?

            เหล่าผู้วิเศษรู้สึกสับสนกับเหยื่อสังเวยของพวกเขามากแต่ยังไม่ทันได้ตัดสินใจอะไรพวกเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบเข้ามาใกล้แล้วดูเหมือนตำรวจจะห่างออกไปไม่ถึงสองร้อยเมตร ตอนนี้พวกเขาต้องเลือกแล้วว่าจะอยู่ต่อหรือจะหนีไป

            ทว่าเมื่อเห็นร่างของเหยื่อที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากพูดออกมาทั้งยังมีเลือดไหลออกมาอย่างต่อเนื่องก็ทำให้เขาตัดสินใจอย่างไม่ลังเล

            “ไปถ่วงเวลาพวกหน่วยพิเศษของตำรวจไว้ข้าจะทำพิธีให้จบในไม้ช้านี้” ยาร์ดกล่าวอย่างเคร่งขรึม เฮนรี่และคนอื่นๆ มองหน้ากันครู่หนึ่งก่อนรับคำ

            “ครับท่าน” พวกเขารีบออกไปทันทีที่เหลืออยู่ภายในบ้านเก่าแห่งนี้จึงมีเพียงยาร์ดและหญิงสาวอีกคนหนึ่งเท่านั้น

            พวกเขาจ้องมองร่างของลูซีฟที่หายใจแผ่วลงทุกขณะจนแทบสัมผัสไม่ได้ถึงลมหายใจส่วนเสียงหัวใจก็เต้นชาลงทุกทีเช่นกัน ทว่าคนที่สมควรจะตายก็ยังคงยิ้มดวงตาสีน้ำตาลนั้นเป็นประกายประหลาดที่ยากเข้าใจ

            “ตัดสินใจได้ดี... เอ๊ะ หรือไม่ดีกันนะ”เสียงของลูซีฟดังขึ้นอีกครั้งกระตุ้นความตื่นตระหนักของผู้วิเศษประเภทวิญญาณทั้งสอง

            ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความประหวั่นพรั่นพรึงเมื่อร่างนั้นลุกขึ้นมา

            และวงไสยเวทที่ทำงานอยู่ก็หยุดชะงักลงพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของวงไสยเวทสิบสองวง

            สิบวงแรกถูกเรียงกันเป็นสามแถวและมีเส้นทั้งยี่สิบสองเส้นเชื่อมต่อกันสองวงที่อยู่เหนือและปลายสุดของวงทั้งสิบครอบทับมีเส้นโค้งสองเส้นเชื่อมวงกลมทั้งสองครอบวงกลมทั้งสิบเป็นทรงรี ด้วยรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนกับวงเวทคำสาปแรกเริ่มและความหมายของตัวอักษรที่เปลี่ยนไปแสดงแสดงถึงลักษณะที่แท้จริงของวงไสยเวทใหม่

            วงไสยเวทนี้ครั้งหนึ่งมันเลยถูกเรียกว่า แผนภูมิวงจรชีวิตเทวทูต

            เหนือสุดของวงจรคือการกำเนิด การริเริ่มแห่งพลังสู่จุดสูงสุดแห่งอำนาจและปลายสุดของวงจรชีวิตคือการดับสูญ

            เส้นที่เชื่อมต่อระหว่างการกำเนิดและดับสูญที่แยกกันไม่ขาด

            นี่คือวงจรชีวิตที่สมบูรณ์

            “ไม่คิดเลยว่าจะได้ใช้วงไสยเวททั้งที่ยังไม่ได้เปิดพลังประเภทวิญญาณและขัดเกลาพลังกายภาพด้วยแบบนี้แต่มันก็เข้าท่านะว่าไหม พลังวิญญาณพวกนี้ก็เปรียบได้กับพลังงานสะสมเมื่อเปิดพลังได้แล้วมันก็จะกระตุ้นให้นายใช้พลังประเภทวิญญาณได้สูงขึ้นโดยใช้เวลาฝึกฝนน้อยลงเป็นประโยชน์ที่ดีมาก”

