มองดูเขาขยิบตาให้ตนเองนางจึงรู้ว่าจ้าวจือชิงจงใจทำเช่นนี้ จากนั้นค่อยพยักหน้ารับ “ก็ใช่น่ะสิหลายวันก่อนเพิ่งเปิดกิจการ เจ้าไม่ได้เห็น ข้ากล้ารับรองว่าอาหารเลิศรสทุกอย่างที่มาจากเรือนพักผ่อนอันหยางนั้นเป็นสิ่งที่พวกเจ้าไม่เคยเห็นมาก่อนแน่นอน”
“จริงหรือ?”
“จริงหรือ?”
ชายแก่สองคนที่กำลังทะเลาะกันอยู่ต่างหยุดแล้วหันมามองหน้าชีเหนียงพร้อมกันจากนั้นทั้งสองก็ส่งเสียงฮึดฮัดก่อนจะเบือนหน้าหนีไปคนละทาง
“จริงแท้แน่นอนข้าเคยพูดโกหกเมื่อใดกัน ท่านพ่อ ท่านก็เหลือเกิน ผู้เฒ่าเฝิงคือแขกของบ้านเราไม่ว่าอย่างไรท่านก็ควรยอมเขาหน่อย ของกินเหล่านี้ ท่านก็กินที่บ้านอยู่บ่อยๆท่านยอมให้เขาสักหน่อยเถอะน่า” เพียงคำว่าท่านพ่อของชีเหนียงก็ทำให้หลิงชางไห่รู้สึกสบายใจเชิดหน้าโอ้อวดจนคอแทบเคล็ด
ตอนแรกที่เฝิงเจิ้งชูฟังยังรู้สึกรื่นหูอยู่บ้างแต่พอตอนหลังยิ่งฟังยิ่งรู้สึกว่าชีเหนียงไม่ได้ถือว่าเขาคือคนกันเอง เมื่อเปรียบเทียบกันกลับทำให้เนื้อในปากไม่ได้หอมหวานเช่นตอนแรกเสียแล้ว
“ผู้เฒ่าเฝิงในเมื่อท่านไม่เหมาะที่จะทานหมูตากแห้งนัก เดี๋ยวข้าจะทำอาหารรสจืดให้ท่านสักหน่อยรับรองว่าท่านต้องอิ่มหนำสำราญแน่”
“ฮ่าๆชีเหนียงพูดถูก เจ้าเฒ่าคนนี้ต้องกินอาหารรสจืดสักหน่อย!” หลิงชางไห่หัวเราะลั่นเหมือนกับแม่ทัพที่ได้ชัยชนะ จากนั้นก็เคี้ยวหมูตากแห้งในปากพร้อมกับสีหน้ามีชัย
คนเขาพูดเช่นนี้แล้วเฝิงเจิ้งชูจะยังพูดอะไรได้อีก จึงได้แต่เดินกลับเข้าห้องอย่างไม่สบอารมณ์เสี่ยวเอ้อร์เห็นดังนั้น ก็รู้ว่านายท่านงอนเสียแล้ว หลายวันมานี้เขารับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อเทียบกับตอนที่อยู่เมืองหลวงนายท่านของเขามีความสุขมากกว่าเดิมนัก
“ลั่วฮูหยินนายท่านของข้าใช่ว่านิสัยจะเลวร้าย เขาเป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าท่านไม่ได้เห็นเขาคือคนกันเองท่านอย่าได้โกรธเคืองไป” เสี่ยวเอ้อร์อธิบายกับชีเหนียงเขาเองก็ดูออกว่า ลั่วฮูหยินคือหัวใจหลักของครอบครัวใหญ่นี้ ขอเพียงตนได้รับความชอบจากนางเขากับนายท่านก็จะสามารถอยู่ต่อได้
อันที่จริงตัวเขาก็ยังไม่อยากกลับเมืองหลวงเมืองหลวงกฎเกณฑ์เยอะเกินไป กระทั่งพูดจาก็ต้องระวัง ไหนเลยจะสบายใจเท่าที่นี่นอกจากนี้ เรือนพักผ่อนที่อีกฝ่ายพูดถึงก็น่าสนใจยิ่งนัก
ชีเหนียงคิดไม่ถึงว่าเสี่ยวเอ้อร์จะมีท่าทีเช่นนี้จึงรีบตอบ “มีอะไรน่าโกรธกันเดิมทีผู้เฒ่าเฝิงก็มาที่นี่ในฐานะแขกอยู่แล้ว”
แม้จะรู้ความคิดของเสี่ยวเอ้อร์แต่ชีเหนียงก็ไม่อาจน้อมรับเพราะถึงอย่างไรนางก็ยังไม่ได้มองว่าผู้เฒ่าเฝิงคือคนในครอบครัวเดียวกันสำหรับแขกก็ต้องมีความเกรงอกเกรงใจอยู่บ้าง
เสี่ยวเอ้อร์เห็นว่าไม่ได้ผลย่อมไม่อาจอยู่ตรงนี้ต่อได้ รอจนคนจากไป ชีเหนียงถึงพูดกับผู้เฒ่าหลิง
นางลากผู้เฒ่าหลิงเดินไปสองก้าว “ข้าถามท่านเหตุใดท่านจึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่?”
