เ้าหกสะพายตะกร้าเดินออกจากตรอกทันใดนั้นเองสายตาพลันหันไปเห็นว่าข้างหน้าไม่ไกลมีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนรถเข็นชาติที่แล้วพี่สาวสุนัขจิ้งจอกก็มีรถเข็นแบบนี้เช่นกัน เด็กหญิงเลยรได้ทันทีว่าของสิ่งนี้เรียกว่าอะไรนางรีบวิ่งตรงไปยังคนผู้นั้นด้วยแววตาเป็ประกาย “พี่ชาย…พี่สาวสุนัขจิ้งจอก!”
ทว่าทันทีที่คนผู้นี้เงยหน้าขึ้นมาเ้าหกก็พลันนิ่งไป ด้วยเพราะใบหน้าของคนตรงหน้าเป็คนที่นางคุ้นเคยอย่างมากหากมิใช่พี่สาวสุนัขจิ้งจอกแล้วจะเป็ใครไปได้
“ท่านพี่สุนัขจิ้งจอกข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน” นางเอ่ยอย่างยินดียิ่งขณะจะพุ่งเข้าไปกอดอีกฝ่ายกลับถูกบุรุษที่ยืนอยู่ด้านข้างเข้ามาขวางไว้เสียก่อน
“บังอาจ!” บุรุษผู้นี้ตะคอกเสียงดังพลางยื่นมือออกมาหมายจะผลักตัวเ้าหกออก
บุรุษที่อยู่บนรถเข็นคลี่พัดออกก่อนจะพัดให้ตัวเองเบาๆ“อย่าทำให้สาวน้อยผู้นี้ใสิ”
บุรุษผู้นั้นมีแววตาเ้าชู้มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มอยู่ตลอดเวลาท่าทางเหมือนพี่สาวสุนัขจิ้งจอกยามหลอกล่อบุรุษไม่มีผิดเพียงแต่เสียงที่เอ่ยออกมาเป็เสียงของบุรุษ หาใช่สตรี
เ้าหกเอียงคออย่างสงสัยก่อนจะยื่นนิ้วเล็กๆ จิ้มลงไปที่หน้าอกของบุรุษที่นั่งอยู่บนรถเข็น ทว่าหน้าอกนั้นราบเรียบแล้วก็แข็งไม่นุ่มนิ่มเลยสักนิด คนผู้นี้คือบุรุษจริงๆ ด้วย พลันนั้นแววตาเ้าหกฉายแววผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
ทางด้านบุรุษซึ่งนั่งบนรถเข็นที่จู่ๆก็ถูกจู่โจมโดยมิทันได้ตั้งตัว “…”
“สาวน้อยข้ารู้จักเ้าหรือ” ท่าทางตอนใช้พัดพัดให้ตนเองเบาๆ ของบุรุษผู้นั้นประหนึ่งคุณชายเ้าสำราญก็ไม่ปาน
หยวนเหล่าเอ้อร์ที่เพิ่งวิ่งตามมาทันหยุดฝีเท้าพลางหอบหายใจด้วยความเหนื่อยทว่าพอเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็ตื่นตระหนกเขารู้นิสัยบุตรสาวของตนเองเป็อย่างดี เ้าหกชื่นชอบบุรุษหน้าตาดีเป็ที่สุด อีกทั้งบุรุษที่นั่งอยู่บนรถเข็นตรงหน้าเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนที่จะสามารถเข้าไปยุ่งด้วยได้
