กลางดึกของคืนที่ดูเหมือนเงียบสงบ แสงจันทร์ยามดึกสาดส่องลอดผ่านผ้าม่านสีขาวเนื้อบาง ทิ้งเงาจาง ๆ ไว้บนผนัง เสียงพัดลมหมุนดังคลอเบา ๆ ท่ามกลางบรรยากาศอันนิ่งเงียบของห้องนอนที่เต็มไปด้วยแสงสลัวจากโคมไฟเล็ก ๆ ข้างเตียง เผยให้เห็นห้องนอนขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยข้าวของที่สะท้อนตัวตนของเด็กหนุ่มวัยเรียน อาคิระ วัฒนกุล หนังสือการ์ตูนวางกองบนโต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน หุ่นฟิกเกอร์ของตัวละครในเกมโปรดตั้งเรียงรายบนชั้นวาง ข้างเตียงมีคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่จอภาพยังเปิดค้างจากคืนที่ผ่านมา เสียงลมหายใจของเด็กหนุ่มเริ่มเปลี่ยนจากมั่นคงเป็สั่นไหว
แม้เปลือกตาของเขาจะปิดสนิท แต่สมองกลับทำงานหนัก ภาพความคิดเกี่ยวกับโปรเจกต์เกมที่ต้องส่งและการบ้านวิชาดนตรีวนเวียนอยู่ในหัวราวกับคลื่นกระแสไฟฟ้า ทว่าไม่นาน ความเหนื่อยล้าก็เริ่มกดทับ อาคิระค่อย ๆ ดำดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทรา
ในความเงียบสงัดนั้น ทุกอย่างพลันเปลี่ยนไป ไม่มีความอบอุ่นของเตียง ไม่มีเสียงพัดลม ไม่มีแสงจันทร์ที่ส่องลอดหน้าต่างมาอีกต่อไป มีเพียงความมืดมิดที่ค่อย ๆ กลืนกินทุกสิ่งรอบตัว และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน…
ความมืดรายล้อมรอบตัวอาคิระ ราวกับว่าเขากำลังลอยอยู่ในอวกาศอันเวิ้งว้าง ไม่มีแสง ไม่มีเสียง มีเพียงความว่างเปล่าที่ชวนให้อึดอัด ทันใดนั้น พื้นใต้เท้าของเขาก็สว่างวาบขึ้น เผยให้เห็น วงกลมประหลาด ที่เปล่งแสงเรืองรองราวกับแผนที่โลกแต่ไม่ใช่
ในวงกลมนั้นปรากฏเส้นสายสลับซับซ้อนเหมือนเส้นทางจักรวาล มันค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็ดวงจันทร์เล็ก ๆ 12 ดวงที่ลอยอยู่รอบวงกลม แต่ละดวงเปล่งแสงที่แตกต่างกันออกไป บางดวงเป็สีฟ้าสดราวกับมหาสมุทรกำลังเคลื่อนไหว บางดวงแดงฉานเหมือนเปลวเพลิงจากูเาไฟ บางดวงเจิดจ้าเหมือนดวงอาทิตย์ที่เปล่งประกายไม่มีที่สิ้นสุด ขณะที่อีกดวงหนึ่งดำมืดสนิท ไร้แสง ไร้ชีวิต
สายตาของอาคิระหยุดลงที่ดวงจันทร์ดวงหนึ่งที่มีสีเขียวและน้ำเงินราวกับโลกใบเล็ก มันดูคล้ายกับโลกอย่างมาก มันดูลึกลับแต่น่าคุ้นเคยอย่างประหลาด เขาจ้องมองมันด้วยความสงสัยและตั้งใจ ทันใดนั้น เสียงกระซิบที่เย็นะเืแต่กลับอบอุ่นและโหยหาราวกับญาติที่ไม่ได้พบกันมานานก็ดังขึ้นจากทุกทิศทาง แต่เป็เสียงที่คุ้นเคยราวกับได้ยินมาก่อนหลายต่อหลายครั้ง
“อาคิน… มาเถิด… สมดุลได้พังทลายลงแล้ว… อาร์เคเดีย้าเ้า”
เสียงนั้นก้องกังวานในหัว ราวกับเรียกให้เขาก้าวเข้าไปใกล้ดวงจันทร์เ่าั้ ทันใดนั้น ก็ปรากฏปลาคราฟสีดำและสีขาวสองตัวเวียนว่ายรอบเขา แล้วพูดว่า “จงสร้างสมดุลให้กลับมาอีกครั้งเถิด ทายาทแห่งอาร์เคเดีย...”
จากนั้น ฟองอากาศกลายเป็ขนนกเรืองแสงที่ลอยพร้อมลมหนาวรอบตัวเขา วงกลมที่ลอยอยู่รอบตัวก็สว่างจ้าขึ้น เสียงกระจกร้าวดังขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็แตกออก พร้อมภาพปรากฏการณ์อันน่าสะพรึงกลัวที่พุ่งเข้ามาในสายตา
เขาเห็น สิงโตตัวใหญ่ในชุดซามูไร ที่ลุกโชนไปด้วยเปลวไฟ มันแผดเสียงคำรามราวกับจะเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้ อีกด้านหนึ่งคือ ร่างของคนที่มีหัวงูหกหัว แต่ละหัวส่งเสียงขู่คำรามเหมือนสัตว์ป่าในเงามืด เงาดำจำนวนมากปรากฏขึ้นรอบตัวเขา พวกมันดูเหมือนจะเป็ตัวตนบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้ หัวใจของเขาหวาดหวั่นกับบรรยากาศแสนน่ากลัวของตัวตนปริศนา
จู่ ๆ พวกมันส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนพร้อมพุ่งเข้าใส่เขาอย่างรุนแรง ร่างของอาคิระถูกแรงกระแทกจนลอยกระเด็นไปในความมืดมิด เขาพยายามลุกขึ้น แต่ร่างกายเหมือนถูกพันธนาการด้วยความกลัว
ทันใดนั้น มือหนึ่งที่กำยำปรากฏขึ้นตรงหน้า มือที่มีสนับมือสุดดุดันที่เปล่งประกายด้วยเปลวไฟร้อนแรง ยื่นมาให้เขา
“ลุกขึ้นมาเถอะเพื่อน เราจะผ่านมันไปด้วยกัน”
อาคิระเงยหน้ามองเ้าของมือ แต่ภาพนั้นพร่ามัวจนเขามองเห็นเพียงเปลวไฟที่ลุกโชนเหนือไหล่ของอีกฝ่าย ขณะเดียวกัน เขาเริ่มสังเกตเห็นร่างของคนอื่น ๆ ที่ยืนเคียงข้างเขา พวกเขาแต่ละคนเปล่งประกายด้วยพลังที่แตกต่างกัน ทั้งเปลวไฟที่ใจกลางเป็น้ำแข็ง ทั้งสายฟ้าเล็กๆที่กำลังร่ำร้องราวกับ้าจะพุ่งออกไป
ร่างหนึ่งเดินเข้ามาพยุงเขา มือเล็ก ๆ ที่อบอุ่นจับที่แขนของเขา พร้อมเสียงหวานใสดังขึ้น
“ไม่เป็ไรนะคะ พี่อาคิระ เราจะเคียงข้างพี่เสมอ”
อาคิระพยายามมองหน้าเธอชัด ๆ เขาเห็นแค่เงาที่เธอใส่ที่คาดผมเป็หูแมวเท่านั้น แต่ก่อนที่เธอจะพูดอะไรต่อ เสียงของเธอก็แปรเปลี่ยนคำพูดกลายเป็เสียงนาฬิกาปลุกที่ดังขึ้นแทนเพื่อให้เขาหลุดจากภวังค์ของห้วงแห่งความฝัน
อาคิระสะดุ้งตื่นขึ้นมาบนเตียง หัวใจเต้นรัวแรงเหมือนเพิ่งผ่านการต่อสู้ เขามองไปรอบ ๆ ห้องที่มืดสลัวด้วยแสงไฟจากจอคอมพิวเตอร์ที่ยังเปิดค้างอยู่ โต๊ะทำการบ้านยุ่งเหยิงเต็มไปด้วยหนังสือและสมุดที่วางระเกะระกะ
เขาพิงหัวกับกำแพง ถอนหายใจยาว “ฝันบ้าบออะไรเนี่ย…อย่างกับพวกผู้กล้าในการ์ตูนที่เคยดูแหน่ะ...แต่มันจะเหมือนจริงเกินไปป่ะและนั่นอะไร ปลาคราฟ? ขนนก? บ้าบอแท้” เขาพึมพำกับตัวเอง ขณะที่ในหัวพยายามปะติดปะต่อภาพที่เลือนราง
“คงเพราะเมื่อคืนคิดโปรเจกต์เกมมากเกินไปแน่ ๆ… แล้วคนที่เรียกพี่นั่นอะไรอีก? ฮ่า ๆ นี่เราคงอิจฉาที่คนอื่นมีน้องอีกแล้วสินะ” เขาหัวเราะเบา ๆ พลางคิดเล่น ๆ “ถ้ามีน้องจริง ๆ ขอแบบมีหูกระต่ายหรือหูแมวแบบในฝันด้วยก็ดีนะ ฮ่าๆ”
ความคิดเพ้อฝันของเขายังไม่ทันจบ เสียงแม่ก็ดังขึ้นจากชั้นล่าง
“อาคิน! ตื่นหรือยังลูก เดี๋ยวไปโรงเรียนสายนะ!”
“ครับแม่!”อาคิระตอบกลับเสียงดังพอให้ได้ยิน เขาหันไปมองนาฬิกา ใเมื่อเห็นเวลา เขาถอนหายใจพลางยืดแขนขาที่เหมือนกำลังจะถูกพันธนาการด้วยความี้เีของตัวเอง จากนั้นรีบลุกขึ้นเก็บข้าวของอย่างลวก ๆ ก่อนคว้าผ้าเช็ดตัวไปล้างหน้าในห้องน้ำเล็ก ๆ ที่ติดกับห้องนอน ความเย็นของน้ำช่วยปลุกให้เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่า เขาเดินกลับมาแต่งตัวอย่างง่าย ๆ หยิบโทรศัพท์มือถือกับหูฟังที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วเดินลงบันไดไปยังชั้นล่าง“เฮ้อ… แค่ฝันบ้า ๆ ใช่ไหม? ไม่มีอะไรหรอกน่า…”
แต่ในใจลึก ๆ เขารู้ว่าฝันนั้นต่างจากฝันธรรมดา และบางสิ่งบางอย่างในนั้นอาจกำลังเชื่อมโยงกับชีวิตของเขาโดยที่เขายังไม่รู้ตัว…
บรรยากาศในครัวหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นต้มยำกุ้งร้อน ๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะไม้เรียบง่าย ข้าง ๆ มีจานเล็กที่ใส่ไข่เจียว และแก้วน้ำฝรั่งคั้นสดที่แม่ของเขาบรรจงเทไว้ให้ ไอรีน หรือ อาภาวรรณ วัฒนกุล ผู้เป็แม่ยืนอยู่ข้างเคาน์เตอร์ครัว เธอกำลังล้างจานที่ใช้ทำอาหารเช้าอย่างขยันขันแข็ง
“วันนี้ทำไมลงมาช้าจังล่ะลูก” แม่ถามโดยไม่หันกลับมามอง ขณะที่มือยังล้างจาน
“ก็แค่เมื่อคืนนอนดึกนิดหน่อยน่ะแม่” อาคิระตอบพลางนั่งลงที่โต๊ะอาหาร เขาหยิบช้อนขึ้นมาชิมต้มยำกุ้งคำแรกแล้วพยักหน้าเบา ๆ
“อร่อยเหมือนเดิมเลย ขอบคุณนะครับแม่”
ไอรีนหันมายิ้ม “รีบกินเถอะลูก เดี๋ยวไปโรงเรียนสาย”
ขณะที่อาคิระกำลังกิน พ่อบุญธรรมของเขา ริน หรือ ปริญ วัฒนกุล เดินเข้ามาในครัวพร้อมเอกสารปึกหนึ่งในมือ เสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงสแล็คที่เขาสวมใส่สะท้อนบุคลิกสุขุมและมั่นคง
“อาคิน วันนี้มีอะไรสำคัญไหม?” พ่อถามขณะนั่งลงที่โต๊ะ
“ไม่มีอะไรมากครับพ่อ แค่ไปโรงเรียน ทำโปรเจกต์เกมกับพวกเมย์ แล้วก็ซ้อมเกมตอนเย็น”
ปริญพยักหน้าเบา ๆ พร้อมยิ้มมุมปาก “ดีแล้ว แต่จำไว้นะลูก อย่าเอาเวลาไปเล่นจนลืมการบ้าน”
“ครับพ่อ” อาคิระตอบพลางเกาหัว รู้ดีว่าพ่อมักเตือนเื่นี้เสมอ
หลังจากอาหารเช้าเสร็จสิ้น อาคิระหยิบกระเป๋าเป้ เตรียมตัวออกจากบ้าน สวมรองเท้าผ้าใบตรงหน้าประตูและใส่หูฟังเปิดเพลงโปรดพลางนึกถึงการบ้านวิชาดนตรีที่ต้องเล่นกันกับกลุ่มเพื่อน
“ดูแลตัวเองด้วยนะลูก” ไอรีนพูดพร้อมมองตามลูกชาย
“ครับแม่ พ่อด้วยนะครับ”
ปริญยิ้มบาง ๆ “ตั้งใจเรียนนะ”
อาคิระเดินออกจากบ้านพร้อมกระเป๋าเป้พาดบ่า สายลมยามเช้าพัดผ่านใบหน้าของเขา กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ริมทางผสมกับความสดชื่นของอากาศเช้า สองข้างทางเป็ต้นไม้ใหญ่เรียงรายทอดเงาบนพื้นถนน เสียงนกร้องเบา ๆ คลออยู่ไกล ๆ
เขาเสียบหูฟัง ฟังเพลงโปรดพลางเร่งฝีเท้า เส้นทางที่เดินทุกวันยังคงเหมือนเดิม ถนนลาดยางเรียบง่ายที่มุ่งตรงไปยังโรงเรียน แต่ในใจกลับรู้สึกแตกต่างเล็กน้อย
“ฝันแปลก ๆ นั่นมันอะไรนะ…เสียงกระจกพวกนั้นอีก พักนี้ได้ยินบ่อยเกินไปแล้วนะ” ความคิดหนึ่งแทรกเข้ามาในหัว เขาส่ายหน้าเบา ๆ พยายามปัดมันออกไป
“ไม่หรอก คงเป็เพราะต้องคิดโปรเจกต์เกมกับการบ้านแน่ ๆ”
แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามปัดความคิดนั้นออกไปมากแค่ไหน ความรู้สึกบางอย่างยังคงติดค้างอยู่ในใจ… ราวกับว่าเส้นทางธรรมดาที่เขาเดินอยู่นี้ จะนำไปสู่บางสิ่งที่ไม่ธรรมดา
อาคิระเงยหน้ามองท้องฟ้า แสงแดดยามเช้าทอประกายบนฟ้าสีคราม เมฆบาง ๆ ลอยเอื่อยไปตามลม เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนก้าวต่อไปบนเส้นทางที่ดูจะเงียบสงบ
…โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล