ยามวิกาลคืบคลานเข้ามาปกคลุมโรงเตี๊ยมสนธยา ทว่าภายในโถงใหญ่กลับไม่มีความมืดมิดแม้เพียงกระผีกริ้น แสงเทียนที่วูบไหวสะท้อนกับละอองเกสรจากผง "ลืมวิญญาณ" ที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ กลายเป็นม่านหมอกสีชมพูจาง ๆ ที่บิดเบี้ยวประสาทสัมผัส ฤทธิ์ยาและค่ายกลกลืนใจที่อาหลางวางไว้เริ่มสำแดงเดชอย่างรุนแรงเมื่อปราณธรรมะของเหล่านางเซียนถูกความร้อนรุ่มจากภายในกัดเซาะจนกร่อนสลาย
ภายนอกโรงเตี๊ยม บัดนี้ถูกห่อหุ้มด้วยโดมพลังงานสีม่วงทองขนาดยักษ์ที่โปร่งแสงทว่าตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง คนพเนจรที่เดินผ่านไปมาจะมองเห็นเพียงโรงเตี๊ยมเก่า ๆ ที่ปิดไฟเงียบสนิท ทว่าภายในนั้นกลับเป็นนรกขุมที่สิบแปดที่เต็มไปด้วยรสชาติแห่งสวรรค์
เสียงกรีดร้องเบา ๆ ของ เซียวหลิง ศิษย์น้องเล็กที่อ่อนแอที่สุดดังขึ้นเป็นคนแรก นางกำลังต่อสู้กับความรู้สึกที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต ร่างกายที่เคยเย็นเยียบดุจน้ำแข็งเริ่มร้อนผ่าวจากภายใน เหงื่อไคลเริ่มซึมออกมาตามผิวหนังขาวเนียน ทำให้เสื้อผ้าบาง ๆ เปียกชื้นและเกาะติดกับรูปร่างที่เริ่มเปลี่ยนแปลงจากเดิม
"หัวหน้า... ข้ารู้สึกแปลก ๆ" นางหันไปมองฉิวเสวี่ยด้วยดวงตาที่เริ่มขุ่นมัว "ร่างกายของข้าเหมือนมีไฟลุกไหม้อยู่ข้างใน แต่มันไม่เจ็บ... มันทำให้ข้าอยาก..."
คำพูดของนางขาดหายไปเมื่อความรู้สึกใหม่นี้ทำให้นางไม่สามารถคิดได้อย่างชัดเจน นางเริ่มขยับตัวไปมาอย่างกระสับกระส่าย มือเรียวงามเริ่มลูบไล้ไปตามแขนและคอของตัวเอง เหมือนกำลังพยายามบรรเทาความรู้สึกที่แปลกประหลาดนี้
ฉิวเสวี่ยมองดูศิษย์น้องด้วยความตกใจ นางพยายามใช้วิชาปราณหิมะขั้นสูงสุดเพื่อระงับความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวขึ้นในร่างกายของตัวเองเช่นกัน แต่ยิ่งนางเดินปราณ ความรู้สึกร้อนรุ่มกลับยิ่งแรงขึ้น เหมือนกับการเติมน้ำมันใส่ไฟ
"ทุกคนสงบสติ!" นางพยายามสั่งด้วยเสียงที่เริ่มสั่นเครือ "นี่คือกับดักของมาร พวกเราต้องรวมพลังกันเพื่อ..."
