หลังจากกลับมาจากไปเที่ยวกับคริสเรียบร้อยแล้วเจสันกลับมาที่บ้านพักก่อนจะลงมือแต่งตัวตัวเองด้วยลุคแปลกใหม่เอาวิกผมยาวสีดำมาใส่ จัดแจงติดหนวดพร้อมใส่เสื้อผ้าสภาพเก่าแก่จากนักสืบหนุ่มรูปงามกลับกลายเป็คนจรจัดสภาพอนาถา
เขาเดินออกมาจากห้องพักมุ่งหน้าไปยังพื้นที่เกิดเหตุจากการสอบถามจากแฟรงค์ทำให้รู้ว่าสถานที่เกิดเหตุของเหยื่อทั้งสองรายนั้นเกิดในสถานที่ไล่เลี่ยกันไม่ไกลและจุดก่อเหตุจะเป็บริเวณตามตรอกซอกซอยที่ไม่ค่อยมีผู้คนเดินผ่านเขาตั้งสมมติฐานเอาไว้ว่าหากคนร้ายจะก่อเหตุอีกครั้งเขาจะต้องกระทำตรงบริเวณใกล้เคียงจากแถวนี้ก็เป็ได้ แต่มันก็ไม่เป็ที่ยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
เขาแกล้งเดินตัวงอแล้วเดินลากเท้าไปตามตึกซอกซอยต่างๆในมือกุมไม้เท้าช่วยพยุงแต่อีกนัยหนึ่งก็เป็อาวุธหากต้องเผชิญหน้ากับคนร้ายที่มีมีดยาวอยู่ในมือ
ตอนนี้เป็่ดึกราวห้าทุ่มกว่าๆในตัวกรุงที่มีฝูงชนเดินกันขวักไขว่เริ่มมลายหายไปราวกับฝูงนกที่บินกลับเข้ารังเพื่อผักผ่อนเอาแรงมีดพียงนายตำรวจสองสามนายที่กำลังเดินลาดตระเวนเดินผ่านเจสันไปแต่ก็ไม่ได้ทักทายอะไรกันเพราะคงเห็นเขาเป็แค่คนจรจัดที่อาศัยตรงนั้นเป็หลักแหล่งเพียงแค่นั้น
เขาเดินวนเวียนไปตามที่ต่างๆแต่ก็ไร้วี่แววของเ้าฆาตกรวายร้ายที่ลงมือฆ่าเหยื่อไปถึงสองศพจนอดที่จะคิดไม่ได้ว่าเขากำลังเดินหมากผิดทางอยู่ก็เป็ได้
ท้องฟ้าเริ่มส่งเสียงร้องก่อนที่จะมีเม็ดฝนตกลงมาประบ่าสภาพอากาศยามดึกหนาวเหน็บจนต้องกระชับเสื้อให้แน่น เจสันหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบเพื่อผ่อนคลายจิตใจที่กำลังว้าวุ่นละอองควันคละคลุ้งไปตามทางลมเขายังคงเดินทำหน้าที่ของตนอยู่ราวครึ่งชั่วโมงแต่ก็ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติประการใดในขณะที่เขาตัดสินใจจะกลับไปพักผ่อนเอาแรงที่บ้านจู่ๆก็ได้ยินเสียงโวยวายดังมาจากทางเหนือลม เขาไม่รอช้ารีบวิ่งจ้ำอ้าวไปยังทิศทางของเสียงทันที
“ทำใจดีๆเอาไว้สิเจค!”
เจสันวิ่งมายังจุดเกิดเหตุพบนายตำรวจสองคนกำลังก้มตัวพยุงนายตำรวจคนหนึ่งซึ่งนอนหมดสติอยู่บนพื้นมีรอยาแถูกของมีคมกรีดลากเป็ทางยาวอยู่ตรงคอเืสีแดงเข้มไหลเจิ่งนองไปตามพื้นอย่างน่าหวาดเสียวไร้ซึ่งสัญญาณชีพของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย
“นี่คุณ เกิดอะไรขึ้น!”เจสันเอ่ยถามพร้อมถอดวิกกับหนวดปลอมออก
“คุณ!...เกิดเื่ใหญ่แล้วล่ะครับตอนนี้เรา...”
นายตำรวจทั้งสองหันมามองเจสันคนหนึ่งกำลังยกหูโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือ อีกคนหนึ่งกำลังใช้ผ้ากดบริเวณปากแผลของนายตำรวจผู้เคราะห์ร้ายเอาไว้ขณะที่ทั้งสองกำลังจะอธิบายสถานการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นด้วยน้ำเสียงแตกตื่นพลันสายตาของเจสันเหลือบมองไปเห็นเงาดำๆตรงเงาต้นไม้ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตรงนี้สัญชาตญาณของเจสันเริ่มทำงานโดยทันที
“ช่วยเรียกกำลังเสริมมายังที่นี่ด้วยครับนั่น! เ้าคนร้าย!”
