ซูฮวาที่ได้ยินเรื่องราวก็คิดไปถึงวันที่เจอกับซุนหลิง ซึ่งซุนหลิงก็บอกแก่ซูฮวาไว้ว่า สำนักคุ้มภัยที่มีลุงของนางเป็นผู้นำ อยู่ในอันดับหนึ่งของทิศอุดรแห่งแคว้นเว่ย ในหัวของซูฮวาไล่เรียงเรื่องราวต่างๆ มาประกอบกัน ทั้งเรื่องที่ซูลี่แจ้งแก่นาง และสถานการณ์ของสำนักฮุ่ยเหอที่นางเห็น
“ใช่สำนักฮุ่ยเหอหรือไม่”
ซูฮวาตัดสินใจเอ่ยถามออกไปเพื่อให้นางได้รู้แน่ชัดถึงสิ่งที่คิดอยู่ เมื่อคำตอบที่ได้จากซูลี่เป็นการพยักหน้ารับ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ซูฮวานิ่งเงียบไปราวกับตกอยู่ในภวังค์
“เจ้ารู้จักสำนักฮุ่ยเหอด้วยหรือ”
ซูลี่มองท่าทางนั้นของซูฮวา ก่อนจะเอ่ยถามออกมาอย่างสนอกสนใจ
“สำนักฮุ่ยเหอมีบุญคุณแก่ข้า ข้าได้หลานสาวเจ้าของสำนักให้ที่ซุกหัวนอนอยู่ช่วงหนึ่ง”
“ถ้าแบบนั้นก็เหมาะเจาะพอดี หากเราแก้แค้นให้ซูฮวาได้ ก็แสดงว่าจะแก้แค้นให้แก่สำนักฮุ่ยเหอได้ด้วย”
เมื่อได้ยินคำตอบของซูฮวา ซูลี่ก็เอ่ยออกมาด้วยท่าทีตื่นเต้น ราวกับได้รู้ถึงข้อมูลของคนตรงหน้าเพิ่ม เหตุนี้เป็นสิ่งยืนยันว่านางทั้งสองมีเป้าหมายเป็นคนผู้เดียวกันจึงเป็นพวกเดียวกันได้อย่างแน่นอน ซูลี่ต้องการโค่นล้มอำนาจตระกูลหลี่เพื่อแก้แค้นที่หลี่ฟางฟางปลิดชีพน้องสาวของตน คนตรงหน้าผู้นี้ที่มีเป้าหมายเดียวกันกลับมีสาเหตุอีกหนึ่งขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“หากมีศัตรูผู้เดียวกัน เราอาจขอความร่วมมือจากพวกเขาได้”
ซูฮวาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง นางมองไปทางซูลี่ที่กำลังเบิกตากว้างคล้ายกับเพิ่งนึกได้ในสิ่งที่ซูฮวาบอก
“ข้าลืมไปได้อย่างไร หากเคยเป็นสำนักอันดับหนึ่ง ก็ต้องมีฝีมือมากเป็นแน่ เจิ้งหลู่ เรียกองครักษ์เงามาให้ข้าสองคน”
ซูลี่เอ่ยออกมา ก่อนที่จะหันไปหาเจิ้งหลู่ทันควันราวกับกำลังร้อนใจ ท่าทียิ้มยินดีของซูลี่ทำให้ซูฮวานึกตงิดอยู่ในใจ ถึงแม้นางจะเป็นพี่สาวของตน แต่เหตุใดถึงได้เชื่อคนง่ายนัก จะบอกว่าลงเรือลำเดียวกันแล้วไม่มีเหตุให้ระแวงและระแคะระคายกันเองก็ใช่อยู่ แต่ถึงอย่างนั้นท่าทีของผู้ติดตามทั้งสองของซูลี่กลับไม่เป็นเหมือนเจ้านายตน ความสุขุมเยือกเย็นที่เริ่มลดน้อยถอยลง อีกทั้งยังบอกกล่าวข้อมูลแก่ผู้อื่นง่ายๆ เพียงเพราะตนมาช่วยชีวิตนางครั้งหนึ่งแค่นั้นหรือ
ยิ่งคิด ซูฮวาก็ยิ่งไม่เข้าใจมากขึ้นไปอีก แต่นั่นก็เป็นสิ่งเดียวกับที่ซูลี่คิดเช่นกัน เหตุใดนางจึงผ่อนคลายกับคนผู้นี้นัก นางเองก็ไม่เข้าใจ
สำนักฮุ่ยเหอ
บัดนี้สือจินรุ่ยพร้อมด้วยคนติดตามอีกสามคนได้กลับมาถึงสำนักฮุ่ยเหอแล้ว เมื่อซุนหลิงเห็นว่าท่านลุงของนางในที่สุดก็กลับมาจึงได้รับมาหาเขาตั้งแต่อีกฝ่ายยังก้าวไม่ถึงตัวเรือนด้วยซ้ำ
“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะท่านลุง”
ซุนหลิงเอ่ยถามสือจินรุ่ยผู้มีศักดิ์เป็นลุงของนางด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความคาดหวัง แต่แล้วนางก็ต้องเศร้าสลดลงเมื่อได้รับคำตอบที่เป็นการส่ายหน้าปฏิเสธกลับมา
“ไม่พบร่างบิดาของเจ้าเลย ข้าตามหาตั้งแต่แนวต้นสายแม่น้ำที่เจ้าเอ่ย ไปจนถึงสุดฟากของป่าข้าก็ยังไม่พบสิ่งใด”
เมื่อได้รับคำตอบเป็นการยืนยันอีกครั้งจากสือจินรุ่ย ดวงตาหวานของซุนหลิงก็รื้นขึ้น หยาดน้ำสีใสเอ่อคลอขึ้นมาจนสายตาพร่าเลือนมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
สือจินรุ่ยบอกกล่าวให้แม่เฒ่าสวี่เตรียอาหารน้ำชาแก่ผู้คุ้มกันที่กลับมาด้วยกัน พร้อมกับหันไปเอ่ยขอบคุณแก่บุคคลเหล่านั้น ก่อนที่จะหันกลับมาหาซุนหลิงอีกครั้งพร้อมกับยกฝ่ามือขึ้นไปแตะที่ไหล่ของหลานสาวตน
“เจ้าอย่าเพิ่งโศกเศร้าไปเลย ข้าหาทั่วแถบน้ำแล้วยังไม่พบศพ นั่นหมายความว่าบิดาเจ้าอาจยังมีชีวิตอยู่ แต่ยังไม่สามารถหาทางกลับมาได้เท่านั้น” เขามีความคิดว่าบิดาของซุนหลิงอาจคงกำลังรักษาตัวอยู่ที่ไหนสักที่
คำเอ่ยของผู้เป็นลุงทำให้ซุนหลิงเบิกตากว้าง การที่นางเห็นบิดาถูกแทงและร่วงหล่นลงไปในแม่น้ำต่อหน้าต่อตา นางจึงคิดไปเองว่าบิดาของนางต้องสิ้นชีวิตไปแล้วเป็นแน่ แต่หากลุงของนางเอ่ยบอกแบบนี้ อีกทั้งยังค้นหาจนถ้วนทั่วก็ยังไม่พบ สิ่งที่ลุงของนางเอ่ยถึงอาจจะเป็นจริงก็ได้
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านลุง ขอบคุณจริงๆ เจ้าค่ะ”
ซุนหลิงร่ำไห้ราวกับความรู้สึกของนางกระจ่างชัดขึ้น ยามนี้นางจะไม่ค้นหาโดยคิดว่า หาศพของบิดา แต่นางจะค้นหาโดยคิดไปว่าอาจเจอบิดาของนางใช้ชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่ง
เมื่อเห็นหลานสาวของตนยิ้มออก สือจินรุ่ยก็บอกให้ซุนหลิงขึ้นไปเอนกายสักหน่อย เนื่องจากยามนี้นางร้องไห้จนตาบวมปูดไปหมดสิ้นแล้ว
แต่ก่อนที่สือจินรุ่ยจะได้เอ่ยปากบอกแก่หลานสาว ก็มีเสียงเคาะแผ่นไม้ประตูดังขึ้น ก่อนจะปรากฏร่างสูงสองคนที่สวมอาภรณ์สีทึบปกปิดตัวตนเสียมิดชิด สือจินรุ่ยที่รู้สึกได้ถึงความอันตรายจึงรีบหันหลังแล้วดึงตัวของหลานสาวตนเข้ามาหลบอยู่ด้านหลังของเขาทันที ส่วนอ่านไท่ก็เตรียมพร้อมโดยการเข้ามายืนขนาบข้างผู้เป็นนายอีกที
“พวกท่านเป็นใคร” สือจินรุ่ยถามขึ้น
เมื่อทั้งสองเห็นท่าทางของคนตรงหน้าจึงหยิบอาวุธของตนขึ้นมาก่อนจะวางมันลงแล้วยกมือขึ้นเหนือศีรษะ
“พวกข้ามาดี ไม่ใช่ศัตรูของท่านหรอก ข้าเพียงมาตามคำสั่งของผู้มีศัตรูผู้เดียวกับท่านเท่านั้น”
เมื่อได้ยินผู้หนึ่งในสองคนนั้นพูดออกมา สือจินรุ่ยก็คลายความระแวงลง แต่ยังแสดงท่าทีระแวดระวังสมกับเป็นผู้นำของสำนักคุ้มภัยแห่งนี้ จนผู้มาใหม่ทั้งสองนึกเลื่อมใสอยู่ภายในใจเล็กน้อย
“พวกท่านหมายความว่าอย่างไร”
สือจินรุ่ยเอ่ยออกมาพร้อมกับเชื้อเชิญให้คนทั้งสองนั่งลงที่โต๊ะกลางห้องโถงของสำนัก พร้อมกับหันไปบอกซุนหลิงให้เตรียมน้ำชามาต้อนรับแขก ทันทีที่ซุนหลิงหันหลังเดินจากไป ผู้มาใหม่ทั้งสองก็เอ่ยปากขึ้น
“ขอบคุณท่านเจ้าสำนัก” เขากล่าวขอบคุณจากนั้นก็พูดต่อ “เมื่อหลายปีก่อนท่านได้ไปขัดขาแผนการของผู้มีอิทธิพลท่านหนึ่งเข้าหรือเปล่า”
พวกเขารู้ดีว่าสือจินรุ่ยไม่ต้องการให้หลานสาวของตนรับรู้เรื่องราวหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องใดของสำนักทั้งสิ้น จึงพยายามไล่ออกไปอย่างแนบเนียน
“ข้าคิดว่าท่านรู้อยู่แล้ว ในเมื่อมาหาข้าในยามที่สำนักคุ้มภัยของข้าไม่เหลือแม้แต่สิ่งใดให้มองเห็น”
สือจินรุ่ยเอ่ยออกมาพร้อมกับกำมือแน่น เมื่อเขานึกย้อนไปถึงอดีต ก็ต้องรู้สึกโกรธเกรี้ยวขึ้นมาอยู่ทุกชั่วยามไป
หากมีโอกาสให้เขาแก้แค้นเขาก็คงจะไม่ลังเลแม้แต่น้อย