“ท่านไม่ต้องมองเขาเขาบอกกับข้าหมดแล้ว” ชีเหนียงเห็นหลิงชางไห่ชำเลืองไปด้านหลังก็รู้ว่าเขาอยากให้จ้าวจือชิงช่วยชีเหนียงจึงรีบขวาง “หรือท่านไม่คิดจะบอกความจริงกับข้าแล้วอยากกุเรื่องหลอกลวงข้าอีกคน?”
“เจ้าคิดกับข้าเช่นนี้ได้อย่างไรกัน!” หลิงชางไห่ไม่พอใจนัก “ข้าจะร่วมมือกับจ้าวจือชิงโกหกเจ้าได้อย่างไรข้ายืนข้างเจ้า เขาบอกกับเจ้าแล้วหรือว่าที่ข้ามาก็เพื่อช่วยรักษาคน?”
เมื่อได้ยินว่าหลิงชางไห่มาเพื่อรักษาคนชีเหนียงก็เข้าใจทันที คำพูดของพวกเขาสอดคล้องกัน ในเมื่อรักษาคนเช่นนั้นก็คือเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น นางไม่ควรถามให้มากความ
“อืมมาช่วยรักษาคนสินะ ทว่าข้าขอบอกกับท่าน ข้าคิดว่าผู้เฒ่าเฝิงผู้นี้สถานะไม่ธรรมดาอาการของเขา หากท่านรักษาได้ก็รักษา หากรักษาไม่ได้ก็กลับไปที่อำเภอเฉาก่อนเพราะอีกเดือนกว่าจิ่งเฉินจึงจะไปจากเมืองชิงหยางได้ ถึงเวลานั้นที่เรากลับเมืองหลวงเขายังคิดตามเราต่อหรือไม่?”
“เฝิงเจิ้งชูน่ะหรือ!” เมื่อเห็นว่านางเข้าใจผิดหลิงชางไห่ก็แอบชำเลืองไปทางจ้าวจือชิงที่กำลังขยิบตาให้เขาจึงรู้ว่าจ้าวจือชิงยังไม่ได้บอกความจริงกับชีเหนียง ขณะเดียวกันก็รู้สึกโชคดีที่เมื่อครู่เขาไม่ได้พูดมากอันใดในเมื่อเข้าใจผิดเช่นนั้นก็ปล่อยเลยตามเลยไปก่อน
แม้ชีเหนียงจะไม่รู้สถานะของเฝิงเจิ้งชูแต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร คำพูดของนางก็ดูเป็นห่วงเป็นใยเจ้าแก่นั่นเขามีหรือจะไม่ซาบซึ้ง
“เจ้าวางใจได้ข้าคำนวณไว้แล้ว หากไม่ได้จริงๆ ข้าจะรีบหนีไป ทว่าคนอย่างเฝิงเจิ้งชู ทั้งควรข้องเกี่ยวและไม่ควรข้องเกี่ยวเช่นกัน”
พอหลิงชางไห่พูดเช่นนี้ชีเหนียงก็เริ่มระแวงในสถานะของเฝิงเจิ้งชู แม้ว่าหลิงชางไห่อยากบอกแต่ตอนนี้นางก็ไม่ยินดีฟังแล้ว
ตกกลางคืนชีเหนียงสอบถามสถานการณ์เบื้องต้นของเฝิงเจิ้งชูและทำอาหารรสจืดไปให้ แต่รสชาติอาหารกลับโดดเด่นจนทำให้เฝิงเจิ้งชูทานข้าวมากถึงสามถ้วยทำเอาทุกคนถึงกับตะลึง! หลิงชางไห่เองก็แข่งกับเขาด้วยซึ่งกินไม่น้อยเช่นกัน
ตอนนี้ทั้งสองคนแยกกันไปเดินย่อยอาหารที่ลานหน้าบ้านและหลังบ้านขณะเดินย่อยก็ยังโต้เถียงกันไปพลาง
“จิ่งเฉินพวกเจ้าสองคนมานี่” ชีเหนียงรู้ว่าจิ่งเฉินรู้ขอบเขตดีแต่ก็อดเรียกสองพี่น้องมากำชับไม่ได้
“สำหรับเรื่องของผู้เฒ่าเฝิงท่านตาของพวกเจ้าเหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง แต่แม่ไม่อยากถามให้มากพวกเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องถาม ขอเพียงสิ่งที่ควรให้ความเคารพก็ให้เคารพเหมือนดั่งที่ทำมารอจนเรื่องราวทางนี้เรียบร้อย กลับไปเมืองหลวง ทุกอย่างก็จะกลับเป็นเหมือนปกติ”
ลั่วจิ่งซีไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เมื่อเห็นความจริงจังบนใบหน้าของท่านแม่ก็พยักหน้ารับ อย่างมากต่อไปเขาก็แค่หยุดล้อผู้เฒ่าเฝิงก็พอหากไม่ได้จริงๆ เขาก็แค่ตามลุงจ้าวออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก
ส่วนลั่วจิ่งเฉินก็มองไปด้านนอกพร้อมกับเหม่อลอยเขาคิดว่าสิ่งที่ผู้เฒ่าเฝิงพูดตอนฉีกตำราคือเรื่องโกหก ตอนนี้พอนึกย้อนไปอย่างละเอียดกลับเป็นตนเองที่ใจแคบ คิดว่านี่คือชายชราทั่วๆ ไปกลับหารู้ไม่ว่านี่คือคนที่อยู่ในใจของคนใต้หล้า สิ่งที่เฝิงเจิ้งชูชี้แนะกับตนเองนั้นละเอียดและลึกซึ้งอย่างมากกระทั่งมีบางครั้งที่เขาเกิดความรู้สึกว่าผู้เฒ่าเฝิงคืออาจารย์ของตนเอง จึงตั้งใจว่าจะทำดีกับเขาจากใจต่อไปจะดูแลเขาจนชีวิตจะหาไม่
แต่วันนี้กลับได้ยินชื่อของเขากลับรู้สึกว่าคนที่อยากเลี้ยงดูเขาในบั้นปลายชีวิตคงมีมากเสียจนตัวเขาเองไม่คู่ควรทันใดนั้นลั่วจิ่งเฉินก็ทั้งรู้สึกโชคดีและรู้สึกเศร้าสลดเล็กน้อย ความผิดปกติของจิ่งเฉินล้วนอยู่ในสายตาของชีเหนียงทั้งหมด
จิ่งเฉินคงคาดเดาสถานะของเฝิงเจิ้งชูได้แล้วมิเช่นนั้นคงไม่มีทางเผยสายตาซับซ้อนเช่นนี้
เมื่อรับรู้ถึงสายตาของท่านแม่ที่มองมาลั่วจิ่งเฉินเดิมทีอยากเดินหนีไป เมื่อครู่นี้เขาเกิดความรู้สึกเกลียดชังในต้นกำเนิดของตัวเองขึ้นมาแวบหนึ่งหากเขาเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวยสูงศักดิ์ ก็คงไม่ต้องเสียเวลาหลายปีกระทั่งอาจจะได้เจอกับคนอย่างผู้เฒ่าเฝิงเร็วกว่านี้แต่พอเห็นใบหน้าเป็นห่วงของท่านแม่และสายตาที่อ่อนโยนเวลามองตนในนั้นมีทั้งกำลังใจและความโอบอ้อม พลันก็รู้สึกว่าตนเองช่างไม่เอาไหนจริงๆ
“ท่านแม่ท่านพูดถูกต้อง ทุกอย่างต้องกลับไปสู่เส้นทางปกติของมัน เพราะลูกอาจเอื้อมเกินไป ดังนั้นจึงสับสน” คงเพราะเขาคิดได้แล้วจึงไม่ได้มีความคิดตัดพ้อในใจ ตัดพ้อท่านแม่และตัดพ้อความไม่ยุติธรรมแต่ตอนนี้คิดดูแล้ว เขาอยู่ท่ามกลางความสุขแต่กลับไม่รู้ตัว เขาปรารถนามากเกินไป
“ตอนนี้ลูกคิดได้กระจ่างแล้วจะไม่เป็นเหมือนเช่นแต่ก่อนอีก” ขณะพูดเขาก็เหมือนอยากจะยืนยันกับตนเองก่อนจะมองชีเหนียงด้วยใบหน้าจริงจังชีเหนียงรับรู้และแย้มยิ้มตอบรับ เด็กคนนี้คิดได้แล้วจริงๆ
-----