เขาไม่รอช้ารีบวิ่งตะบึงไปยังต้นตอของบ่อแห่งความวิปริตร่างสีดำตรงหน้าพอเห็นเจสันกำลังมุ่งเข้ามาก็เริ่มวิ่งแฝงตัวไปตามความมืดราวกับภูตผีฝีเท้าของทั้งสองวิ่งกระทบพื้นจนเกิดเป็เสียงย่ำเท้าไปตามจังหวะ เจสันะโบอกให้เ้าวายร้ายหยุดแต่มีหรือที่อีกฝ่ายจะยอมทำตามคำเรียกขอของนักสืบหนุ่ม
มันเร่งฝีเท้าไวขึ้นกว่าเดิมแต่เจสันเองก็ไม่ยอมแพ้เหมือนกันเขาเร่งจนระยะห่างจากทั้งสองเริ่มขยับเข้าใกล้กันทีละนิดทีละนิด อีกฝ่ายวิ่งหลบไปตามซอกซอยหวังจะสะบัดเจสันให้หลุดแต่เขาก็เดินตามร่องรอยเท้าบนพื้นของอีกฝ่ายอย่างไม่มีผิดพลั้งเสียงลมหายใจหอบหืดดังมาจากทั้งสองเป็ระยะๆบ่งบอกใกล้ถึงขีดจำกัดของทั้งสองฝ่ายหนึ่งก็ตั้งใจวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตอีกฝ่ายหนึ่งก็ตั้งใจไล่ตามไปอย่างไม่ย่อท้อเช่นเดียวกัน
“แฮ่กๆ! หยุดเดี๋ยวนี้!”
ดูเหมือนว่าความพยายามของเขาจะสัมฤทธิ์ผลสุดท้ายอาจจะเพราะความเหนื่อยล้าของเ้าวายร้ายทำให้มันตัดสินใจหยุดกึกพร้อมหันหน้ากลับมาประจัญบานกับเจสันที่หยุดวิ่งยืนเว้นระยะห่างจากอีกฝ่ายในมือของเ้าวายร้ายถือมีดเล่มยาวเอาไว้กระชับ หยดเืของผู้เคราะห์ร้ายรายล่าสุดติดอยู่ตรงคมมีดจนเกิดกระกายสีแดงน่าหวาดกลัวเจสันยกไม้เท้าขึ้นมาถือไว้สองมือ เตรียมตะบี้ตะบันกับอีกฝ่ายให้รู้ดำรู้แดง
เจสันมองเ้าวายร้ายตาไม่กระพริบเขาเป็คนรูปร่างสูงใหญ่อยู่ในชุดฮู้ดซึ่งคลุมปกปิดใบหน้าเอาไว้อย่างมิดชิดมือที่จับใบมีดสวมถุงมือเอาไว้ปกปิดร่องรอยแต่ยังเผยให้เห็นข้อมือขาวซีดถึงจะใบเห็นใบหน้าได้ชัดเจนแต่เจสันรู้สึกถึงรอยยิ้มที่อีกฝ่ายเผยอขึ้นมาอย่างน่าเกลียดน่าชังจากรูปการที่เด่นชัดเ้าหมอนี่จะต้องเป็ฆาตกรที่ลงมือฆ่าคนไปสองรายอย่างแน่นอนถึงแม้ว่าศพของนายตำรวจจะไม่มีตัวอักษรเืเขียนเอาไว้ก็เถอะ
“ฉันว่าแกยอมมอบตัวเสียดีกว่าตอนนี้ยังไม่สายที่จะสำนึกผิดในบาปที่แกได้ทำลงไป เชื่อฉันสิยังไงซะนายก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือของพวกตำรวจหรอกนะ!”
“ฮึ!”
มีเพียงเสียงแค่นหัวเราะออกมาเท่านั้นจากนั้นเ้าวายร้ายก็ถลันตัวเข้าจู่โจมเจสันอย่างว่องไว คมมีดสีแดงฉานตวัดเล็งซอกคอของนักสืบหนุ่มราวกับ้าจะปิดเกมภายในคมมีดเดียว
เจสันยกไม้เท้าขึ้นมากันคมมีดได้ได้อย่างหวุดหวิดแต่ก็ได้ยินเสียงไม้เท้าแตกหักเพราะกระทบกับของมีคมอย่างรุนแรงดูเหมือนว่าเขาจะเสียเปรียบอย่างถนัด ไม่มีเวลาให้ครุ่นคิดหาทางออกเจสันสะบัดไม้เท้าที่รับคมมีดให้เปลี่ยนทิศทางจนอีกฝ่ายเสียหลักเซถลาไปทางซ้าย
“จบกันเสียที!”
