การชวนแม่ให้เข้ามาเซ็นสัญญาเื่ซื้อที่ดินนั้นง่ายกว่าชวนพ่อมามากๆ ข้ออ้างที่ใช้ก็คือทั้งบ้านมีเธอขี่จักรยานเป็อยู่คนเดียว
แม้ซ่งอันหลินจะมีร่างกายที่แข็งแรงกว่าเดิมมากๆแล้วแต่..เธอก็ยังเป็แค่เด็กผู้หญิงอายุ14ปีที่มีรูปร่างผอมบางเอาผู้ใหญ่อย่างแม่ของเธอซ้อนท้ายจักรยานเป็งานที่ง่ายกว่าที่จะให้ผู้ชายตัวโตแบบพ่อของเธอซ้อนกว่าตั้งเยอะ
ซ่งอันหลินขี่จักรยานเข้าไปในสำนักงานนายหน้าที่ทำการซื้อขายที่ดินของเมืองตานหง พอไปถึงเมื่อนายหน้าเหลียนเห็น ซ่งอันหลินก็รีบเดินเข้าไปทักทายอย่างเป็กันเอง
“สวัสดีครับคุณซ่งอันหลิน เอ่อคนนี้คือคุณแม่ของคุณใช่ไหมครับ สวัสดีครับพี่สะใภ้ วันนี้พร้อมมาทำสัญญาแล้วใช่ไหมครับ” หลิวหงพยักหน้ายิ้มน้อยๆรู้สึกเกร็งเพราะไม่เคยออกมาจากหมู่บ้านนานมากแล้ว พอมาเจอคนแปลกหน้าก็เริ่มตื่นคน
ซ่งอันหลินเห็นกิริยาตื่นคนของมารดาตนเองก็จับมือมารดาเพื่อลดความประหม่า และพูดแทนนางหลิวว่า
“พร้อมแล้วค่ะคุณเหลียนเตรียมเอกสารได้เลยค่ะ เอ่อ..ไม่ทราบว่าสามารถใส่ชื่อของฉันกับแม่สองคนได้ไหมคะจะมีปัญหาอะไรไหม”
“โอ้ว..ไม่มีปัญหาครับใส่ได้เลย” โชคที่ที่นายหน้าเหลียนไม่ได้ใช้คำพูดว่าเป็เ้าของร่วม ไม่งั้นแม่ของเธอคงไม่กล้าเซ็น
ความเข้าใจของหลิวหงคือมาทำธุระให้กับลุงเหอแทนลูกสาวคนโตแค่นั้นเงินจ่ายไปครบแล้ว สัญญาและเอกสารก็เสร็จสมบูรณ์ทุกอย่างพร้อมพรักขาดก็แต่ลมบูรพา ..แค่รอให้บ้านซ่อมเสร็จก็ย้ายคนเข้าไปอยู่ได้เลย
ส่วนร้านค้านั้นพร้อมยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ขาดก็แต่คนงานใช้อีกแค่2คนรวมกับหลิวต้าไฉ่ก็เป็3คนและตัวเธอเองเป็ผู้คิดเงินเท่ากับ4คนแค่นี้ก็เพียงพอ
…
จัดการธุระเสร็จ ซ่งอันหลินก็พามารดาไปหาซื้อข้าวสารและพวกน้ำตาลทรายแดงและเครื่องปรุงต่างๆสำหรับทำอาหารให้คนในบ้านได้กิน ซ่งอันหลินซื้อไม่มากเพราะต่อให้ทางการมีเอกสารแจ้งนโยบายใหม่แล้วว่าสามารถซื้อขายได้อย่างเสรีแต่สินค้าอุปโภคบริโภคก็ยังขาดตลาดอยู่ดี
“แม่คะถ้าร้านค้าของลุงเหอที่ลูกดูแลเขารับคนงานตัดเย็บเสื้อผ้าแม่จะทำไหมคะ” ซ่งอันหลินโยนหินถามทาง ถ้าจะเอาพวกเสื้อผ้าสำเร็จรูปออกมาขายในร้านของเธอต้องขายดีมากๆแน่ๆ แต่..ที่มาที่ไปของเสื้อผ้าเ่าั้ต้องหาที่มาให้ชัดเจนเสียก่อน
และถ้าหากว่าจ้างแม่ของเธอเย็บตามแบบที่มีแพทเทิ้นขายในระบบแม่เธอจะสามารถทำได้หรือไม่หนอ
“ทำสิลูก รายได้ดีกว่าทำงานในไร่ตั้งเยอะทำไมจะไม่ทำล่ะ อีกอย่างถ้าได้ย้ายมาอยู่ในเมืองจริงๆแม่มีรายได้ของตัวเองคงจะดีไม่น้อยมันคงยิ่งกว่าความฝันเสียอีก แต่..แม่กลัวว่าจะทำได้ไม่ดีแล้วจะสร้างความลำบากให้กับลุงอุปถัมภ์ของลูก”
“อย่าคิดแบบนั้นเลยค่ะแม่ ลุงเหอใจดีมากวันนี้ลูกจะพาแม่ไปดูบ้านที่ลุงเหอจะให้เป็ที่อยู่ของครอบครัวเรา”
ซ่งอันหลินพาแม่นั่งซ้อนท้ายจักรยานแล้วปั่นพาไปดูเรือนสี่ประสานที่พวกของลุงว่านกำลังทำการซ่อมแซมหลังคาและส่วนที่ผุพังออก
“อ้าว..เสี่ยวหลินมาแล้วเหรอ เป็ยังไงบ้างจัดร้านค้าไปถึงไหนแล้ว ลุงอุปถัมภ์ของหลานเขารับคนงานอีกหรือเปล่าเห็นมีคนบอกว่าเงินเดือนดีลุงจะให้เสี่ยวซวนไปทำ เสี่ยวซวนพอรู้หนังสือและบวกเลขเป็อยู่บ้างเงินเดือนไม่ต้องมากถึง50หยวนก็ได้ ลองถามให้ลุงดูหน่อยนะ”
นี่แสดงว่าข่าวที่เธอจะรับผู้จัดการเงินเดือน50หยวนถูกป้าสะใภ้บ้านยายโพสต์ลงไปในชุมชนด้วยความไวยิ่งกว่า5Gเรียบร้อยแล้วสินะ คำพูดปากต่อปากนี่มันช่างมีอานุภาพยิ่งกว่าอินเตอร์เนตในสมัยอนาคตเสียด้วยซ้ำ
แต่ก็เป็เื่ดีนะ ไม่ต้องลงโฆษณารับสมัครงาน แต่ก็ได้คนงานที่มีหัวนอนปลายเท้ามาทำงานด้วยกัน รับลูกชายลุงว่านมาทำคนกันเองดีกว่ารับใครที่ไหนก็ไม่รู้เข้ามาทำ
“รับสิคะลุงว่าน ขอแค่อ่านออกเขียนได้นับเลขได้ก็พอ แต่ขอคนที่ไว้ใจได้สักหน่อยถ้าเป็พี่ห่าวซวนลูกชายของลุงยิ่งดีเลย แต่เงินเดือนอาจจะได้เดือนละ30หยวนแค่นั้นนะคะ มีจักรยานให้ใช้ขับไปกลับด้วย ตอนนี้ขาดคนงานอีก2คนอยากได้ผู้หญิงสักคนที่ขยันขันแข็งรักความสะอาดสักหน่อย ลุงว่านพอจะแนะนำใครได้บ้างคะ”
“อะไรนะ 30หยวนเลยเหรอ ได้ๆถ้าแบบนั้นเอาซินเอ๋อลูกสาวคนโตของลุงไปทำด้วยคนสิ ซินเอ๋อทำความสะอาดได้ปัดกวาดเช็ดถูได้เรียนจบชั้นประถมพอนับเลขได้จะได้ให้เขาไปกลับพร้อมกันกับน้องชายเลย”
“แบบนี้ใครจะช่วยลุงว่านทำนาละคะ คือพอถึงฤดูทำนาจะลางานไม่ได้นะ ”ซ่งอันหลินเริ่มคิดหนักเมื่อลุงว่านจะให้ลูกชายและลูกสาวมาช่วยงานของเธอทั้งคู่
“โอ้ยย..ถ้าเงินเดือนทั้งสองคนได้เดือนละ50หยวนแบบนั้นไม่ต้องทำนากันแล้ว ลุงกับภรรยาก็จะทำเท่าที่ไหวนั่นแหละทำไว้แค่พอกินก็พอ ตอนนี้เริ่มมีงานสร้างบ้านเข้ามาเรื่อยๆถึงเ้าสองคนนั่นจะอยู่ช่วยก็ช่วยไม่ได้มากหรอก”
เมื่อเข้าใจเื่ข้อตกลงกันแล้ว คนงานทั้งสามคนรวมกับลูกพี่ลูกน้องของเธอเองและตัวเธอก็เป็ทั้งหมด4คน ร้านสองคูหาแค่นั้นก็น่าจะเพียงพอ
“ถ้าแบบนั้น วันพรุ่งนี้ตอนบ่ายโมงไปเจอกันที่ร้านได้เลยนะคะ”
..
.. ซ่งอันหลินคุยรายละเอียดเื่เรือนสี่ประสานอีกสักครู่ก็ขอตัวพาแม่ของเธอกลับบ้าน
ระหว่างทางกลับบ้าน นางหลิวนั่งซื้อนท้ายลูกสาวคนโตด้วยหัวใจพองโต ั้แ่ลูกสาวเธอป่วยหนักจนสลบไปถึงหนึ่งวันในครั้งนั้นพอฟื้นขึ้นมาก็เหมือนจะกลายเป็คนละคน แต่..เธอรู้สึกว่าเป็แบบนี้ก็ดี ดีกว่าเป็แบบเดิมต้องขอบคุณ์ที่มีตามอบโอกาสให้ครอบครัวของเธอลืมตาอ้าปากได้
“ลูก..เสี่ยวหลินแล้วพวกเราจะย้ายเข้าไปอยู่เรือนหลังนั้นเมื่อไหร่ แล้วไปกันทั้งครอบครัวลุงเหอไม่ว่าอะไรเหรอลูก”
นางหลิวอดวิตกกังวลไม่ได้ แม้เจอเื่ดีๆมาหลายเื่แต่บางเื่มันก็เหมือนกับความฝันมากเกินไป มันดูไม่สมเหตุสมผล
“แม่..แม่ก็เห็นิญญาของปู่มาแล้ว แม่ก็น่าจะรู้ว่าถ้าิญญาปู่คุ้มครองพวกเราเื่พวกนี้ก็ไม่ใช่เื่ใหญ่ แม่ไม่ต้องสงสัยความเมตตาของลุงเหอหรอกค่ะ ลูกว่าแม่สงสัยความใจร้ายและความร้ายกาจของป้าสะใภ้กับย่าดีกว่า ว่าทำไมถึงได้ร้ายกับพวกเราได้ขนาดนั้น”
คนบางคนก็เคยชินกับความร้ายกาจพอมาเจอเื่ดีๆกลับกลัวว่าจะไม่ใช่เื่จริง ซ่งอันหลินได้แต่ถอนใจกับความกังวลของแม่ตนเอง