เสียงประกาศจากระบบปัญญาประดิษฐ์อัตโนมัติดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ทั่วศูนย์ฝึกยุทธวิธีและการจำลองสถานการณ์รบของ ORCA ขณะที่บานประตูเหล็กกล้าผสมคาร์บอนขนาดมหึมาค่อยๆ เลื่อนแยกออกจากกันอย่างช้าๆ เผยให้เห็นสิ่งก่อสร้างโอ่อ่าตระการตาที่อยู่ภายใน
เบื้องหน้าของรินคือสนามฝึกจำลองการรบขนาดั์ พื้นที่กว้างสุดลูกหูลูกตาหลายร้อยเมตรถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยีโฮโลแกรมสัณฐานและสถาปัตยกรรมจักรกลที่สามารถปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมได้ตาม้า ไม่ว่าจะเป็ซากปรักหักพังของมหานคร ป่าดิบชื้น ขุนเขา หรือแม้แต่สมรภูมิรบจริงที่เต็มไปด้วยอันตราย
“โว้ว...” รินเผลออุทานออกมาเบาๆ อย่างลืมตัว ดวงตาสีแดงอมทองเบิกกว้างด้วยความทึ่ง แม้แต่ในภาพยนตร์ไซไฟทุนสร้างมหาศาลที่เธอเคยดูผ่านหน้าจอ ก็ยังไม่เคยมีอะไรล้ำสมัยและดูเหนือจริงเท่ากับสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงนี้
“เลิกยืนอ้าปากค้างได้แล้ว” เสียงเย็นเฉียบอันเป็เอกลักษณ์ของโรซาเลียดังขึ้นจากทางด้านหลัง ดึงสติของเด็กสาวให้กลับคืนมา “การทดสอบสมรรถภาพของเธอจะเริ่มต้นขึ้นภายในสามนาที เตรียมตัวให้พร้อม”
“ค่ะ...ค่ะ!” รินรีบยืดตัวตรงพยักหน้ารับคำอย่างกระตือรือร้นแกมประหม่า
ทางด้านหลังแนวกั้นกระจกนิรภัยหนาสำหรับผู้สังเกตการณ์ โรเชลล์ที่อยู่ในชุดพักฟื้นรีบก้าวมายืนชิดขอบกระจกแล้วโบกมือให้กำลังใจเพื่อนสนิทอย่างสุดชีวิต “สู้ๆนะริน! ถ้าเกิดเจ็บตัวตรงไหนขึ้นมาก็รีบวิ่งหนีออกมาเลยนะ!!”
“...นั่นไม่ใช่คำแนะนำที่ดีสำหรับการฝึกทหารเลยนะคูณหนู” เมดิสันที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆ พึมพำออกมาเบาๆ พลางส่ายหน้าขำๆ
ไม่นานนัก สัญญาณเริ่มการทดสอบก็แผดร้องขึ้น
ผลลัพธ์ในการทดสอบสมรรถภาพร่างกายขั้นพื้นฐาน่แรกสร้างความหนักใจและประหลาดใจให้แก่ผู้ประเมินหลายคน...ความเร็วในการวิ่งและการตอบสนองของรินอยู่ในระดับเด็กสาวมัธยมปลายทั่วไป แรงปะทะและความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำของเ้าหน้าที่ V.I.F. ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด เทคนิคศิลปะการต่อสู้ระยะประชิดแทบเป็ศูนย์ และความรู้ในการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ทุกประเภทคือตัวเลขว่างเปล่า
หากวัดกันเฉพาะศักยภาพของร่างกายมนุษย์ธรรมดาโดยไม่มีพลังพิเศษ รินแทบจะจมดิ่งอยู่ในอันดับท้ายสุดขององค์กรอย่างไม่มีข้อสงสัย
“อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด” โอลิเวียที่เฝ้ามองดูหน้าจอแสดงผลประมวลผลกอดอกพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “เธอเป็แค่เด็กผู้หญิงธรรมดาที่ไม่เคยผ่านการฝึกฝนทางทหารหรือการต่อสู้ใดๆ มาก่อนเลยในชีวิต”
ทว่า ทันทีที่การทดสอบเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย...ขั้นตอนการกระตุ้นและเปิดใช้งานระบบเกราะชีวภาพ ลีซิลนอสทุกสิ่งทุกอย่างในสนามฝึกก็พลิกผันไปในพริบตา!