แต่คำสั่งของนางไม่ได้รับการตอบสนอง เหล่าศิษย์สาวทุกคนจมอยู่กับความรู้สึกใหม่ที่พวกนางไม่เคยรู้จักมาก่อน เหมยซู่เริ่มถอดเสื้อคลุมสีฟ้าออกจนเหลือแต่เสื้อชั้นในที่บาง ๆ ลิงเอ๋อร์นั่งขยับไปขยับมาไม่หยุด ใช้มือกอดตัวเองแน่น ๆ เหมือนกำลังพยายามควบคุมบางสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุม
อาหลางยืนมองดูการเปลี่ยนแปลงของเหล่านางเซียนด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด เขาค่อย ๆ ปลดหน้ากากเสี่ยวเอ้อที่นอบน้อมออกไป เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา ใบหน้าที่หล่อเหลาและมีเสน่ห์อย่างน่าหลงใหล แต่แฝงด้วยความโหดร้ายและอำนาจที่น่าสะพรึงกลัว
ดวงตาของเขาเปลี่ยนจากสีน้ำตาลธรรมดากลายเป็นสีทองอำพันที่เจิดจ้า เส้นผมดำเริ่มมีแสงสีม่วงแฝงอยู่ และที่สำคัญที่สุดคือพลังมารที่เขาปิดบังไว้เริ่มแผ่ซ่านออกมาอย่างไม่มีขีดจำกัด
"ในที่สุด..." เขาเอ่ยด้วยเสียงที่เปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง เสียงที่ทุ้มต่ำและเซ็กซี่ แต่แฝงด้วยอำนาจที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกหวาดกลัวและหลงใหลไปพร้อม ๆ กัน "ข้าไม่ต้องแกล้งเป็นมนุษย์ธรรมดาอีกต่อไป"
เขาเหยียดมือออก พลังสีทองอำพันพุ่งออกมาจากฝ่ามือและแผ่กระจายไปทั่วโถง เส้นใยวิญญาณที่ฝังอยู่ใต้พื้นไม้เริ่มเรืองแสงขึ้นมา สร้างลวดลายเรขาคณิตที่ซับซ้อนและสวยงามแต่น่าสะพรึงกลัว
"ค่ายกลกลืนใจ" ที่เขาเตรียมไว้เริ่มแสดงพลังที่แท้จริง เส้นใยเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะกักขังเหล่านางเซียนไว้ในโรงเตี๊ยมเท่านั้น แต่ยังจะค่อย ๆ กัดเซาะจิตใจและวิญญาณของพวกนาง เปลี่ยนพวกนางจากนางเซียนผู้ทรงศีลให้กลายเป็นทาสีแห่งตัณหาที่จะรับใช้เขาตลอดไป
ฉิวเสวี่ยรู้สึกถึงอันตรายที่แท้จริงเมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของอาหลาง นางพยายามรวบรวมพลังที่เหลืออยู่เพื่อต่อสู้ แต่ร่างกายของนางกลับทรยศ ความร้อนที่เกิดขึ้นภายในทำให้นางแทบจะยืนไม่ไหว
"เจ้า... เจ้าคือใคร?" นางถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ พลางพยายามชักกระบี่ออกจากฝัก แต่มือของนางสั่นมากจนไม่สามารถจับด้ามกระบี่ได้แน่น
"ข้าคืออาหลาง พญามารแห่งตัณหา" เขาตอบด้วยรอยยิ้มที่น่าหลงใหลแต่โหดร้าย "และเจ้าทั้งหลายจะกลายเป็นสมบัติที่มีค่าที่สุดในคลังสมบัติของข้า"
เขาเดินเข้าใกล้ฉิวเสวี่ยอย่างช้า ๆ ทุกก้าวที่เขาเดินทำให้พลังมารในอากาศหนาแน่นขึ้น เหล่านางเซียนที่ยังพยายามต่อต้านเริ่มอ่อนแอลงทีละคน
"อย่าเข้ามาใกล้!" ฉิวเสวี่ยตะโกนพลางปล่อยพลังปราณหิมะออกมา แต่แทนที่จะเป็นน้ำแข็งที่เย็นเยียบ สิ่งที่ออกมาจากนางกลับเป็นไอน้ำร้อน ๆ ที่มีกลิ่นหอมแปลก ๆ
อาหลางหัวเราะเบา ๆ "ปราณหิมะของเจ้ากลายเป็นไอราคะแล้ว ยิ่งเจ้าใช้พลัง เจ้าจะยิ่งตกอยู่ในอำนาจของข้ามากขึ้น"
อู๋ซวงที่ยืนอยู่ในมุมห้องเริ่มเดินออกมา นางถอดหน้ากากหญิงรับใช้ออกไป เผยให้เห็นใบหน้าที่สวยงามและเซ็กซี่ ดวงตาของนางเปล่งประกายด้วยความโหดร้ายและความพึงพอใจ
"นายท่าน" นางเดินเข้าไปกอดแขนอาหลางอย่างเซ็กซี่ "ดูพวกนางสิคะ กำลังสู้กับตัวเองอย่างน่าสงสาร"
จริงอย่างที่อู๋ซวงพูด เหล่านางเซียนกำลังต่อสู้กับความรู้สึกที่พวกนางไม่เข้าใจ พวกนางพยายามใช้วิชาธรรมะเพื่อระงับความรู้สึกเหล่านี้ แต่ยิ่งพยายาม ความรู้สึกเหล่านั้นกลับยิ่งแรงขึ้น
เซียวหลิงเริ่มร้องไห้ นางไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของตัวเอง ความรู้สึกใหม่นี้ทำให้นางรู้สึกอับอายแต่ก็อยากได้มากขึ้นเรื่อย ๆ นางเริ่มถอดเสื้อคลุมออกโดยไม่รู้ตัว เผยให้เห็นรูปร่างที่เคยซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าหลวม ๆ
"ข้า... ข้าควบคุมตัวเองไม่ได้" นางครวญครางด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความสับสน "มีอะไรเกิดขึ้นกับข้า?"