เขารีบปรี่เข้าไปดึงบุตรสาวให้มาหลบอยู่ด้านหลังจากนั้นจึงโค้งกายขออภัยบุรุษผู้นั้น “ข้าต้องขออภัยท่านด้วยบุตรสาวของข้ามิรู้ความ ท่านเป็ผู้ใหญ่ใจกว้าง ขออย่าได้ถือสานาง…”
ยังไม่ทันได้กล่าวจบ เ้าหกก็ชะโงกหน้าออกมาก่อนจะส่ายศีรษะ “ไม่รู้จัก”
แม้จะหน้าตาเหมือนกัน กลับไม่ใช่คนเดียวกันคนผู้นี้มิใช่พี่สาวสุนัขจิ้งจอกของนาง
หยวนเหล่าเอ้อร์รีบใช้มือดันศีรษะบุตรสาวให้ไปอยู่ด้านหลังตนเช่นเดิมใจเต้นรัวเร็วด้วยความหวาดกลัว ขณะที่ปากกล่าวขออภัยไม่หยุดทว่าเ้าหกยังคงชะโงกหน้าออกมาอีกครั้งอยู่ดี แล้วจ้องไปยังบุรุษบนรถเข็นตาเขม็ง“พี่ชายสุนัขจิ้งจอก รถเข็นของท่านมอบให้ข้าได้หรือไม่”
สีหน้าหยวนเหล่าเอ้อร์แปรเปลี่ยนเป็ดำคล้ำเ้าลูกคนนี้ถึงกับกล้าเรียกบุรุษตรงหน้าว่าสุนัขจิ้งจอกเชียวหรือ! เขามองไปรอบๆอย่างหาทางหนีทีไล่ ขณะที่สมองขบคิดอย่างหนักว่าจะอุ้มบุตรสาววิ่งหนีไปทางใดดี
“ได้สิแต่เ้าต้องจ่ายเงินให้ข้าก่อน” ใบหน้าของบุรุษบนรถเข็นแย้มยิ้ม
พี่ชายท่านนี้ยิ้มแล้วดูดีเหลือเกินดูดีเหมือนพี่สาวสุนัขจิ้งจอกตอนยิ้มอย่างไรอย่างนั้น เ้าหกรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมพาให้คิดอย่างเหม่อลอยจะว่าไปแล้วนางคิดถึงพี่สาวสุนัขจิ้งจอกยิ่งนักคิดถึงอ้อมกอดอันนุ่มนิ่มและอบอุ่นจนอยากจะ…และคิดถึงยามที่พี่สาวสุนัขจิ้งจอกคอยปกป้องดูแลนางคอยบังแดดบังฝนให้นาง...
แต่น่าเสียดาย…
ความผิดหวังในแววตาของเ้าหกทำให้บุรุษบนรถเข็นรู้สึกเหมือนความมีน้ำใจของตนนั้นเป็สิ่งที่ไม่เหมาะสมและเป็ความผิดพลาด
เ้าหกวางตะกร้าที่สะพายอยู่ด้านหลังลงแล้วหยิบเอาห่อเงินวิ่งไปยัดใส่ในมือของบุรุษบนรถเข็น ครั้นคนรับแกะห่อผ้าออกดูข้างในมีเศษเงินเหลืออยู่แค่ไม่กี่ตำลึง และเครื่องประดับราคาถูกอีกสี่ห้าชิ้นเขาส่ายศีรษะ “ไม่พอ ยังขาดอีกหลายตำลึง”
บุรุษผู้นั้นมองั์ตาสุกใสของเด็กหญิงตรงหน้าพลางเอ่ยอย่างมีเลศนัย“หากเ้าให้ข้าอีกหนึ่งร้อยตำลึง ข้าจะยกรถเข็นคันนี้ให้เ้า”
