หลี่เป่า น้องสาวคนเล็ก
บทที่ 26 ผิดพลาด
เป่าเปารู้สึกลังเลใจที่จะช่วยเหลืออีกฝ่ายเพราะไม่อยากหาเื่ใส่ตัว แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าผู้าเ็หน้าตาหล่อเหลา....
เอ้ย...ไม่ใช่สิ แต่เพราะนางตรวจดูจากลักษณะของอีกฝ่าย เสื้อผ้าบนร่างกายของเขาเป็ผ้าเนื้อดี ไม่ใช่ชุดอำพราง และไม่มีการปกปิดใบหน้า ไม่น่าใช่พวกนักฆ่าหรือคนร้ายต่างหากล่ะ นางจึงตัดสินใจยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
แม้นางจะพอรู้วิชาการแพทย์ แต่เป็ไปไม่ได้ที่เด็กหญิงตัวเล็กๆ อย่างนางจะยกเด็กชายที่ตัวโตกว่าเกือบสองเท่าขึ้นมาได้ ดังนั้น เป่าเปาตึงตัดสินใจกลับไปที่บ้านอาจารย์ของตัวเองอีกครั้งเพื่อขอความช่วยเหลือ
"อ้าวเป่าเปา ยังไม่กลับบ้านอีกหรือ?"
"ระหว่างทางกลับบ้านข้าพบคนาเ็เลยรีบกลับมาขอให้อาจารย์ช่วยเ้าค่ะ"
ฮุ่ยซิ่วขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด เขาเองก็คิดไม่ต่างจากเป่าเปา ทำให้เป่าเปาเอ่ยขึ้นว่า
"นี่คือหยกของคนคนนั้นเ้าค่ะ"
นางยื่นหยกที่หนิวหนิวคาบมา ส่งให้กับอาจารย์ของนางเพื่อให้อาจารย์ไม่คิดว่าเขาเป็คนร้าย และคิดจะช่วยเหลือเขา ที่เป่าเปาพยายามช่วยขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะเขาหน้าตาดีหรอก ไม่ใช่เลยจริงจริ๊ง
ฮุ่ยซิ่วรับหยกขึ้นมาเพ่งดูก็ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเก็บของชิ้นนั้นใส่ในแขนเสื้อแล้วตามเป่าเปาไปช่วยเหลือผู้คนทันที
โชคดีที่คนาเ็ผู้นั้นยังเป็เด็ก ทำให้ฮุ่ยซิ่วพยุงเขากลับบ้านได้ด้วยตัวคนเดียว โดยมีเป่าเปาคอยช่วยเหลืออยู่ด้านข้าง
ตัวเขาเองพอมีทักษะทางการแพทย์อยู่บ้าง ทำให้ที่บ้านมีสมุนไพรเก็บเอาไว้อยู่บางส่วน เขารีบสั่งให้เป่าเปาไปเอาสมุนไพรห้ามเืมาให้ แต่เมื่อเขานึกได้ว่าศิษย์ของตนยังเด็กอยู่มากจะสามารถหยิบสมุนไพรมาถูกชนิดได้อย่างไร เขาจึงวางเด็กชายลงเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน หมายไปเอาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ห้ามเืด้วยตัวเอง แต่ศิษย์ตัวน้อยกลับมาถึงเขาก่อนพร้อมยื่นสมุนไพรที่ห่อกระดาษมาให้
ฮุ่ยซิ่วรับห่อกระดาษมาไว้ในมือด้วยพร้อมกับยิ้มน้อยๆ ให้กำลังใจเป่าเปา จะเป็ไปได้อย่างไรที่เด็กอายุสี่ห้าขวบจะสามารถหยิบยามาได้อย่างถูกต้อง แต่เมื่อเปิดห่อกระดาษออกมากลับต้องรู้สึกประหลาดใจเป็อย่างมากที่เป่าเปานำสมุนไพรมาได้ถูกชนิดทั้งยังถูกประเภทอีกด้วย
ถูกชนิดคือสมุนไพรที่เขาจะใช้ห้ามเืครั้งนี้คือซานซี ถูกประเภทคือการที่เป่าเปาเลือกเก็บใบสดของมันมา แทนที่จะเอาแบบใบบดแห้งที่อยู่ในห้องมาแทน
"เ้ารู้ได้อย่างไรว่าต้นนี้มีสรรพคุณห้ามเื?"