            ลูซีฟลุกขึ้นยืนพร้อมกับปัดฝุ่นตามร่างกายผู้วิเศษทั้งสองตกใจเบิกตากว้าง ตั้งแต่เตรียมต่อสู้ในทันทีถึงแม้จะยังคงสับสนงุนงงแต่ประสบการณ์ชีวิตทำให้เขายังคงรับมือได้

            “เจ้าเป็นใคร”

            ยาร์ดตวาดลั่น เขารู้ได้ชัดเจนโดยสัญชาตญาณว่าชายคนนี้เป็นศัตรูที่อันตรายกว่าตำรวจที่ยืนอยู่ข้างนอกเสียอีก

            เขาได้แต่นึกสาปแช่งในใจ ไอ้คนที่เลือกเจ้าหนุ่มนี่มาเป็นเหยื่อช่างเป็นพวกตาบอดหาเรื่องใส่ตัวแท้ๆนี่ไม่ใช่คนธรรมดาแล้วจริงๆ คนธรรมดาที่ไหนถึงกับเปลี่ยนวงไสยเวทสิบสองวงกลมได้แบบนี้แม้แต่ระดับสูงขององค์กรยังทำไม่ได้เลย!

            หรือนี่จะไม่ใช่ลูซีฟ ฮิลเกรมตัวจริง!?

            ชายหนุ่มผู้ถูกถามว่าเป็นใครเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจางกะพริบแล้วหัวเราะเบาๆอย่างขบขัน

            “ไม่ใช่ว่ารู้อยู่แล้วรึ ฉันก็ลูซีฟ ฮิลเกรมยังไงล่ะ”

            “เป็นไปไม่ได้! เจ้าไม่ใช่...”

            “ไม่ใช่อะไรกัน ร่างกายนี่น่ะใช่แน่ๆ ของแท้เลยนะ”ชายหนุ่มยืนยัน เขายิ้มอย่างเฉื่อยชาให้กับผู้ตื่นตระหนักซึ่งพอได้ยินก็ยิ่งเบิกตากว้างขึ้น

            “งั้นก็เป็นผู้วิเศษสื่อวิญญาณระดับสูง!”

            “ก็ไม่ถูกอีกนั่นแหละ”

            นี่คิดว่าเขาคือวิญญาณควบคุมร่างอยู่หรือไง...

            เอ๊ะ แต่จะว่าไปแล้วก็อาจจะถูกครึ่งหนึ่ง เพราะวิญญาณภายในร่างก็ไม่ใช่เจ้าของร่างที่แท้จริงเพียงแต่ไม่มีพลังวิญญาณเท่านั้นเอง

            “เอาเถอะ อธิบายไปก็คงไม่มีใครเข้าใจได้หรอก ฉันแนะนำตัวเองเลยจะดีกว่า”ชายหนุ่มหัวเราะก่อนจะยกมือแตะอกแล้วโค้งตัวลงเล็กน้อย “สวัสดีอีกครั้งท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีฉันชื่อแซม... อืม ไม่สิ ฉันชื่อซามาเอล ฮิลเกรม ยินดีที่ได้รู้จัก”

            ซามาเอล ฮิลเกรม... ฮิลเกรม?

            “ฝาแฝดรึ?” ยาร์ดขมวดคิ้ว แต่จากข้อมูลที่ได้มาลูซีฟ ฮิลเกรมไม่มีพี่น้องฝาแฝดไม่ใช่รึนี่มันหมายความว่ายังไงกัน

            หรือจะมีพี่น้องที่แยกกันอยู่ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็ควรตรวจพบตั้งแต่แรกสิในแคนดร้าไม่มีใครที่หน้าเหมือนลูซีฟอีกแล้วแน่นอนไม่อย่างนั้นจะต้องถูกจับด้วยความเข้าใจผิดนานแล้ว

            แล้วคนคนนี้ปรากฎตัวขึ้นมาได้อย่างไร

            “ไม่ใช่ฝาแฝด... ถ้าจะเรียกตามที่ลูซว่าไว้ก็คือพลังที่พูดได้ล่ะมั้ง” แซมกำลังล้อเลียนตัวเอง เขาหัวเราะอีกครั้งแล้วทำหน้าซื่อๆ เพื่อทำให้ใครบางคนดู

            “พลังที่พูดได้? ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องนี้”