เหมยซู่ที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ก็เริ่มแสดงอาการคล้าย ๆ กัน นางใช้มือลูบไล้ไปตามแขนและคอของตัวเอง เหมือนกำลังพยายามบรรเทาความรู้สึกที่แปลกประหลาด ดวงตาของนางเริ่มขุ่นมัวและเต็มไปด้วยความปรารถนาที่นางไม่เคยรู้จักมาก่อน
"ร้อน... ทำไมมันร้อนเช่นนี้" นางพูดพลางใช้มือพัดลมให้ตัวเอง การเคลื่อนไหวนี้ทำให้เสื้อของนางโบกสะบัด เผยให้เห็นผิวขาวเนียนที่เริ่มชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ
ลิงเอ๋อร์ที่นั่งใกล้เตาผิงเริ่มขยับตัวไปมาอย่างกระสับกระส่าย นางรู้สึกเหมือนมีไฟลุกไหม้อยู่ในร่างกาย แต่มันไม่ใช่ไฟที่เจ็บปวด กลับเป็นไฟที่ทำให้นางอยากได้บางสิ่งที่นางไม่เข้าใจ
"หัวหน้า... ช่วยข้าด้วย" นางหันไปมองฉิวเสวี่ยด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความอ้อนวอน "ข้ารู้สึกแปลก ๆ ข้าอยาก..."
แต่นางไม่สามารถพูดต่อได้ เพราะไม่รู้ว่าตัวเองอยากได้อะไรกันแน่
อาหลางยกมือขวาขึ้น ศิลาเนตรมารที่ฝังอยู่ใต้ผิวหนังเริ่มเรืองแสงสีทองอำพันอย่างรุนแรง ตัวเลขที่แสดงค่าราคะของเหล่านางเซียนพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากตัวเลขที่เริ่มต้นที่ 50-60 เมื่อพวกนางเพิ่งเข้ามา บัดนี้กระโดดขึ้นไปเป็น 200... 300... 400... และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
"สมบูรณ์แบบ" อาหลางพึมพำด้วยความพึงพอใจ "ค่าราคะของพวกเจ้าเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่ข้าคาดไว้ ดูเหมือนนางเซียนสำนักฟ้าครามจะมีพรสวรรค์ด้านนี้มากกว่าที่คิด"
เขาเดินไปหาศิษย์สาวคนหนึ่งที่กำลังนั่งสั่นเทาอยู่บนเก้าอี้ เขาเอื้อมมือไปสัมผัสแก้มของนางเบา ๆ การสัมผัสนี้ทำให้นางสั่นสะเทือนทั้งตัว และค่าราคะของนางพุ่งขึ้นไปอีก 50 จุดในทันที
"เห็นไหม?" เขาหันไปพูดกับอู๋ซวง "การสัมผัสเพียงเล็กน้อยก็ทำให้พวกนางตอบสนองได้ขนาดนี้ ข้าไม่ต้องใช้พลังมากเลย"
อู๋ซวงยิ้มอย่างเข้าใจ "นั่นเป็นเพราะพวกนางไม่เคยสัมผัสกับความรู้สึกแบบนี้มาก่อนค่ะ ร่างกายของพวกนางกระหายสิ่งที่ไม่เคยได้รับ เมื่อได้สัมผัสครั้งแรก มันก็เหมือนกับคนที่กระหายน้ำได้ดื่มน้ำใสเป็นครั้งแรก"
ฉิวเสวี่ยพยายามรวบรวมพลังที่เหลืออยู่เพื่อต่อสู้ นางรู้ว่าถ้าไม่ทำอะไรเดี๋ยวนี้ ทั้งนางและศิษย์สาวทุกคนจะตกอยู่ในอำนาจของมารตนนี้ตลอดไป
"ปราณหิมะขั้นสูงสุด... น้ำแข็งพันปี!" นางตะโกนพลางปล่อยพลังออกมา แต่แทนที่จะเป็นน้ำแข็งที่เย็นเยียบ สิ่งที่ออกมาจากนางกลับเป็นไอน้ำร้อน ๆ ที่มีกลิ่นหอมแปลก ๆ