ครืนนนน—
กระแสคลื่นความร้อนมหาศาละเิทะลักออกมาจากร่างของเด็กสาวเรือนผมแดง เส้นสายอักขระโบราณสีแดงทองสว่างวาบและเรืองแสงขึ้นตามิัและร่างกายของเธอ ค่าดัชนีพลังงานมิติบนหน้าจอมอนิเตอร์หลักของศูนย์ฝึกพุ่งทะยานสูงลิ่วทะลุเพดานอย่างบ้าคลั่ง
[120%...170%...250%...300%...!!!]
เสียงสัญญาณเตือนภัยสีแดงแผดร้องระงั้นไปทั่วทั้งห้องปฏิบัติการ หน้าจอประมวลผลกระพริบถถี่อย่างรุนแรง “พลังงานมิติเกินขีดจำกัดมาตรฐานระบบรองรับ! คลื่นความร้อนกำลังเพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง!” เ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคหลายคนถึงกับเบิกตากว้างลนลานกดแป้นพิมพ์รัวเร็ว แม้แต่ใบหน้าตายนิ่งของโอลิเวียยังต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความตกตะลึง
เมดิสันรีบพิมพ์บันทึกข้อมูลดิบลงบนแท็บเล็ตในมือด้วยความเร็วสูง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองร่างของรินที่ยืนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงพลังงานสีแดงทองสะท้อนตา แล้วเอ่ยสรุปออกมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความจริงจัง
“สภาพโครงสร้างร่างกายมนุษย์ของเธอในตอนนี้...ไม่เหมาะสำหรับการเป็พลทหารแนวหน้า” เมดิสันสบสายตากับรินผ่านกระจก “แต่พลังแฝงที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเธอมันมีศักยภาพระดับอาวุธยุทธศาสตร์ทำลายล้างขององค์กร”
บรรมหาอากาศภายในห้องผู้สังเกตการณ์พลันเงียบสงัดลงทันที รินที่เพิ่งคลายพลังลงรู้สึกเหมือนก้อนหินหนักอึ้งตกลงไปในอก...
อาวุธ...เธอไม่ใช่เด็กสาวธรรมดาอีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็สิ่งอันตรายที่ถูกนิยามด้วยคำว่าอาวุธา คำคำนั้นยังคงดังก้องสะท้อนอยู่ในหัวของเธออย่างไม่อาจสลัดหลุด
หลังเสร็จสิ้นการประเมินอันตึงเครียด เหล่าสมาชิกหน่วย Vanguard พารินและโรเชลล์มายังโรงอาหารส่วนกลางของยาน ORCA เพื่อผ่อนคลาย บรรยากาศที่นี่แตกต่างจากสมรภูมิจำลองเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง เสียงพูดคุยสลับกับเสียงหัวเราะอย่างเป็กันเองของเ้าหน้าที่ และกลิ่นหอมของอาหารอุ่นๆ ที่ลอยอบอวลช่วยเยียวยาจิตใจที่เหนื่อยล้าได้เป็อย่างดี
“เอ้า! น้องใหม่!” อายาโกะจัดการลากเก้าอี้เหล็กมานั่งลงข้างๆ รินทันทีพร้อมรอยยิ้มร่าเริง “ั้แ่วินาทีนี้เป็ต้นไป เธอคือสมาชิกฝึกหัดของทีมพวกเราอย่างเป็ทางการแล้วนะจ๊ะ!”
“ขะ...ฝากตัวด้วยนะ” รินเอ่ยอย่างเกร็งๆ
“อ๊าย! ไม่ต้องสุภาพเป็ทางการขนาดนั้นก็ได้น่า” อายาโกะหัวเราะร่าพลางตบไหล่เด็กสาวเบาๆ “อืม...จากนี้ไปฉันจะเรียกเธอว่า ‘ลูกเจี๊ยบเพลิง’ ก็แล้วกัน! น่ารักดี!”