บุรุษที่ยืนอยู่ด้านข้างถึงกับกระตุกยิ้มมุมปากคุณชายของเขาช่างร้ายกาจนัก ถึงกับหลอกเอาเงินจากเด็กมากถึงหนึ่งร้อยตำลึง ครั้นมองดูเสื้อผ้าของคนทั้งคู่บุรุษที่มากับเด็กหญิงสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ดูก็รู้ว่ามีฐานะยากจนในขณะที่เด็กหญิงน่าจะเป็ที่รักของคนในบ้าน พวกเขาถึงได้ประหยัดเงินเพื่อนำมาซื้อเสื้อผ้าสวยๆใหม่ๆ ให้แก่บุตรสาว หากแต่ก็ไม่ใช่เสื้อผ้าที่ราคาแพงแต่อย่างใดฉะนั้นด้วยฐานะของคนทั้งคู่ อย่าว่าแต่เงินหนึ่งร้อยตำลึงเลยเงินสิบตำลึงก็ไม่แน่ว่าจะนำออกมาได้
บุรุษบนรถเข็นก็คิดเช่นเดียวกันเขาอยากเห็นแววตาหม่นแสงและผิดหวังของเด็กหญิงตรงหน้าเขาชื่นชอบที่จะทำให้ผู้อื่นรู้สึกมีความหวัง แล้วเขาจะเป็ผู้ดับความหวังนั้นภายหลังการได้มองความหวังที่เคยมีค่อยๆ ดับสลายลง ช่างให้ความรู้สึกน่าสนใจยิ่ง
แต่ไหนเลยจะรู้ว่าไม่เพียงที่แววตาของเด็กหญิงไม่หม่นแสงลงแต่กลับเปล่งประกายยิ่งขึ้นกว่าเดิม จนทำให้แสบตาไปหมดเขาเห็นนางเดินไปเขย่าแขนเสื้อบิดา “เอาเงินให้ข้าหนึ่งร้อยตำลึง!”
เขายกยิ้มมุมปากพลางกล่าวหยอกล้อ“สาวน้อย เ้าอย่าได้บังคับบิดาของเ้าเลย ทำเช่นนี้ถือว่าไม่กตัญญูรู้หรือไม่” ทว่าเด็กหญิงกลับไม่สนใจเขาแม้แต่น้อยยังคงจ้องมองผู้เป็บิดานิ่งอยู่อย่างนั้น
หยวนเหล่าเอ้อร์ส่ายศีรษะจนหัวสั่นหัวคลอนอย่าว่าแต่หนึ่งร้อยตำลึงเลย ต่อให้เอาไปอีกหนึ่งตำลึงก็นับว่าเป็การทำร้ายจิตใจของเขาอย่างแสนสาหัสแล้ว
เ้าหกถอนหายใจก่อนจะชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้วแล้วโบกไปตรงหน้าบิดา “ข้าขอแลกกับหัวไชเท้าหนึ่งอันก็ได้”
คราวนี้หยวนเหล่าเอ้อร์ไม่ส่ายศีรษะแล้วนั่นเพราะหัวไชเท้าของเ้าหกสามารถนำไปขายเป็เงินได้ถึงสองร้อยตำลึงเลยเชียวนะถึงกระนั้นผู้เป็บิดาก็ยังต่อรองอย่างได้คืบจะเอาศอก“พ่อขอแลกกับหัวไชเท้าสองอัน”
บุรุษสองคนที่ดูเหตุการณ์อยู่ไม่ไกลหันมองหน้ากันในใจคิดว่าสองพ่อลูกคู่นี้ดูท่าจะสติไม่สมประกอบ กำลังสนทนาอะไรกันอยู่ฟังมิรู้ความเลย
บุรุษบนรถเข็นหมดความสนใจที่จะล้อเล่นกับเ้าหกอีกต่อไปแกล้งผู้อื่นก็สนุกอยู่หรอก แต่แกล้งจนอีกฝ่ายกลายเป็คนโง่งมเช่นนี้ความสนุกที่เคยมีจึงพลันหมดไป เขาจึงหันไปสั่งให้บ่าวรับใช้เข็นพาตัวเองออกจากตรงนี้ทว่าทันใดนั้นก็กลับถูกคนผู้หนึ่งเข้ามาขวางหน้าไว้
คนผู้นั้นคือบิดาของเด็กหญิงนั่นเองอีกฝ่ายหยิบถุงเล็กๆ ออกมาจากกางเกงอย่างระมัดระวังก่อนจะหยิบตั๋วเงินที่ถูกม้วนเอาไว้ออกมานับนับอยู่หลายเที่ยวถึงค่อยแยกออกมาสิบใบแล้วยื่นให้คนตรงหน้า
บุรุษบนรถเข็นมองตั๋วเงินแล้วถึงค่อยเลื่อนสายตาไปยังถุงใส่เงินที่เพิ่งถูกควักออกมาจากในกางเกงอย่างพูดไม่ออกในอากาศเหมือนจะมีกลิ่นปัสสาวะลอยโชยอยู่เบาบาง
สีหน้าของสองนายบ่าวเปลี่ยนเป็ดูไม่ดีนักโดยเฉพาะบุรุษบนรถเข็นที่ตาโตจนจนแทบจะถลนออกมา
บุรุษบนรถเข็นแทบไม่อยากเชื่อกับภาพที่เห็นตรงหน้าคนผู้นี้มีตั๋วเงินหลายตำลึงอยู่กับตัว แล้วไฉนถึงไม่แต่งตัวให้ดูดีหน่อยเล่าเหตุใดต้องแต่งตัวเหมือนคนฐานะยากจนเช่นนี้ด้วย
“พี่ชายสุนัขจิ้งจอกท่านรับปากข้าแล้วนะ” เ้าหกกล่าวด้วยท่าทีขึงขัง บนใบหน้าประหนึ่งเขียนเอาไว้ว่า‘ท่านรีบลุกขึ้นประเดี๋ยวนี้ รถเข็นคันนี้จะได้เป็ของข้าเสียที!’
บุรุษบนรถเข็นมีใบหน้าบึ้งตึงขณะสั่งให้บ่าวของตนเองรับตั๋วเงินมา
บ่าว “…”
ไฉนชีวิตตนถึงได้รันทดถึงเพียงนี้หนอ!
บ่าวกลั้นหายใจขณะรับตั๋วเงินมานับอยู่สักครู่ถึงค่อยเอ่ยว่า “คุณชาย ครบขอรับเพียงแต่…กลิ่นออกจะเหม็นไปสักหน่อย”
“รีบมาเข็นไปสิ” ผู้เป็นายลุกขึ้นยืนแล้วยกรถเข็นให้แก่เ้าหก
“พี่ชายสุนัขจิ้งจอกขาของท่านมิได้พิการหรือ” เ้าหกตาโตตื่นใ
“ผู้ใดเป็คนกำหนดว่ามีแต่คนขาพิการเท่านั้นที่จะนั่งรถเข็นได้คุณชายอย่างข้าแค่ไม่อยากเดินเพราะมันเหนื่อยก็เลยนั่งรถเข็นเท่านั้น ทำไมไม่ได้หรือ” บุรุษผู้เป็นายกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก
เ้าหกพยักหน้าอย่างยอมลงให้“ย่อมได้อยู่แล้ว พี่ชายสุนัขจิ้งจอก ท่านฉลาดที่สุดเลย”
คำประจบของเ้าหกได้ผลชะงัดบุรุษผู้เป็นายยิ้มแก้มปริ กล่าวชมออกมา “เ้านี่สายตาดี”
เ้าหกนำตะกร้าขึ้นมาสะพายก่อนจะดันตัวบิดาที่เพิ่งจะผูกเชือกกางเกงเสร็จให้นั่งลงบนรถเข็น จากนั้นชูแขนขึ้นสูงเอ่ยว่า“ไปกันเลย” ก่อนจะรีบเข็นรถจากไป
“เ้าหก ช้าหน่อย!”
บุรุษพูดเป็นายมองสองพ่อลูกที่จากไปไกลแล้วพร้อมยกยิ้มมุมปาก“ช่างเป็เด็กหญิงที่น่าสนใจดีแท้”