เขายกเท้าซ้ายขึ้นเตะตรงช่องท้องของอีกฝ่ายจนมันหงายหลังไปกับพื้นมีดที่ถือไว้กระดอนไปด้านหลังอย่างเสียท่า เจสันไม่รอให้อีกฝ่ายตั้งตัววิ่งพุ่งจะเข้าไปชาร์ตจับกุมแต่ทันใดนั้นก็มีประกายแสงจากด้านหลังของเ้าวายร้ายส่องเข้ามากระทบเปลือกตาจนเจสันต้องยกมือขึ้นมาบังแสงเอาไว้
“หยุดเดี๋ยวนี้! อย่าขยับ!”
ต้นตอของแสงมาจากปากกระบอกไฟฉายของนายตำรวจหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังยืนอยู่เื้ัของเ้าวายร้ายเจสันพยายามบอกให้นายตำรวจรีบดับไฟแต่ก็ไม่ทันการเ้าวายร้ายใช้่เวลาเพียงอึดใจเดียวลุกขึ้นหยิบมีดแล้ววิ่งหลบไปตามทางด้านข้างอย่างรวดเร็วกว่านายตำรวจจะเข้าใจสถานการณ์รีบปิดไฟฉายเ้าวายร้ายก็ได้หายลับไปจากตรงนั้นเสียแล้วทิ้งเอาไว้เพียงสถานการณ์อื้ออึงราวกับประกาศชัยชนะของเ้าวายร้าย
เจสันวิ่งห้อตามหาอีกฝ่ายอย่างร้อนรนแต่เนื่องจากตามทางที่มันได้วิ่งไปมีกระบังกันฝนติดไว้ทำให้ไม่มีรอยเท้าของมันปรากฏแม้แต่ฝีก้าวเดียว
“บ้าเอ๊ย!”
เจสันทรุดลงกระแทกหมัดกับพื้นอย่างเจ็บใจที่ได้ปล่อยให้เ้าฆาตกรหลุดรอดไปได้อีกแค่ชั่วอึดใจเดียวก็สามารถจับคนร้ายได้แล้วแต่เพราะเหตุไม่คาดฝันทำให้ความหวังของเขาต้องพังทลายไปทีเดียว ถึงแม้จะนึกโกรธเคืองนายตำรวจที่มาขัดจังหวะจับกุมแต่เขารู้ดีว่ามันไม่ใช่ความผิดของเขาที่กระทำให้เสียแผน
“ชิ! เอาเถอะ”
หลังชั่งใจคิดอย่างหนักหน่วง สุดท้ายเขาก็ต้องทำใจลุกขึ้นมาอย่างอิดออดถึงแม้จะไม่สามารถจับตัวฆาตกรได้แต่คงยังมีร่องรอยในจุดเกิดเหตุที่จะสามารถสืบหาตัวของมันได้เป็แน่
เจสันวกกลับมายังจุดก่อเหตุล่าสุดร่างของนายตำรวจผู้เคราะห์ร้ายถูกหามส่งไปเรียบร้อยแล้วแต่จากรูปการคงไม่สามารถที่จะช่วยอะไรเขาได้เสียแล้ว
“ฉันได้ฟังเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อกี้แล้วล่ะเจสันฉันต้องขอโทษนายจริงๆที่ปล่อยให้เกิดเื่แบบนี้ขึ้นมาได้”
สารวัตรแฟรงค์ในเครื่องแบบเต็มยศกำลังยืนอยู่ตรงจุดเกิดเหตุพอเขาเห็นเจสันก็รีบเดินเข้ามากล่าวขอโทษด้วยสีหน้าสำนึกผิด
“ช่างเถอะ เรามาดูร่องรอยที่เ้านั่นเหลือเอาไว้ดีกว่า”
ถึงจะบอกว่าเหลือร่องรอยก็เถอะแต่มันก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่เหมือนกับเหตุการณ์ก่อนๆที่เกิดขึ้นไม่มีรอยนิ้วมืดหรือสิ่งของใดๆที่จะระบุตัวคนร้ายได้แม้แต่ชิ้นเดียว มีเพียงกองเืกับรอยเท้าตรงจุดเกิดเหตุซึ่งคงไม่ได้อะไรมากนักสำหรับสารวัตรแฟรงค์ที่เบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์
“ไม่มีร่องรอยที่เ้านั่นเหลือทิ้งเอาไว้เลยแต่ทำไมตรงนี้ถึงมีรอยเท้าอยู่เยอะแยะไปหมด”
“อ๋อ นายจำแอนดี้ แอดเลอร์ได้มั้ย?”
“อืมเ้าคนที่เป็ชู้กับภรรยาของผู้ตายรายแรกและเป็ชู้ของผู้ตายรายที่สองสินะ?”
“ใช่นายตำรวจที่เสียชีวิตได้รับหน้าที่ให้สะกดรายตามเ้าหนุ่มนั่น รอยเท้าคงจะเป็รอยเท้าของพวกเ้าหน้าที่พยาบาลผู้ตาย แอนดี้ แอดเลอร์ และนายตำรวจสองคนนั่นนั่นแหละ”
“ถ้างั้นนายจะบอกว่าคนร้ายในคดีนี้คงจะเป็เ้าหนุ่มแอดเลอร์อย่างนั้นสินะ?”
“ฉันก็ไม่อยากจะคิดแบบนั้นหรอกนะแต่มันประจวบพอเหมาะกับที่นายตำรวจคนนี้ได้สะกดรอยตามหมอนี่ไป ฉันว่าเขาคงจะรู้ตัวว่ามีคนสะกดรอยตามทำให้เขาไม่สามารถลงมือก่อเหตุได้ถนัดเ้านั่นคงหาจังหวะตอนที่เขาเผลอลงมือฆ่าเขาก่อนที่จะหนีไป ฉันคิดเอาไว้แบบนั้น”
“แต่ฉันคิดว่าคงจะไม่ใช่แบบนั้นหรอกนะ”
“หืม ทำไมล่ะ?”
“ก่อนที่จะอธิบายฉันขอถามนายสักหนึ่งคำถาม หลังจากที่ฉันไล่ตามคนร้ายไปแล้วมีใครได้ตามฉันไล่หลังไปอีกมั้ย?”
“ฉันถามนายตำรวจสองคนนั้นแล้วเขาบอกว่าไม่ได้ไล่ตามนายไปเพราะมัวแต่โทรเรียกกำลังเสริมกับพยายามช่วยเหลือนายตำรวจที่เสียชีวิตอยู่”
“อืม ถ้างั้นนายลองดูตรงนี้เสียก่อน”
เจสันพาแฟรงค์ไปยังจุดที่เขาไล่ฆาตกรไปตามทางพร้อมกับชี้ไปตรงรอยเท้าที่เกิดจากการวิ่งไล่กวดกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน
“มันเป็รอยเท้าของนายกับเ้าหมอนั่นไม่ใช่หรือไงกัน?”
“นายลองมองให้ดีกว่านั้นสิ”
“หืม?นาย้าจะสื่ออะไรกันแน่”
แฟรงค์ก้มลงมองรอยเท้าอย่างพินิจวิเคราะห์แต่ก็หาไม่ถึงความกระจ่างได้แต่หันมาถามเจสันด้วยสีหน้าระคนสงสัย
“ให้ตายสิ!ถ้านายลองมองดีๆก็จะเห็นว่ารอยเท้าตรงนี้มันมีทั้งหมดสามรอยซึ่งเป็ของฉันกับเ้าฆาตกร และอีกรอยคงจะเป็ของเ้าหนุ่มแอดเลอร์เป็แน่”
“จริงด้วย!ฉันไม่ยักกะรู้เลยนะเนี่ยจนกว่านายจะบอก”
“ฮึ!กะอีแค่ร่องรอยแค่นี้ พวกตำรวจนี่ช่างไร้ประสิทธิภาพเสียจริง”
“เฮ้อ!ครับๆ”แฟรงค์ได้แต่ถอนหายใจออกมากับคำกระแนะกระแหนของเจสัน
เจสันก้มลงมองร่องรอยเท้าสองรอยซึ่งเป็รอยเท้าของแอดเลอร์และฆาตกรมองแค่ปราดเดียวเขาก็รู้ทักทีว่าของใครเป็ของใครเพราะเขารู้รูปแบบรอยเท้าของคนร้ายั้แ่ทีแรกแล้วดูเหมือนว่ามันจะใส่รองเท้าคู่เก่ากับที่เคยก่อเหตุเมื่อครั้งก่อน
“นี่ ดูสิ รอยเท้าของเ้านั่นล่ะ”
“รอยเท้าแบบเดียวเหมือนครั้งก่อนเลยงั้นอีกรอยคงจะเป็ของเ้าหนุ่มนั่นสินะ?”
“ใช่ ฉันคิดว่าเ้าหนุ่มนั่นต้องอยู่ในเหตุการณ์ตอนที่เกิดการฆาตกรรมอย่างแน่นอนและดูเหมือนว่าเขาจะใจนหนีเตลิดไปเสียด้วย”
“นายรู้ได้ยังไง?”
“ดูดีๆสิ รอยเท้าตรงนั้นน่ะ จากตรงนี้มีเพียงรอยเท้าที่เดินไปด้านหน้าเพียงอย่างเดียวแต่ตรงนั้นมีรอยเท้าย้อนกลับมาอยู่สองสามรอยแสดงว่าเ้าหนุ่มนั่นคงได้ยินเสียงร้องของนายตำรวจจึงหันกลับมาดู แล้วดูตรงโน้นสิรอยย้อนกลับเริ่มเปลี่ยนไปยังทิศทางขาไปแถมรอยตรงปลายเท้ายังกดหนักจนพื้นลึกแบบนี้แสดงว่าเขาคงกลับหลัววิ่งไปอย่างไม่คิดชีวิตเลยล่ะ”
“มหัศจรรย์จริงๆ”
“เอาล่ะมาดูร่องรอยของเ้าฆาตกรรายนี้กันเถอะ อืมรอยเท้าของเขาอยู่เยื้องจากรอยเท้าของเ้าหนุ่มจากนั้นก็เลี้ยวกลับไปยังรอยเท้าของเ้าหน้าที่ตำรวจแสดงว่าเ้าฆาตกรนั่นคงเดินตามเ้าหนุ่มไปโดยที่เขาไม่รู้ตัวแต่ดันมีนายตำรวจผู้น่าเวทนาเห็นเข้า จึงวกกลับมาจัดการเขาเพื่อปิดปาก ถ้าฉันสันนิษฐานไม่ผิดแปลว่าเหยื่อที่มัน้าฆ่าคงจะเป็เ้าหนุ่มนั่นไม่ผิดแน่”
“เดี๋ยวก่อน! นายจะบอกว่าที่ตำรวจของเราโดนฆ่าเพียงแค่เพราะว่าไปเห็นตอนที่มันจะลงมือฆาตกรรมอย่างนั้นเหรอ!?”แฟรงค์พูดเสียงดังลั่น
“ใช่ แต่นั่นก็เป็เพียงการคาดการณ์ของฉันเท่านั้นมันมีกรณีหนึ่งที่อาจจะเป็ไปได้เหมือนกัน”
“ยังไงล่ะ”
”ก็คือคนร้ายคือเ้าหนุ่มแอดเลอร์นั่นลงมือฆ่านายตำรวจทิ้งเสียจากนั้นก็ทำรอยเท้าปลอมๆขึ้นมาเพื่ออำพลางตบตาพวกเราซึ่งเขาอาจจะมีรองเท้าสำรองเอาไว้อยู่แล้วดูจากรอยเท้าของทั้งสองแล้วมีขนาดและ่ก้าวที่เหมือนๆกัน แต่ฉันไม่คิดหรอกนะว่ามันจะเป็กรณีที่ถูกต้องตามแิของฉัน”
“ถ้าอย่างนั้นเรารีบไปจับกุมเ้าหนุ่มนั่นกันเสียเถอะ!”
“ช้าก่อน!”
“อะไรอีกล่ะเจสันเื่แบบนี้เราจะต้องทำงานอย่างเร่งด่วนเลยนะ!”
“ดูสิ!รอยเท้าของทั้งสองมีความต่างกัน อืมรอยเท้าของเ้าหนุ่มนั่นมีรอยลึกที่สม่ำเสมอกัน แต่ดูของเ้าฆาตกรนั่นสิ อืม...”
เจสันยกมือกุมคางทำสีหน้าครุ่นคิดทิ้งให้แฟรงค์ได้แต่ยืนมองเขาที่กำลังใช้ความคิดด้วยสีหน้าละเหี่ยใจ สักพักเจสันก็พูดออกมา
“มันช่างพิลึกเสียจริง”
“อะไรที่นายบอกว่าพิลึกกันล่ะ?”
“นายจำรอยเท้าของฆาตกรในคดีสองรายแรกที่เกิดขึ้นได้มั้ยทั้งสองรอยมีความสม่ำเสมอกัน แต่ดูที่รอยเท้าของเ้านี่สิ รอยข้างซ้ายมันลึกกว่าด้านขวา”
“แล้วมันเป็ยังไงกันล่ะ?”
“แปลว่าตอนเกิดเหตุคนร้ายอาจจะถืออะไรบางอย่างที่หนักเอาไว้ในมือทำให้แรงกดที่เท้าซ้ายมันลึกกว่าเท้าด้านขวา แต่ฉันว่าไม่น่าจะเป็อย่างนั้น”
“ตอนนี้ฉันสับสนไปหมดแล้วล่ะเจสัน”
“ตามฉันมาสิ”
เจสันเดินนำแฟรงค์ตามรอยเท้าของเขากับเ้าฆาตกรที่วิ่งไล่จับกันมาั้แ่จุดเกิดเหตุจนถึงที่ๆเขาเกือบจะจับมันได้อยู่หมัด
“ดูสิรอยเท้าของมันั้แ่จุดแรกมาจนถึงตรงนี้รอยเท้าด้านซ้ายมันลึกกว่าด้านขวาสม่ำเสมอกันตลอดระยะทางซึ่งมันเป็ไปไม่ได้แน่นอนจากที่ฉันคาดเดาว่าเขาจะต้องถืออะไรหนักๆเอาไว้ในมือเพราะั้แ่ฉันวิ่งไล่กวดมันมาตลอดทางฉันไม่เห็นมันถืออะไรเอาไว้นอกจากมีดเพียงด้ามเดียวเท่านั้น”
“มันก็อาจจะเป็มีดก็ได้ไม่ใช่รึไง”
“ไม่หรอกนะกะอีแค่มีดเล่มเดียวมันไม่หนักพอที่จะทำให้รอยเท้าทางซ้ายลึกกว่าทางขวาหรอกนะ”
“ถ้างั้นมันหมายความว่ายังไงกัน?”
“บางทีเ้านั่นคงจะมีเหตุอะไรบางอย่างที่ไม่อาจจะใช้เท้าขวาได้หรืออาจจะเป็เพียงแค่เขาตั้งใจลงน้ำหนักที่ขาซ้ายเพื่อตบตาพวกเราก็เป็ได้”
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายจะทำอะไรยังไงต่อไปแต่อย่างแรกที่ฉันควรจะทำก็คือนำตัวเ้าหนุ่มแอดเลอร์มาสอบสวนหาความจริงเสียก่อนหวังว่านายคงจะไม่ขัดอะไรนะ”
“อืม ถ้างั้นฉันขอไปกับนายด้วยก็แล้วกันฉันไม่ค่อยชอบอะไรที่ค้างคาแบบนี้เอาเสียเลย”
เมื่อตกลงกันได้แฟรงค์ก็ขอตัวไปเอารถมารับเจสันมองรอยเท้าที่ทิ้งเงื่อนอันน่าพิศวงเอาไว้อย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนที่จะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่น่าสนใจอยู่ในรอยเท้านั้นเขาก้มตัวลงไปใช้นิ้วหยิบเศษอะไรบางอย่างสีแดงขึ้นมาดู มันมีลักษณะเป็อะไรบางอย่างที่มีขนาดใหญ่กว่าน้ำตาลเพียงนิดเดียวคนร้ายอาจจะเผลอเหยียบมาตอนที่วิ่งไล่กันก็เป็ได้
“เจสัน ทางนี้!”
เจสันเหลือบไปเห็นรถปอร์เช่356 A ของแฟรงค์ที่จอดอยู่ริมถนนเขาเลิกสนใจสิ่งตรงหน้าแล้วเดินขึ้นรถของแฟรงค์ตรงดิ่งไปยังสถานีตำรวจ
ตอนที่ไปถึงสถานีตำรวจเป็เวลาเกือบตีหนึ่งตัวผู้ต้องสงสัยกำลังนั่งรออยู่ในห้องสืบสวนด้วยใบหน้างัวเงียเพราะอดหลับอดนอนจากการถูกเรียกตัวมาสอบปากคำในยามวิกาล
แฟรงค์พาเจสันเดินเข้ามาในห้องสืบสวนเผชิญหน้ากับแอนดี้ แอดเลอร์ เขาเป็ชายหนุ่มรูปงาม ตัวสูงแต่ผอมบาง ผิวขาวใบหน้าซีดเซียว พอเขาเห็นทั้งสองเดินเข้ามาก็เริ่มโวยวายทันที
“พวกคุณมีธุระอะไรกันถึงได้ให้ตำรวจไปนำตัวผมมาจากบ้านซะดึกดื่นป่านนี้!ถ้าไม่อธิบายมาเสียดีๆรับรองเลยว่าผมจะฟ้องพวกคุณหนักแน่คอยดู!”
“ใจเย็นเสียก่อนเถอะครับคุณแอดเลอร์”แฟรงค์พยายามปราม
“เฮอะ!มีอะไรก็รีบๆพูดมาเสียเถอะ!”
“เรารู้นะครับว่าเมื่อวาน่ห้าทุ่มกว่าๆคุณอยู่ในที่เกิดเหตุฆาตกรรมตรงถนนทางเหนือแถวบ้านของคุณคุณพอจะให้ข้อมูลอะไรบางอย่างกับพวกเราจะได้มั้ยครับ?”
แอดเลอร์ตาโต ก่อนจะหลุบหน้าต่ำทำท่าลอกแลก ตัวสั่นเทิ้มราวกับถูกผีสิง เจสันกับแฟรงค์หันมองหน้ากันอย่างรู้ใจ
“เอาล่ะคุณแอดเลอร์ดูเหมือนว่าจะเป็ความจริงสินะ คุณช่วยอธิบายทุกอย่างในตอนนั้น ทั้งตอนที่คุณเห็นและ่เวลานั้นคุณกำลังทำอะไรผมรับรองเลยแหละว่าเราจะให้ความเป็ธรรมกับคุณอย่างแน่นอน”
แฟรงค์บกมือขึ้นแตะไหล่เขาเป็เชิงปลอบประโลมและพยายามพูดจาหว่านล้อมทุกวิธีให้อีกฝ่ายคายความจริงออกมา
“ผะ..ผมรู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น!”
“น่าเสียดายเพราะหากคุณไม่ยอมบอกความจริงกับเราเราก็มีข้อสันนิษฐานใหม่เสียด้วยว่าคุณได้ลงมือฆ่านายตำรวจแล้วพยายามสร้างหลักฐานปลอมเพื่อกลบเกลื่อนพวกเรา”
“ไม่ใช่! ผมไม่ได้ฆ่านายตำรวจคนนั้น!”
แอดเลอร์ะโออกมาอย่างเหลืออด ใบหน้าของเขาแดงก่ำราวกับเืกำลังสูงฉีดขึ้นไปหล่อเลี้ยงจนปราศจากผิวอันขาวซีดถอนหายใจเข้าออกอย่างรุนแรง เขาหลุบหน้าลงเพื่อสงบสติอารมณ์ เจสันกับแฟรงค์ได้แต่มองเงียบๆสักพักลมหายใจก็เริ่มกลับกลายเป็ปกติ แต่มือไม้ยังคงสั่นกุกกัก
“เอาล่ะ ดูเหมือนว่าคุณคงจะพร้อมที่จะให้ปากคำแล้วสินะครับ”แฟรงค์เอ่ยถาม
“ครับ...ผมจะบอกทุกอย่างที่เกิดขึ้นช่วยเอาน้ำมาให้ผมดื่มสักหน่อยจะได้มั้ย ขอบคุณ”
แอดเลอร์หยิกแก้วน้ำที่แฟรงค์ส่งให้มาดื่มจรดริมฝีปากที่แห้งผากอึกใหญ่ก่อนจะวางแก้วลงบนโต๊ะ แล้วเริ่มอธิบายเหตุการณ์ที่ประสบพบเจอมา
“ถ้างั้นผมขอเริ่มเล่าเื่ราวทั้งหมดเลยแล้วกันผมพอจะรู้แล้วว่าผมกำลังถูกสะกดตามโดยใครบางคนซึ่งคงเดาได้ไม่ยากว่าคงจะเป็ตำรวจจากการที่ผมถูกสอบสวนในฐานะผู้ต้องสงสัยในคดีครั้งก่อนผมขอสาบาน ณ ตรงนี้ได้เลยครับว่าผมไม่ใช่คนร้ายอย่างนี้พวกคุณคิดแน่นอนแต่ถึงผมจะบอกไปก็คงไม่มีใครเชื่อใจในตัวผม เพราะว่าผมมันเป็พวกทำตัวเสเพลไปวันๆเที่ยวไปก่อเื่นู่นนี่นั่นจนต้องให้พ่อแม่มาตามล้างตามเช็ด เมื่อวานตอนที่ผมกำลังเดินกลับหลังจากไปก่อเื่ในร้านเหล้าจนโดนเฉดหัวไล่ออกมาผมก็เดินไปตามซอยซึ่งเป็ทางกลับบ้าน ตอนนั้นผมได้ยินเสียงฝีเท้าตามไล่หลังมาไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคงเป็นายตำรวจที่คอยสะกดรอยตามผมมาตลอดวันไม่ผิดแน่ ด้วยความรู้สึกรำคาญผมเลยหาโอกาสตอนเลี้ยงตรงหัวมุมรีบวิ่งหนีเขามาโดยไม่ให้ตั้งตัวแต่เพียงแค่ชั่วครู่เดียวผมก็ได้ยินเสียงร้องครวญครางอย่างน่ากลัวดังไล่หลังมา ด้วยความสงสัยผมจึงกลับหลังหันไปมองก็เห็นนายตำรวจกำลังนอนจมกองเืสีหน้าเลื่อนลอยข้างๆเขามีใครบางคนถือมีดเปื้อนเืกำลังจ้องมองมาทางผมเขม็งจากนั้นไม่ต้องพูดต่อพวกคุณก็น่าจะรู้แล้วนะครับว่าผมตัดสินใจวิ่งโกยอ้าวออกมาทันทีตอนนั้นผมได้แต่วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตเลยล่ะครับ มันเป็อะไรที่น่ากลัวมากถ้าเป็คนอื่นก็คงจะทำแบบเดียวกับผมเหมือนกัน จากนั้นผมก็วิ่งกลับมาบ้านล็อคประตูหน้าต่าง รีบเข้าไปในห้องนอนคลุมโปงทันทีผมกลัวจนนอนไม่หลับได้แต่ชะเง้อมองไปทางหน้าต่างดูว่ามีใครอยู่ด้านนอกบ้างมั้ยแต่ก็ไร้วี่แววผมได้แต่กระวนกระวายใจอยู่บนเตียงอยู่เนิ่นนานจนมีเสียงเคาะประตูจากหน้าบ้านพอผมตัดสินใจเดินลงไปอย่างกล้าๆกลัวๆก็ได้ยินเสียงนายตำรวจคนหนึ่งที่ไปเชิญตัวผมมานั่นแหละครับจากนั้นผมก็ได้ถูกนำตัวมาที่นี่อย่างที่คุณเห็นนั่นแหละ”
“อืมช่างเป็เื่ราวที่น่าหวาดเสียวจริงๆแล้วทำไมคุณไม่ยอมบอกเราั้แ่แรก”แฟรงค์เอ่ยถาม
“ผมกลัวว่าถ้าบอกพวกคุณไปคนร้ายที่รู้ข่าวจะตามมาฆ่าปิดปากผมนะสิครับ”
“ผมเกรงว่าเื่นั้น..”
ก่อนที่แฟรงค์จะบอกว่าเหยื่อที่คนร้าย้านั้นเป็ตัวเขาเจสันก็ได้แตะไหล่ปรามเอาไว้เสียก่อนแฟรงค์พึ่งนึกขึ้นได้ว่าขืนบอกไปจะยิ่งทำให้เขาหวาดกลัวเสียเปล่าถึงยอมสงบปากสงบคำ
“เอาล่ะครับขอบคุณที่ให้ปากคำกับพวกเรา หวังว่าถ้ามีโอกาสเราคงจะได้มาพูดคุยกันอีกเดี๋ยวเราจะให้ตำรวจไปส่งคุณที่บ้าน สวัสดีครับ”
หลังจากชายหนุ่มออกไปแล้วเหลือเพียงสารวัตรแฟรงค์กับนักสืบเจสันกำลังนั่งพูดคุยถึงข้อมูลที่ได้รับมาอย่างใช้ความคิด
“นายคิดว่าที่เขาพูดมาทั้งหมดเป็ความจริงหรือเปล่าเจสัน?”
“อาจจะเป็ความจริงหรือไม่ก็ได้”
“ฉันก็ไม่สามารถปักใจเชื่อได้อย่างหมดจดเหมือนกันถ้าเขาเป็คนร้ายที่ลงมือฆ่าตำรวจแล้วตั้งใจสร้างหลักฐานเพื่อกลบเกลื่อนความผิดอย่างที่นายได้บอกไว้ไม่ว่าจะทางไหนเราก็ไม่สามารถที่จะตัดเขาออกไปจากผู้ต้องสงสัยไปได้เลย”
“แต่เราก็ไม่มีหลักฐานที่จะมัดตัวเขาไว้”
“ใช่ยังไงซะคณะลูกขุนคงไม่เชื่อหากเราไม่มีหลักฐานในการยืนยันเสียก่อนว่าเขาเป็คนลงมือฆ่าเหยื่อทั้งสามคน”
“แต่ฉันก็ยังกังวลอีกเื่หนึ่งหากเขาไม่ได้เป็คนลงมือฆ่าเหยื่อทั้งสามคนล่ะนั่นหมายถึงตอนนี้เขากำลังถูกปองร้ายจากใครบางคนที่มีความแค้นกับเขาอยู่”
“เื่นั้นก็เหมือนกัน แต่ฉันต้องขอบใจนายมากที่หยุดฉันไม่ให้พูดพล่อยออกไปถ้าเขาไม่ใช่คนร้ายจริงๆ เื่นี้จะยิ่งทำให้เขาหวั่นวิตกไปกันใหญ่”
“เอาเถอะฉันว่านายควรให้ตำรวจสักสองคนไปคอยสอดส่องเขาเอาไว้เผื่อกรณีเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก”เจสันพูดเสียงขรึม
“โอเค ฉันจะทำอย่างที่นายบอก”
ทั้งสองนั่งพูดคุยกันในห้องสืบสวนถึงหลักฐานที่พบเจอในที่เกิดเหตุเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันสักพักก่อนที่เจสันจะขอตัวกลับบ้านไป