            “จำเป็นที่ผู้วิเศษระดับต่ำจะต้องรู้ด้วยเหรอพูดแล้วก็อยากจะหัวเราะ ตั้งแต่เอาวงไสยเวทพิธีกรรมสิบสองวงนี่มาจัดการแล้วทำอะไรเกินตัวเสียจริง อ้อ ถ้าเป็นคนอื่นมันก็คงลำบากหน่อย แต่ถ้าใช้ฉันหรือลูซเป็นคนสุดท้ายในพิธีกรรมผลลัพธ์มีแต่ความล้มเหลวเท่านั้น หากว่าพวกนายยอมแพ้ต่อเราแล้วเริ่มพิธีกรรมใหม่แต่แรกมันก็คงไม่เกิดอะไรแบบนี้ขึ้น”

            แซมเบนสายตามองออกไปข้างนอกที่เกิดการต่อสู้กันอย่างรุนแรงไม่ว่าจะเป็นการปะทะกันด้วยกล้ามเนื้อของผู้มีพลังกายภาพ ราวกับค้อนเหล็กที่ปะทะกันเสียงหนักผู้วิเศษพลังวิญญาณที่โจมตีกันด้วยพลังที่สัมผัสไม่ได้ด้วยตาเปล่า และผู้มีพลังเวทที่โจมตีกันได้แฟนตาซีที่สุด

            ไฟคือพื้นฐานของพลังเวทมนต์ในระดับแรกการโจมตีด้วยไฟจึงมีมากกว่าการโจมตีรูปแบบอื่นของผู้ใช้เวท ตามมาด้วยเวทดินและน้ำที่เข้าป้องกันและโจมตีแน่นอนว่าไม่ได้ตอบโต้แค่ผู้ใช้เวทเท่านั้น แต่ยังเผื่อแผ่ไปถึงผู้วิเศษคนอื่นๆด้วย

            โดยเฉพาะผู้วิเศษประเภทวิญญาณที่อ่อนแอต่อพลังเวท!

            มีเสียงร้องจากความเจ็บปวดดังออกมาแต่พวกเขาก็ไม่ได้ตายจากการโจมตีด้วยเวทมนต์ในทันทีอย่างน้อยก็คงเป็นผู้วิเศษระดับสูงสินะ

            และเพราะมัวแต่มองไม่ทางอื่นแซมจึงไม่ทันระวังผู้เศษยาร์ดใช้ดาบแทงเข้าลำคอของแซมโดยตรง ชายหนุ่มเบิกตากว้างขึ้นส่งเสียงขึ้นจมูกคล้ายกับกำลังเยาะเย้ย มือจับเข้าที่ใบมีดแล้วป่นมันเป็นเศษเหล็กในทันทีก่อนที่ยาร์ดจะทันได้สะบั้นคอเขาจนขาด

            แซมถีบผู้วิเศษวิญญาณออกไปไกลแล้วดึงเศษดาบออกจากคอก่อนจะโยนมันทิ้งเขาถอนถอนหายใจออกมาเบาๆ

            “ประมาทไปหน่อย โทษทีลูซ จะรักษาเดี๋ยวนี้แหละ” แซมยกมือขึ้นลูบบาดแผลมันไม่มีเลือดไหลออกมาสักนิด เพียงลูบครั้งหนึ่งบาดแผลก็สมานตัวราวกับไม่เคยมีรอบถูกแทงมาก่อน

            ยาร์ดที่ตั้งตัวได้มองการกระทำของเขาพลางอ้าปากค้างพูดอย่างไม่น่าเชื่อด้วยความหวาดกลัว

            “ผู้วิเศษสายฟื้นฟูระดับสูง!?”

            นี่พวกเขาถึงกับเอาผู้วิเศษสายฟื้นฟูระดับสูงมาเป็นเหยื่อสังเวย

            ไม่สิ เดี๋ยวก่อน... อีกฝ่ายเปลี่ยนวงไสยเวทพิธีกรรมสิบสองวงได้ด้วยเหมือนกันฉะนั้นจึงไม่ได้มีแค่พลังประเภทกายภาพแต่ยังมีพลังประเภทวิญญาณอยู่ในระดับสูงด้วย

            ประเภทพลังคู่!?!

            ใบหน้าของยาร์ดซีดลงเมื่อนึกถึงหายนะที่พวกเขากำลังเผชิญ

            “ไม่ใช่ประเภทพลังคู่ ต้องคิดให้มากกว่านั้นหน่อย” แซมหัวเราะขบขันกับสีหน้าผู้วิเศษที่ยังคงคิดไม่ออกว่ากำลังเผชิญหน้ากับอะไร“ยังมีอะไรอีกไหม ถ้าไม่มีฉันจะจัดการให้เรียบร้อยแล้วนะ”

            “อะ... อะไร?”

            “หืม ไม่ใช่ว่าต้องการจะฆ่าฉันที่เพื่อทำพิธีหรอกเหรอมาสิ ฉันรออยู่” แซมกางแขนทั้งสองข้างเชื้อเชิญ ท่าทางดูเต็มใจตายเป็นอย่างยิ่งแต่ผู้วิเศษทั้งสองไม่มีใครกล้าขยับ

            จิล หญิงสาวผู้วิเศษไม่กล้าขยับและหวาดกลัวตั้งแต่ชายหนุ่มเปลี่ยนวงไสยเวทแล้วด้วยพลังระดับนั้นต่อให้พวกเธอรวมพลังกันก็ไม่อาจต่อต้านเขาได้ภายใตวงไสยเวทใหม่ที่สว่างไสวนี้

            และพวกเขาก็ไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่าวงไสยเวทที่ถูกเปลี่ยนได้ทำงานของมันอยู่รูปแบบการทำงานนี้ลึกลับจนไม่มีผู้วิเศษวิญญาณคนใดสัมผัสได้

            แต่ในขณะที่รอให้ผู้วิเศษเคลื่อนไหวพวกเขากลับไม่ทำอะไรเลยพอแซมขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ ยาร์ดและจิลผู้วิเศษสาวก็โจมตีพร้อมกัน ซึ่งเป็นอาวุธวิญญาณที่กายเนื้อป้องกันไม่ได้พลังประเภทกายภาพอ่อนแอต่อการโจมตีด้วยวิญญาณ

            แต่มันไม่ได้ผลกับแซมเขายกมือขึ้นปัดมันทิ้งราวกับขยะที่ปลิวมา ทว่าพวกยาร์ดก็ไม่ได้ตั้งใจจะโจมตีหมายชีวิตแต่เป็นการเปิดทางหนีเมื่อชายหนุ่มประหลาดปัดอาวุธออกไปพวกเขาก็หันหลังวิ่งออกจากบ้านเก่าไปในทันที

            แซมไม่ได้ตามเพราะเขาไม่คิดจะก้าวออกไปจากบ้านหลังนี้อยู่แล้วผู้วิเศษที่ออกไปก็ต้องปะทะกับพวกตำรวจหน่วยพิเศษ ส่วนจะหนีรอดไปได้แค่ไหนก็ต้องพึ่งตนเองแล้ว

            แต่ผู้วิเศษที่ก่อพิธีกรรมนี้ขึ้นจะไม่มีทางรอดพ้น

            “เอาล่ะ มาเริ่มกันเถอะ”

            วงไสยเวทพิธีกรรมส่องแสงสีอำพันออกมาเมื่อเริ่มทำงานพร้อมกับดึงพลังของผู้ประกอบพิธีคนเก่ามาใช้ทดแทนเนื่องจากร่างนี้ไม่มีพลังประเภทวิญญาณ

            มันก็แค่ตอนนี้ แต่อีกไม่นานก็มีแล้ว

            เพราะตั้งแต่แรกที่ลูซีฟกับแซมได้ตกลงกันก็เพื่อการใช้พลังของพิธีกรรมนี้ในการเพิ่มศักยภาพให้ตนเองตั้งแต่ต้นเพราะเขารู้แต่แรกแล้วว่าวงไสยเวทพิธีกรรมนี้จะไม่สิ่งผลอะไรกับเขาแม้แต่น้อยความกลัวที่ฝังอยู่ในร่างก็แค่มาจากอารมณ์เดิมของเจ้าของร่างคนเก่าเท่านั้น

            พลังพิเศษอื่นที่คิดจะควบคุมเขาก็ทำไม่ได้นาฬิกาพกจะปัดมันออกไป ส่วนการทำร้ายร่างกายเพื่อจะฆ่าเขายิ่งยากมาก พลังสายฟื้นฟูอยู่ในขั้นกึ่งอมตะไม่ว่าจะแทงไปส่วนไหนของร่างกายเขาก็ยังไม่ตายอยู่ดียังจะห่วงอะไรอีก

            เขาไม่มีทางตายด้วยของแค่นี้มาตั้งแต่แรกแล้วยิ่งไม่ต้องพูดเลยว่าผู้วิเศษที่อยู่ตรงนี้เป็นแค่ระดับต่ำกับระดับกลางเท่านั้นยังไม่เพียงพอที่จะเอาชีวิตลูซีฟได้

            แต่ข้อดีของการมายืนในพิธีกรรมคือการเปลี่ยนพิธีแล้วใช้มันเป็นพลังให้กับตนเองซึ่งก็คือแผนภูมิวงจรชีวิตทูตสวรรค์จะพัฒนาพลังของเขาจากระดับสูงขึ้นไปถึงระดับสี่โดยไม่ต้องพยายามมากมาย

            ถึงในความเป็นจริงแล้ววงพิธีกรรมนี้จะมีคุณค่าและความสามารถมากกว่าพัฒนาพลังกายภาพแต่ด้วยพลังของผู้ใช้ที่น้อยนิดของผู้วิเศษวิญญาณสามคน...ก็ทำได้แค่นี้

            “น่าเสียดายที่มันกระตุ้นพลังวิญญาณในตัวไม่ได้ผู้วิเศษวิญญาณตัวน้อยๆ พวกนี้ไร้ค่าจริงๆ” แซมบ่นออกมาอย่างอดไม่ได้ ถ้าตอนนี้เขาอยู่ในจิตใต้สำนึกกับลูซีฟจะต้องถูกมองค้อนอย่างแน่นอน

            ผู้วิเศษระดับหกยังเป็นแค่ ‘ตัวน้อยๆ’ สำหรับแซม นี่พลังพิเศษพูดได้ของเขามันอยู่ระดับไหนกันแน่เนี่ย

            พิธีกรรมใช้เวลาไม่นาน เขาร่ายคาถาออกไปเบาๆ ด้วยภาษาเดมเชลเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการเลือดก็ระเหยในอากาศ เกล็ดเลือดบางส่วนก่อตัวเหนือฝ่ามือของแซมเป็นคลายเมล็ดพันธุ์

            แซมเลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างประหลาดใจ “ไม่น่าเชื่อว่าจะได้เมล็ดพันธุ์มาด้วยนะเนี่ยแต่เมล็ดดูผอมๆ เอาเถอะ ก็พอใช้ได้แบบฝืนใจ”

            พิธีกรรมทั้งหมดก็เช่นนี้นอกจากผลลัพธ์ตามความประสงค์ที่เขียนในพิธีกรรมแล้วบางครั้งอาจจะมอบเมล็ดโลหิตที่เปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณมาให้ด้วยหากพิธีกรรมประสบความสำเร็จอย่างมาก

            ซึ่งเมล็ดโลหิตนี้สามารถแปลงเป็นอาวุธวิญญาณได้มันจะมีพลังเท่ากับพิธีกรรมที่มันกำเนิดขึ้นมา เหมือนอย่างกริชโลหิตที่เคยแทงลูซีฟครั้งนั้น

            เขาเก็บมันลงกระเป๋าก่อนจะเดินออกจากบ้านไปเพื่อดูการต่อสู้ข้างนอกของเหล่าผู้วิเศษเพื่อให้ลูซีฟที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของเขาได้เปิดหูเปิดตากับการต่อสู้ที่ใช้พลังของผู้วิเศษในระยะขอบสนามโอกาสแบบนี้ไม่ค่อยมีให้เห็นนัก เพราะผู้วิเศษไม่ค่อยเปิดการโจมตีกันง่ายๆ นั่นเอง

            น่าเสียดายที่เป็นแค่ระดับต่ำกับระดับกลางมันจึงเ)นแค่เปิดหูเปิดตาไม่ใช่การเรียนรู้ที่ดีสำหรับเจ้านายของพลังที่ยิ่งใหญ่เฮ้อ!