ตอนที่ 26 ลองใจ (2)
เหลียงซื่อกระตุกมุมปากหนึ่งที นายหญิงผู้เฒ่ากลับหยุดคำพูดของนางเสียก่อน “ถ้าเจ้ายังไม่วางใจ การแต่งงานของเฉิงอิงในวันข้างหน้าข้าจะเป็นคนเลือกคู่ให้นางเอง ตระกูลต่างๆ เหล่านั้นที่มีไมตรีอันดีต่อครอบครัวเรา ย่อมต้องเลือกคนที่โดดเด่นออกมาได้แน่นอน บางทีอาจเป็นตระกูลที่มีไมตรีอันดีมาโดยตลอด หรืออาจเป็นตระกูลที่เป็นสหายกันมานานแล้ว เจ้าจะได้วางใจ ไม่ต้องเป็นกังวลหรือเกรงกลัวอีกต่อไป”
พูดไปเพียงไม่กี่คำก็จะเข้ามาควบคุมเรื่องการแต่งงานของลูกข้าแล้วอย่างนั้นหรือ
เหลียงซื่อตกใจยกใหญ่ คิดจะโต้ตอบคำพูดของนายหญิงผู้เฒ่า การมาเยือนครั้งนี้ของนางคงได้ไม่คุ้มเสียจริงๆ แล้ว
ด้วยเหตุนั้นรอยยิ้มบนใบหน้านางจึงแข็งค้างเล็กน้อย “ไหนเลยจะกล้าให้ท่านแม่มากังวลกับเรื่องเช่นนี้เจ้าคะ ข้าแค่บ่นต่อหน้าท่านนิดหน่อยเท่านั้นเอง วันนี้เฉิงอวี๋ทำเรื่องน่าชื่นชม พอข้ารู้เข้าก็ยิ่งรู้สึกว่าเฉิงอิงเป็นเด็กไม่รู้จักโต”
นายหญิงผู้เฒ่าฉลาดมาทั้งชีวิต เมื่อเหลียงซื่อแปรเปลี่ยนคำพูดก็ล่วงรู้ได้ทันทีว่านางมีแผนการร้ายอันใดอยู่
นางจึงผละมือออกแล้วเอนกายลงบนหมอนนุ่มๆ หลับตาลง ไม่ปรายตามองเหลียงซื่ออีกต่อไป ทำเพียงถามสวี่เฉิงอิง “วันนี้พี่หญิงห้าของเจ้าทำเรื่องอะไรงั้นหรือ”
สวี่เฉิงอิงไหนเลยจะเข้าใจเจตนาไม่ซื่อของมารดาตนเอง เมื่อนายหญิงผู้เฒ่าถามเช่นนั้นนางก็เริ่มพูดปานน้ำไหลไฟดับ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในครัวด้านหลังวันนี้ให้นายหญิงผู้เฒ่าฟัง พร้อมทั้งเติมน้ำมันเพิ่มน้ำส้มสายชู เมื่อพูดถึงตอนท้ายนางก็อดใจไม่ไหวจนแทบอยากปรบมือชื่นชมสวี่เฉิงอวี๋อย่างไรอย่างนั้น “พี่หญิงห้าช่างเก่งกาจเสียจริง หญิงรับใช้สูงวัยพวกนี้มักอาศัยความอาวุโสของตนไปวางอำนาจแล้วดูหมิ่นคนอื่น ทำตัวเผด็จการ ได้รับผลประโยชน์มากมายแล้วยังไม่พอใจ ยังกล้ามาก่อปัญหาในบ้านของเราอีก พี่หญิงห้าจึงให้บทลงโทษแก่พวกเขาเสียเลย นางจัดการได้อย่างน่าชื่นชมทั้งยังสะใจเสียจริงเจ้าค่ะ!”
นายหญิงผู้เฒ่าเผยรอยยิ้มบางๆ ก่อนมองเหลียงซื่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย เหลียงซื่อโกรธเคืองจนใบหน้าแทบบิดเบี้ยวไปหมด
นึกไว้แล้วเชียวว่านางไม่ได้ชมจากใจจริง
“พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าไม่ได้ออกหน้าหรือ?”
เหลียงซื่อทอดถอนใจ “พี่สะใภ้ใหญ่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ก่อนหน้านี้เสี่ยวหลิ่วเหนียงจื่อได้กำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่า บอกให้นางอย่าได้เป็นกังวลหรือคิดมาก เรื่องในวันนี้เฉิงอวี๋เป็นคนออกหน้าจัดการเองทั้งหมด ไม่ทำให้พี่สะใภ้ใหญ่ต้องเป็นกังวลแม้แต่นิดเดียวเลยจริงๆ ข้าเห็นแล้วก็นึกอิจฉาความโชคดีของพี่สะใภ้ใหญ่จริงๆ ที่ได้บุตรสาวมีความสามารถเช่นนี้ แม้อายุยังน้อยแต่ก็เด็ดขาดกล้าหาญ เรียกว่าเป็นผู้มีฝีมือจัดการปัญหาขั้นสุดยอดก็ไม่เกินจริง เวลาเพียงสั้นๆ ก็จัดการเรื่องที่ครัวด้านหลังได้อย่างหมดจดเรียบร้อย”
ในเมื่อชมต่อไปไม่ได้แล้วก็ทำตัวให้น่ารังเกียจในหลายๆ เรื่องไปเลยสิ
นายหญิงผู้เฒ่าเปล่งเสียงตอบรับก่อนเรียกเหมยโซ่ว “เจ้าไปเรียกนางหนูห้ามาพบข้าที”
เหลียงซื่อไม่รู้ว่านางคิดสิ่งใด แต่ในเมื่อพูดมาถึงขั้นนี้แล้วนางก็ทำได้เพียงลองดูเท่านั้น…
ด้วยเหตุนั้นนางจึงเอ่ยปากเรียกท่านแม่อีกครั้ง “พอข้าได้ยินเรื่องนี้ ข้าก็ทั้งดีใจแทนพี่สะใภ้ใหญ่ ทั้งเป็นกังวลจริงๆ เจ้าค่ะ พี่สะใภ้ใหญ่เพิ่งตั้งครรภ์ได้สองเดือนเท่านั้น ยังต้องดูแลครรภ์อีกตั้งครึ่งปี เรื่องราวในบ้านก็มีมากมายถึงเพียงนั้น ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินว่าแม้แต่บรรดาหญิงรับใช้สูงวันที่ดูแลเรือนยังไปเปลี่ยนตราประทับคู่[1] หลานชุ่ยก็ยังเป็นคนดูแลเรื่องนี้ พี่สะใภ้ใหญ่จัดการเรื่องนั้นไม่ไหวจริงๆ ข้าได้ยินแล้วก็สงสาร วันนี้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นเฉิงอวี๋ต้องไปจัดการคนเดียว ท่านแม่ ข้าคิดว่าตอนนี้ร่างกายท่านแข็งแรงดี ไม่สู้ท่านไปจัดการเรื่องในครอบครัวแทนพี่สะใภ้ใหญ่สักหน่อย หลังจากพี่สะใภ้ใหญ่คลอดลูกได้สักเดือนหนึ่งทุกอย่างก็จะราบรื่นแล้วไม่ใช่หรือ”
นายหญิงผู้เฒ่าเงียบเป็นนานสองนาน เหลียงซื่อยืนแกร่วอยู่ตรงนั้นอย่างไม่รู้จะทำตัวเช่นไรดี อึดอัดเป็นอย่างยิ่ง
ขณะนางกำลังจะพูดอะไรนิดหน่อย นายหญิงผู้เฒ่าจึงลืมตาขึ้นจดจ้องนางด้วยสายตาอันลุกเป็นไฟ “ข้าบอกแล้ว ข้าอายุมากถึงเพียงนี้ แบกรับเรื่องวุ่นวายไม่ไหวหรอก เจ้าจะให้ข้าไปจัดการเรื่องในตระกูลงั้นหรือ ไม่สู้เจ้าขอให้ข้ามีชีวิตอยู่ต่อได้อีกสักสองสามปีดีกว่า”
เชิงอรรถ
^ ตราประทับคู่ เป็นแผ่นป้ายแกะสลักที่ทำขึ้นสองอันคู่กัน ซึ่งอาจทำจากหยก ทองคำหรือไม้ ใช้เป็นเครื่องรับรองในการเบิกถอนสิ่งของภายในตระกูลสมัยจีนโบราณ