อาหลางหัวเราะเสียงดัง "เจ้ายังไม่เข้าใจหรือ? ยิ่งเจ้าใช้พลัง เจ้าจะยิ่งตกอยู่ในอำนาจของข้ามากขึ้น ผงลืมวิญญาณที่เจ้ากินเข้าไปจะเปลี่ยนพลังธรรมะของเจ้าให้กลายเป็นพลังราคะ"
เขาพูดจริง ทุกครั้งที่ฉิวเสวี่ยพยายามใช้วิชาปราณหิมะ ความร้อนในร่างกายของนางกลับยิ่งแรงขึ้น นางเริ่มหอบหายใจ ใบหน้าแดงก่ำ และเหงื่อไคลเริ่มซึมออกมาตามผิวหนัง
"ไม่... ไม่ใช่แบบนี้" นางพึมพำด้วยความสิ้นหวัง "ข้าเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักฟ้าคราม ข้าไม่สามารถแพ้ได้"
แต่ร่างกายของนางกลับทรยศ ขาของนางเริ่มอ่อนแรง มือที่เคยถือกระบี่ได้แน่นหนาเริ่มสั่น และที่แย่ที่สุดคือความรู้สึกแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกายทำให้นางไม่สามารถคิดได้อย่างชัดเจน
ศิษย์สาวคนอื่น ๆ เริ่มแสดงอาการที่รุนแรงขึ้น พวกนางเริ่มถอดเสื้อผ้าออกโดยไม่รู้ตัว เพราะรู้สึกร้อนผิดปกติ เสื้อคลุมสีฟ้าที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ถูกโยนทิ้งไปทั่วพื้น
เซียวหลิงเริ่มใช้มือลูบไล้ไปตามร่างกายของตัวเอง เหมือนกำลังพยายามบรรเทาความรู้สึกที่แปลกประหลาด นางไม่รู้ว่าการกระทำของนางทำให้ค่าราคะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เหมยซู่เริ่มครางเบา ๆ เสียงที่ออกมาจากปากของนางไม่เหมือนเสียงของนางเซียนผู้ทรงศีล แต่เป็นเสียงของหญิงสาวที่กำลังถูกความปรารถนากัดกิน
ลิงเอ๋อร์เริ่มขยับตัวไปมาอย่างไม่หยุด นางรู้สึกเหมือนมีมดคลานไปทั่วร่างกาย ทำให้นางอยากเกาและลูบไล้ตัวเองเรื่อย ๆ
ศิษย์สาวคนอื่น ๆ ก็แสดงอาการคล้าย ๆ กัน บางคนเริ่มร้องไห้ด้วยความสับสน บางคนเริ่มหัวเราะอย่างไร้สาระ และบางคนเริ่มพูดพึมพำสิ่งที่ไม่มีความหมาย
อาหลางมองดูความโกลาหลเบื้องหน้าด้วยความพึงพอใจ เขารู้ว่าเวลาได้มาถึงแล้ว ค่าราคะของเหล่านางเซียนเพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่เขาต้องการแล้ว
"อู๋ซวง" เขาเรียกนางที่ยืนอยู่ข้าง ๆ "เตรียมพิธีกรรม 'ครอบครองถาวร' ได้แล้ว"
อู๋ซวงพยักหน้าแล้วเดินไปที่มุมห้อง นางเอาผ้าคลุมออกจากกองของที่ถูกซ่อนไว้ เผยให้เห็นแท่นบูชาขนาดเล็กที่มีรูปแกะสลักแปลก ๆ และเทียนสีดำหลายเล่ม
นางจุดเทียนทีละเล่ม แสงไฟสีดำแปลก ๆ เริ่มส่องสว่างขึ้น กลิ่นกำยานที่มีฤทธิ์กระตุ้นตัณหาเริ่มหอมหวนไปทั่วห้อง ทำให้อาการของเหล่านางเซียนยิ่งแย่ลง