"เอ่อ ข้าเห็นเ้าต้นนี้สวยดี เลยคิดว่าน่าจะช่วยได้เ้าค่ะ"
เป่าเปาเอ่ยตอบ นางลืมไปว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ในร่างของเด็กหญิงตัวน้อยผู้หนึ่งเท่านั้น การแสดงความสามารถมากเกินไป คงไม่ดีเท่าไหร่นัก
ฮุ่ยซิ่วรู้สึกสงสัยแต่เขาไม่ได้สนใจมากนัก ตอนนี้การช่วยคนสำคัญกว่า เขาจึงหันมาเริ่มลงมือรักษาคนป่วย และให้เป่าเปากลับบ้านไปก่อน เพราะกลัวคนในตระกูลหลี่จะเป็ห่วง และเขายังกำชับไม่ให้นางพูดเื่เด็กชายาเ็ผู้นี้กับใคร
--------
ณ หน้าเมืองทังโจว
วันนี้หลี่ต้าพี่ชายคนโตกับหลี่เอ้อพี่ชายคนรองรับหน้าที่ออกมาทำการค้าที่เมืองทังโจว แต่พวกเขากลับยังไม่สามารถเดินทางผ่านเข้าไปด้านในได้
"พี่ใหญ่ เดี๋ยวข้าจะไปลองถามผู้คนแถวๆ หน้าประตูเมืองก่อนนะขอรับ ว่าเกิดอะไรขึ้น"
หลี่ต้าพี่ชายคนโตพยักหน้ารับ ก่อนจะวางสัมภาระลงแล้วนั่งรอน้องชายอยู่ไม่ไกลจากทางเข้าเมืองมากนัก ที่เขาต้องรออยู่ตรงนี้เพราะประตูเมืองมีผู้คนยืนออกันอยู่มากมาย ทั้งยังมีเสียงดังโวยวายจนจับใจความไม่ได้ดังขึ้นเป็ระยะๆ
ผ่านไปไม่นานนัก หลี่เอ้อน้องชายคนรองก็วิ่งกลับมาพร้อมกับบอกเื่ที่ได้ยินมาว่า
"มีคนบอกว่าเมื่อคืนคนร้ายบุกจวนเ้าเมือง ทำร้ายเ้าเมืองาเ็สาหัส รองเ้าเมืองเลยสั่งปิดทุกทางเข้าออกเพื่อค้นหาคนร้าย และยังมีคนบอกอีกว่าเห็นว่าเห็นชายชุดดำวิ่งหายเข้าไปในที่พักของตระกูลจิ้น ตอนนี้ทางการกำลังสอบสวนตระกูลจิ้นอยู่ขอรับ"
หลี่เอ้อเล่าเื่ที่ได้ยินมารวดเดียวจนจบ ดูจากท่าทีแล้วพวกเขาคงจะเข้าไปในเมืองได้ยาก ด้านในเมืองเองคงกำลังมีเื่วุ่นวาย ไม่แพ้กัน ถึงจะเข้าไปได้ก็ใช่ว่าจะขายอะไรได้มากนัก ทำให้พวกเขาสองพี่น้องตัดสินใจขนของที่ตั้งใจนำมาขายกลับบ้าน และนำเื่ราวที่ได้ยินมาเล่าให้คนในครอบครัวได้ฟัง
ผู้ใหญ่ทั้งสามที่ได้ฟังต่างขมวดคิ้ว ทั้งสามต่างรู้สึกกังวลใจเกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้นเป็อย่างมาก อีกไม่นานจะถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวและต้องจ่ายภาษีรายปี พวกเขาอาศัยอยู่ที่เมืองแห่งนี้มานาน ทำให้เจอเ้าเมืองมาหลายรูปแบบ
มีทั้งคนที่เอาแต่ขูดรีดภาษีจากประชาชน และคนที่ทำงานเพื่อประชาชน เ้าเมืองทังโจวคนนี้เป็คนดีมีคุณธรรม ทำให้ชาวเมืองรักและเคารพเป็อย่างมาก แต่มาเกิดเื่วุ่นวายตอนนี้จะส่งผลกระทบกับพวกเราหรือไม่ก็ยังไม่สามารถบอกได้
เป่าเปาที่ได้ยินเื่เล่าของพี่ชายก็หวนคิดถึงเด็กชายที่ตัวเองขอให้อาจารย์ฮุ่ยช่วยเหลือ เขาอาจจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เ้าเมืองถูกทำร้ายก็เป็ได้ นางได้แต่คิดในใจ ก่อนจะลงมือกินอาหารฝีมือพี่สะใภ้ใหญ่อย่างมีความสุข ฝีมือพี่ิจูนี่ดีจริงๆ
คืนนั้นเป่าเปารู้สึกปวดท้องขึ้นมากะทันหัน นางลุกจากเตียงเดินออกจากห้องอย่างรีบเร่งเพื่อไปทำภารกิจให้ลุล่วง
เมื่อเปิดประตูออกมาแล้วพบว่ามีคนนั่งอยู่ที่ลานบ้านก็รู้สึกแปลกใจที่มีคนยังไม่นอน แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาสนใจเื่อื่น เื่ข้าศึกที่กำลังประชิดกำแพงเมืองของนางสำคัญกว่า ดังนั้นนางจึงรีบวิ่งไปที่หลังบ้านทันที
เมื่อกลับมาอีกครั้งก็ไม่พบคนที่นั่งอยู่ที่ลานบ้านคนนั้นแล้ว เมื่อคิดทบทวนก็รู้สึกว่าเงาของเขาคุ้นตาอย่าน่าประหลาด สงสัยจะเป็พี่ชายคนใดคนหนึ่งของนางกระมัง นางได้แต่คิดในใจ
---------
เพี๊ยะ~ เพี๊ยะ~
เสียงตบหน้าดังสนั่นไปทั่วทั้งห้อง ก่อนจะมีเสียงชายวัยกลางคนตวาดขึ้นว่า
"โง่เง่าจริงๆ เหตุใดถึงปล่อยให้มันมีชีวิตรอดอยู่ได้!!"
"เป็เพราะข้าเองที่ไม่ตรวจสอบให้ดี ไม่เกี่ยวอะไรกับต้าหนี่ขอรับ"
"ไหนโอ้อวดกันว่าเก่งนักเก่งหนา แค่งานง่ายๆ ยังต้องให้ผู้อื่นช่วย เช่นนี้ข้าจะไว้ใจให้นางทำงานอื่นได้อย่างไร"
ชายวัยกลางคนสบถออกมาอย่างหยาบคาย ก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า
"โชคดีนะที่มันาเ็สาหัสจนไม่สามารถทำอะไรได้่นี้ ไม่เช่นนั้นแผนของข้าได้พังหมด"
กล่าวจบเขาก็เขวี้ยงถ้วยชาไปทางสตรีที่อยู่เบื้องหน้า ต้าหนี่ได้แต่ก้มหน้าลงอย่างยอมรับผิด นางไม่สามารถหลบหลีกหรือตอบโต้ผู้เป็นายของตัวเอง ทำได้เพียงกำมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อเท่านั้น
"พวกเ้าออกไปให้พ้นหน้าข้า ไป๊!!"
ทั้งสองโขกพื้นทีหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องมาอย่างเงียบๆ
"เ้าไม่เป็อะไรใช่หรือไม่?"
ต้าหนี่ไม่ตอบคำของฝ่ายตรงข้าม และเดินหนีเข้าห้องของตัวเองทันที
หลังจากนางทำร้ายสหายแล้วออกจากป่าทมิฬจนกลายเป็ผู้ผ่านการฝึกแต่เพียงผู้เดียวนั้น เื่ราวกลับไม่ได้เป็ไปอย่างที่คิด เพราะอาจารย์เห็นว่านางมีจิตใจโหดร้ายเกินไป ไม่สมควรเป็องครักษ์ของคนผู้นั้น จึงส่งนางไปอยู่ที่โรงครัว และเลือกเสี่ยวอู่ มาทำหน้าที่องครักษ์แทน
ด้วยเหตุนี้ทำให้นางรู้สึกแค้นใจ วางแผนให้คนนอกรู้ถึงการมีอยู่ของค่ายฝึกแล้วเปิดโอกาสให้คนนอกเข้ามาทำลายค่ายแห่งนี้ อาจารย์ผู้ฝึกสอนหายสาบสูญ คนในค่ายต่างกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง มีเพียงต้าหนี่ที่ทำตัวราวกับผู้บริสุทธิ์ ไม่รู้เื่รู้ราว และได้เข้าไปทำงานกับผู้อยู่เื้ัการทำลายค่าย
นางไม่สนใจว่าตัวเองจะทำงานให้ใคร สิ่งที่นางสนใจเพียงอย่างเดียวคือใครจะทำให้นางบรรลุเป้าหมายได้ก่อนก็เท่านั้น