“เดี๋ยวสิ...” รินชะงัก หน้าขึ้นสี “ใครอนุญาตให้ตั้งชื่อแปลกๆ แบบนั้นกัน...”
“ฉันอนุญาตเองจ้า!” อายาโกะยืดอกอย่างภูมิใจ
“มันใช่เื่ที่เธอจะมาทึกทักเอาเองซะที่ไหนเล่า!” โรเชลล์ที่นั่งฝั่งตรงข้ามรีบอ้าปากเถียงแทนเพื่อนทันควัน
เสียงหัวเราะครื้นเครงดังขึ้นรอบโต๊ะอาหาร บรรยากาศอบอุ่นอย่างประหลาดทำให้รินรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก แม้แต่ทันย่าที่มักจะยืนกอดอกนิ่งเงียบเป็รูปสลักอยู่เสมอก็ยังแอบหลุดรอยยิ้มบางๆ ออกมาตรงมุมปาก
ทว่า ความสงบสุขมักจะคงอยู่ได้ไม่นาน...
ปี๊บ! ปี๊บ! ปี๊บ!
เสียงสัญญาณเตือนภัยระดับสีเหลืองพลันแผดร้องก้องระงมขึ้นทั่วทั้งป้อมปราการลอยฟ้า หน้าจอโฮโลแกรมทุกจอภายในโรงอาหารแปรเปลี่ยนเป็สีส้มสว่างวาบทันที รอยยิ้มและบรรยากาศสรวลเสเฮฮาของเหล่าเ้าหน้าที่ Vanguard เลือนหายไปในพริบตาราวกับสั่งได้
เมดิสันรีบเปิดระบบลิงก์ข้อมูลด่วนขึ้นมาตรวจสอบบนหน้าจอโฮโลแกรมส่วนตัว สีหน้าของเธอเคร่งเครียดและจริงจังขึ้นทันที “ตรวจพบเหตุการณ์โจมตีร้ายแรงในพื้นที่ ‘หมู่บ้านไอเซล’ เขตชายแดน...มีรายงานการตรวจพบคลื่นมิติผันผวนระดับสูง พลเรือนในพื้นที่สูญหายไปแล้วหลายราย...และที่สำคัญ ระบบแจ้งเตือนตรวจพบสัญญาณชีพของการ์เลนอส Class 2 ในบริเวณนั้นค่ะ”
โรซาเลียลุกขึ้นยืนตรงจากเก้าอี้ทันทีท่วงที “ขอรายละเอียดเชิงลึก”
เมดิสันทำการปัดหน้าจอขยายภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลความร้อนขึ้นกลางอากาศ ภาพที่ปรากฏคือซากปรักหักพังของฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่พังทลาย และร่องรอยของเกล็ดน้ำแข็งสีขาวหม่นที่เกาะกุมพื้นที่อย่างผิดธรรมชาติ “พฤติกรรมของพวกมันแตกต่างจากการล่าเพื่อหาแหล่งพลังงานตามปกติค่ะ ดูเหมือนพวกมันกำลังออกตามหากระจัดกระจาย...ราวกับกำลัง ค้นหาบางสิ่งบางอย่างอยู่”
ทันใดนั้น ภาพหน้าจอหลักก็ตัดสัญญาณเผยให้เห็นกัปตันแบล็คเบิร์ดที่ยืนอยู่ในห้องบัญชาการใหญ่ ชายหนุ่มนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อประเมินสถานการณ์ ก่อนจะออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลัง
“หน่วย Vanguard เตรียมพร้อมออกปฏิบัติการเต็มรูปแบบ...และภารกิจนี้ จะเป็ภารกิจภาคสนามครั้งแรกของเธอ ริน อาซากิ”
รินชะงักกึก หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำรัวเร็วขึ้นมาทันทีด้วยความตื่นตระหนก...ภารกิจแรก สมรภูมิรบของจริงที่มีชีวิตของคนเป็เดิมพัน ไม่ใช่การฝึกซ้อมในห้องจำลองอีกต่อไปแล้ว
ขณะที่โรเชลล์ถึงกับสำลักน้ำโกโก้ร้อนไอโขลกๆ “เดี๋ยวก่อนสิคุณกัปตัน! เมื่อวานรินยังเป็แค่เด็กนักเรียนมัธยมปลายธรรมดาๆ อยู่เลยนะ! ทำไมวันนี้นางถึงจะต้องออกไปจับอาวุธล่าสัตว์ประหลาดนอกโลกอะไรนั่นแล้วล่ะ!”
อายาโกะคว้าอาวุธคู่ใจขึ้นมาพาดบ่าพลางหันมาหัวเราะลั่นอย่างถูกใจ “ฮะๆๆ ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งความจริงอันโหดร้ายจ้ะสุดสาว! ไปกันเถอะลูกเจี๊ยบเพลิง!”
ในเวลาเดียวกัน ห่างไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตร...
ภายในผืนป่าสนอันมืดมิดและหนาวเหน็บใกล้กับเขตหมู่บ้านไอเซล ชายหนุ่มวัยรุ่นท้องถิ่นคนหนึ่งกำลังสับเท้าวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต เสียงหอบหายใจอย่างตื่นตระหนกดังสะท้อนท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยาแและคราบน้ำตาแห่งความกลัว
ทว่า ขาของเขากลับต้องหยุดชะงักลงกึก...เมื่อเบื้องหน้าในความมืดมิด ปรากฏดวงตาสีน้ำเงินเรืองแสงเย็นเยียบนับสิบคู่ค่อยๆ สว่างวาบขึ้นล้อมรอบตัวเขาเอาไว้ทุกทิศทาง
เหล่าการ์เลนอส Class 2 รูปร่างคล้ายหมาป่าทมิฬยืนนิ่งอยู่รายรอบ ทว่าพวกมันกลับไม่ได้พุ่งเข้ามาฉีกกระชากร่างของเขาในทันที ไม่ได้ส่งเสียงขู่คำราม มีเพียงสายตาเ็าที่จับจ้องมองมา ราวกับพวกมันกำลังตรวจสอบและประเมินบางสิ่งบางอย่าง ที่ซ่อนอยู่ภายในตัวของมนุษย์ตรงหน้า
บนชะง่อนผาสูงชันเหนือผืนป่าสนอันโดดเดี่ยว ร่างสูงของสตีฟในเสื้อคลุมสีขาวโพลนยืนทอดสายตามองภาพเหตุการณ์เบื้องล่างอยู่อย่างเงียบงัน สายลมหนาวเหน็บพัดผ่านเรือนผมสีขาวซีดของเขาให้พริ้วไหว
“...ยังไม่ใช่” สตีฟพึมพำออกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มสะท้อนความผิดหวังอันเย็นเยียบ “คลื่นสัญญาณชีวภาพตื้นเขินเกินไป...ภาชนะคนนี้ไม่เหมาะสมกับการรองรับพลังของท่าน”
สิ้นเสียงคำวินิจฉัยอันเด็ดขาด—
หนึ่งในสัตว์ร้ายร้ายก็พุ่งทะยานออกจากเงามืดเข้าใส่เหยื่อทันที เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดั่งใจจะขาดของชายหนุ่มดังก้องสะท้อนไปทั่วทั้งผืนป่าจนเศษผลึกลูกบากศ์สีแดงแตกกระจาย ก่อนที่เสียงนั้นจะเงียบหายไปในพริบตา หลงเหลือไว้เพียงความเงียบงันอันวังเวงและไอเย็นจัดที่แผ่ซ่าน
และในตอนนี้...ฉากหน้าของภารกิจแรกและบททดสอบแห่งความตายของ ริน อาซากิ กำลังจะเริ่มต้นขึ้นขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง!
[จบตอนที่ 11: บททดสอบแรก]