"พิธีกรรมนี้จะเปลี่ยนพวกเจ้าให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของข้าตลอดไป" อาหลางเดินไปหาฉิวเสวี่ยที่กำลังนั่งสั่นเทาอยู่บนพื้น "พวกเจ้าจะไม่ใช่นางเซียนอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นทาสีแห่งตัณหาที่จะรับใช้ข้าตลอดไป"
เขาก้มลงคว้าคางของฉิวเสวี่ยขึ้นมา มองลึกเข้าไปในดวงตาที่เริ่มขุ่นมัว "และเจ้า... จะเป็นราชินีของพวกเขา"
ฉิวเสวี่ยรู้สึกถึงอันตรายที่แท้จริง นางรวบรวมพลังใจที่เหลืออยู่เพื่อต่อสู้ครั้งสุดท้าย แม้ว่าร่างกายจะทรยศ แต่จิตใจของนางยังคงแข็งแกร่ง
"ข้า... ข้าจะไม่ยอมแพ้" นางพูดด้วยเสียงที่สั่นเครือแต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "ข้าเป็นศิษย์ของสำนักฟ้าคราม ข้าจะไม่ให้เจ้าทำร้ายศิษย์น้องของข้า"
นางพยายามลุกขึ้นยืน แต่ขาของนางอ่อนแรงมาก นางสะดุดล้มลงไปอีกครั้ง แต่นางไม่ยอมแพ้ นางคลานไปหากระบี่ที่ตกอยู่ไม่ไกล
อาหลางมองดูการต่อสู้ของนางด้วยความสนใจ "น่าชื่นชม จิตใจที่แข็งแกร่งเช่นนี้จะทำให้เจ้ากลายเป็นทาสีที่มีคุณค่าที่สุด เมื่อจิตใจที่แข็งแกร่งนี้ถูกหักหลังแล้ว เจ้าจะกลายเป็นของเล่นที่น่าสนใจที่สุด"
เขาไม่รีบร้อนที่จะหยุดนาง กลับยืนมองดูด้วยความเพลิดเพลิน เหมือนกำลังดูการแสดงที่น่าสนใจ
ฉิวเสวี่ยคลานไปถึงกระบี่ นางพยายามหยิบขึ้นมา แต่มือของนางสั่นมากจนไม่สามารถจับได้แน่น กระบี่ตกลงไปอีกครั้ง
"ไม่..." นางร้องไห้ด้วยความสิ้นหวัง "ข้าไม่สามารถปกป้องพวกเขาได้"
นางมองไปรอบ ๆ เห็นศิษย์น้องทุกคนกำลงจมอยู่กับความรู้สึกที่พวกนางไม่เข้าใจ พวกนางไม่ใช่นางเซียนผู้ทรงศีลอีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็นหญิงสาวที่เต็มไปด้วยตัณหาและความปรารถนา
"เพียงพอแล้ว" อาหลางเดินเข้าไปหาฉิวเสวี่ย "เวลาแห่งการต่อสู้จบลงแล้ว ถึงเวลาเริ่มต้นชีวิตใหม่"
เขาก้มลงยกร่างของฉิวเสวี่ยขึ้นมา นางพยายามต่อต้าน แต่ร่างกายของนางอ่อนแรงเกินไป เขาอุ้มนางไปวางไว้กลางห้อง ล้อมรอบด้วยเหล่าศิษย์น้องที่กำลังคลุ้มคลั่ง
"คืนนี้... พวกเจ้าทุกคนจะได้เป็นส่วนหนึ่งของวิมานนิรันดร์ของข้า" อาหลางกระซิบด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ ก่อนจะลากฉิวเสวี่ยเข้าสู่กลางวงล้อมของเหล่านางเซียนที่กำลังคลุ้มคลั่ง เพื่อเริ่มต้นพิธีกรรม "ครอบครองถาวร" ที่จะเปลี่ยนสำนักฟ้าครามให้กลายเป็นข้ารับใช้ในจวนราคะของเขาตลอดไป
ทุกเสียงครางถูกกักขังไว้ภายใต้โดมพลังงานที่มองไม่เห็น ไม่มีใครภายนอกรู้เลยว่า ภายในโรงเตี๊ยมสนธยาแห่งนี้ จิตวิญญาณอันสูงส่งกำลังถูกย่ำยีและหลอมรวมกลายเป็นพลังมารที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา