Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 22 เวทยาศาสตร์

    ตอนที่ 22 เวทยาศาสตร์

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****

     

     

     

    เมอร์ลินที่ได้รับรู้เ๱ื่๵๹ราวเหล่านี้ก็รู้สึกตื่นเต้นและสนใจเป็๲อย่างมาก

     

    “ที่แท้พวกเขาสังเกตโลกกลมเพราะแบบนี้นี่เอง ท่านเพลโตนั้นฉลายมากเลยที่คิดอะไรแบบนี้ขึ้นมาได้” 

     

    “ของแบบนั้นมันแน่อยู่แล้วไม่อย่างนั้นท่านเพลโตคงไม่ได้ชื่อว่าบิดาแห่งเวทยาศาสตร์หรอก” ศาสตราจารย์ออสตินกล่าวออกมาอย่างภาคภูมิใจ ราวกับว่าเพลโตนั้นเป็๲บรรพบุรุษของตนเอง

     

    “ว่าแต่เวทยาศาสตร์นั้นคืออะไรหรอครับ?” เมอร์ลินเอียงคอเอ่ยถาม

     

    ชายชรารู้สึกชอบมากที่เด็กคนนี้เป็๲พวกช่างถามแบบนี้ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมานักเรียนของเขาส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะเอ่ยถามเขามากนัก ทั้งๆ ที่งานทางด้านวิชาการควรจะได้ประโยชน์จากการถามแท้ๆ

     

    “เวทยาศาสตร์น่ะหรอ ... มันคือศาสตร์ที่ว่าด้วยเ๱ื่๵๹ความรู้เวทมนตร์ที่เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ และเป็๲กระบวนการค้นคว้าหาความรู้อย่างมีขั้นตอน มีระเบียบแบบแผน โดยมีเหตุผล ซึ่งหลักฐานเ๮๣่า๲ั้๲สามารถพิสูจน์ตามหลักวิชาการได้”

     

    “มันเป็๲ศาสตร์วิชาที่ศึกษาค้นคว้าอย่างมีหลักฐาน และเหตุผล แล้วจัดเข้าเป็๲ระเบียบจนเรียกได้ว่าเป็๲ทฤษฎี”

     

    ศาสตราจารย์ออสตินกล่าวอธิบายและมองเมอร์ลินอย่างสนใจ 

     

    เด็กคนนี้ทำให้เขารู้สึกถึงไฟในการสอนที่มอดดับลงหลายปีของเขา 

     

    “ที่ดินแดนเวทมนตร์เรียนรู้ในสิ่งเหล่านี้เองหรอครับ ผมว่ามันน่าสนใจมาก”

     

    “ใช่ เวทยาศาสตร์นั้นน่าสนใจมากจริงๆ มันไม่เหมือนกับเทววิทยาหรอกนะที่ต้องอาศัยความเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่เวทยาศาสตร์ต้องเป็๲สิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้”

     

    “เพราะแบบนี้เองหรอครับที่ทำให้พระอครคาร์นินัลอย่างท่านเพลโตถึงได้แยกตัวออกมา” เมอร์ลินเอ่ยถาม

     

    “นั่นเป็๲แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ด้วยแ๲๥๦ิ๪ของท่านเพลโตทำให้แ๲๥๦ิ๪นี้สามารถโน้มน้าวคนใหญ่คนโตอย่างนักบุญคนหนึ่งได้” ศาสตราจารย์ออสตินกล่าว

     

    “นักบุญ?” เด็กน้อยเอ่ยด้วยท่าทางที่ตื่นเต้น

     

    ยิ่งได้เห็นเด็กน้อยให้ความสนใจเช่นนี้ ศาสตราจารย์ออสตินจึงมีอารมณ์ที่จะเล่าต่อ

     

    “นักบุญคนนั้นมีชื่อว่าท่านไอแซค ท่านได้นำแ๲๥๦ิ๪การหมุนโคจรรอบดวงอาทิตย์ไปคิดต่อยอด แล้วสร้างกฎการหมุนของดวงดาวขึ้นมา นั่นคือดวงดาวจะโคจรรอบอาทิตย์เป็๲รูปวงรีรวมทั้งโลกด้วย และดาวทุกดวงที่วิ่งเข้าหาดวงดาทิตย์จะวิ่งเร็วแต่พอกวาดออกไปด้านข้างความเร็วจะช้าลง และยิ่งดาวอยู่หางจากดวงอาทิตย์เวลที่ใช้ในการโคจรจะยิ่งเพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้ได้อธิบายเ๱ื่๵๹ของกฎของแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ได้”

     

    “กฎของแรงดึงดูด!” ดวงตาของเมอร์ลินเป็๲ประกายขึ้นมา เขาในตอนนี้รู้สึกเหมือนกับว่าหัวสมองของตนเองได้เปิดกว้างขึ้นด้วยความรู้ที่เพิ่มเข้ามา

     

    เขาชอบความรู้สึกนี้และรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้รับมัน

     

    “ใช่แล้ว กฎของแรงดึงดูด” ศาสตราจารย์ออสตินยิ้มและเอ่ยต่อ “เพราะกฎนี้จึงอธิบายคำถามของเธอที่ว่าทำไมถ้าโลกไม่แบนพวกเราถึงไม่หลุดออกจากโลก นั่นก็เพราะโลกของเรามีแรงดึงดูดนั่นเอง และดวงอาทิตย์ก็มีแรงดึงดูดเช่นกัน ซึ่งมันเป็๲แรงดึงดูดที่มีพลังมหาศาล ซึ่งมากพอที่จะบังคับดวงดาวที่อยู่รอบๆ ให้หมุนรอบตัวมันได้”

     

    “ท่านไอแซคได้อธิบายว่ายิ่งมวลมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลต่อแรงดึงดูดที่มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งห่างมากเท่าไหร่แรงยิ่งมีค่าน้อยลง เพราะโลกใหญ่กว่าเรามาก มันจึงสามารถดึงดูดให้เราอยู่ติดกับโลกและยืนอยู่บนโลกได้ แต่ดวงอาทิตย์กลับใหญ่กว่าโลกมากมันจึงดึงดูดให้โลกหมุนรอบมันได้ เช่นกันที่โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์จึงทำให้ได้รับผลกระทบจากแรงดึงดูดในระดับที่น้อย”

     

    “ว๊าว! เวทยาศาสตร์มันน่าอัศจรรย์จริงๆ สามารถอธิบายเ๱ื่๵๹แบบนี้ได้ด้วย เพราะแรงดึงดูดนี่เองถึงได้ทำให้โลกหมุนรอบตัวเอง ด้านที่โลกรับแสงของดวงอาทิตย์จะเป็๲กลางวันและส่วนที่ไม่ได้รับแสงก็จะเป็๲กลางคืนใช่ไหมครับ?” เมอร์ลินกล่าวในสิ่งที่เขาคิดออกมา

     

    “เธอฉลาดมาก ฉันยังไม่ได้อธิบายเ๱ื่๵๹โลกหมุนรอบตัวเองเลยเธอก็เข้าใจมันแล้ว” ศาสตราจารย์ออสตินกล่าวชม

     

    “แล้วดวงจันทร์ล่ะครับ ดวงจันทร์มีแรงดึงดูดไหม?” เมอร์ลินถามต่อ

     

    “แน่นอนว่ามี เพราะการมีอยู่ของดวงจันทร์จึงทำให้โลกเกิดน้ำขึ้นน้ำลงไง ถ้าเธออยู่ในเมืองที่ติดกับทะเลเธอก็จะพบว่าแรงดึงดูของดวงจันทร์ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้นได้”

     

    เมอร์ลิน “มันเป็๲แบบนี้นี่เอง แม้ผมจะไม่ได้อยู่ในเมืองที่ติดกับทะเลแต่ผมก็พอเข้าใจเ๱ื่๵๹นี้ครับ” 

     

    “ความจริงยังมีเ๱ื่๵๹ราวที่น่าเรียนรู้อีกมากมายเอาเป็๲ว่าพวกเราค่อยมาคุยกันต่อคราวหลังเถอะ นี่ก็เที่ยงแล้วพวกเราควรไปหาอะไรกินได้แล้ว” ศาสตราจารย์ออสตินกล่าวพลางลุกขึ้นยืน

     

    เมอร์ลินมองชายชราอย่างเสียดาย

     

    “น่าเสียดายจัง คุณยังไม่ได้เล่าว่าพวกเขาหนีออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ยังไงเลย”

     

    “ไว้คราวหลัง” ชายชราขยิบตาแล้วเดินเข้าไปในบ้าน

     

    นั่นจึงทำให้เมอร์ลินต้องลุกขึ้นและเดินตามเข้าไป

     

    ท่าทางที่กระหายความรู้ของเด็กน้อยทำให้จิตใจของชายชรารู้สึกมีความกระตือรือร้นขึ้นมา

     

    บนโต๊ะอาหาร ทั้งสองกำลังทานอาหารกลางวันด้วยกัน

     

    แน่นอนว่ามันเป็๲อาหารเช้าอย่างสตูเนื้อที่พวกเขาได้ทำเอาไว้

     

    ศาสตราจารย์ออสติน “เอาเป็๲ว่าฉันจะแนะนำหนังสือให้เธออ่านก็แล้วกัน เธออ่านหนังสือออกใช่ไหม?”

     

    เมอร์ลิน“ครับ ผมสามารถอ่านหนังสือได้ ก่อนหน้านี้ผมเคยเห็นเอกสารบนโต๊ะของคุณ ภาษาของดินแดนเวทมนตร์มันเหมือนกับที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เพียงแต่สัญลักษณ์ประหลาดพวกนั้นเป็๲สิ่งเดียวที่ผมไม่เข้าใจ”

     

    ศาสตราจารย์ออสติน “โอ้อย่างนั้นหรอ ... ดี ดี ดี สัญลักษณ์ที่ว่านั้นคือสัญลักษณ์ของรูนศาสตร์ การที่เธอจะไม่เข้าใจมันก็ไม่ใช่เ๱ื่๵๹แปลก เพราะคนในดินแดนเวทมนตร์แห่งนี้ก็มีคนเข้าใจรูนศาสตร์ได้น้อยเช่นกัน”

     

    “รูนศาสตร์อย่างนั้นหรอครับ มันเป็๲ส่วนหนึ่งของเวทยาศาสตร์ไหม?” เมอร์ลินเอ่ยถาม

     

    “แน่นอนว่าเป็๲และมันเป็๲สิ่งที่สำคัญด้วย ว่ากันว่ารูนศาสตร์นั้นเป็๲ภาษาของเวทยาศาสตร์ มันเป็๲ศาสตร์ที่ถูกคิดขึ้นมาโดยท่านคาลิเปร์ จ้าวแห่งรูนศาสตร์ ซึ่งเป็๲ศาสตร์ที่ว่าด้วยเ๱ื่๵๹การคำนวณสูตรของบทเวทและค่ายกล รูนศาสตร์ยังถูกจัดว่าเป็๲ศาสตร์ที่สัมบูรณ์เลยล่ะ” ศาสตราจารย์ออสตินกล่าวอธิบาย

     

    “ว๊าว ถ้าอย่างนั้นคุณก็เป็๲นักรูนศาสตร์ใช่ไหมครับ” เมอร์ลินคาดเดาอาชีพของชายชราจากเอกสารที่อยู่บนโต๊ะ เพราะเขามักจะเห็นชายชราขีดเขียนสัญลักษณ์รูนเ๮๣่า๲ั้๲อยู่ตลอดเวลา

     

    “ไม่เลว ดูเหมือนว่าเธอจะรู้ว่าฉันกำลังทำอะไร ... ใช่แล้วฉันเป็๲นักรูนศาสตร์และยังเคยเป็๲ศาสตราจารย์สอนวิชารูนศาสตร์ในมหาวิทยาลัยวินเซนอีกด้วย” ศาสตราจารย์ออสตินกล่าวอย่างภาคภูมิใจ