บทนำ เปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน
วันฝนตกลมแรงในคืนเดือนดับ บนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลไม่มีกลุ่มดาวปรากฏ เด็กหญิงวัยสามขวบเดินพ้นชายคา...ด้วยอาการหนาวสั่นไปทั้งตัว เท้าเล็ก ๆ หยุดลงที่หน้าประตูบานหนึ่ง ซึ่งสังเกตเห็นว่าแสงไฟด้านในยังสว่างอยู่...
“ท่านป้าเ้าขา... ข้าหนาวเหลือเกิน” เสียงเว้าวอนของเด็กน้อยฟังดูเศร้าสร้อยน่าสงสาร
ขณะนี้ร่างกายที่อ่อนแอ กำลังเปียกโชกจากปอยฝน ไม่แปลกที่นางหนูจะหนาวสั่นปานลูกนกตกน้ำ ทว่าสิ้นเสียงพูดของเด็กหญิงไปครู่หนึ่ง ก็ยังคงไร้สุ้มเสียงตอบรับจากผู้ที่อยู่ด้านใน เด็กน้อยตัดสินใจใช้ฝ่ามือเล็ก ๆ ทุบเข้าที่กรอบประตูไม้จนเกิดเสียง 'กึก กึก'
เด็กน้อยไม่ละความพยายาม ยังคงใช้แรงอันน้อยนิดทุบบานประตูต่อไป กระทั่งประตูไม้ไผ่ที่ไม่มีความแ่าใด ๆ เริ่มปริเปิดเล็กน้อย วินาทีนั้นเด็กหญิงที่เนื้อตัวเปียกโชกและร้อนรุ่ม ผันแปรเป็เย็นชืดไปทั้งร่าง เมื่อเห็นว่าผู้หญิงมากราคะที่ตนเรียกว่าท่านป้า กำลังทำกิจกรรมอะไรบางอย่างกับท่านลุง ซึ่งมีสถานะเป็แค่ 'เพื่อนบ้าน'
แต่การที่ผู้ใหญ่สองคนจะมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งพวกนี้ มันไม่ใช่เื่แปลกเลยสักนิด แต่มันแปลกตรงที่ว่า...ท่านลุงคนนั้นมีภรรยาแล้ว ต่อให้ภรรยาของเขาจะเป็หญิงตาบอดก็ตาม อย่างไรท่านลุงข้างบ้านกับท่านป้าก็ไม่ควรทรยศต่อความไว้เนื้อเชื่อใจของท่านป้าตาบอด ด้วยการแอบคบชู้กัน
เด็กหญิงผู้น่าสงสารไม่รบกวนเวลาอันแสนสุขสมของท่านป้าแล้ว แม้ร่างกายหนาวสั่นเกินทน ก็จำเป็ต้องเดินฝ่าสายฝน กลับเข้าไปนอนขดบนก้อนฟางในห้องเก็บฟืนเงียบ ๆ เหมือนอย่างเคย
ขณะเดียวกันนี้ เด็กน้อยเหลือบตามองไปนอกบานหน้าต่างด้วยความสิ้นหวัง พลางพูดกับเงาตัวเองว่า
“หากท่านแม่ยังอยู่กับข้า คงจะดีกว่านี้”
จู่ ๆ ใบหูอ่อนของเด็กหญิง ดันได้ยินเสียงแว่วคลออยู่ในอากาศ เงาอันริบหรี่ของนางกำลังพร่ำพูดกับนางงั้นหรือ? เหตุใดถึงลอกเลียนเสียงของนางได้แเียิ่งนัก
“หากท่านแม่ไม่มาหาเ้าที่นี่ งั้นเ้าก็ไปหาท่านแม่สิ”
‘พูดได้ถูกต้อง! แต่จะไปหาท่านแม่ได้จริงหรือ? ท่านแม่อยู่ในสถานที่อันแสนไกล ต่อให้มีพลังวิเศษก็ไปหาท่านแม่ไม่ได้อยู่ดี’
นี่คือสิ่งที่เด็กหญิงวัยสามขวบกำลังขบคิดอยู่ในใจเพียงลำพัง ทว่าเงาของนางกลับรับรู้สิ่งที่อยู่ในใจของนาง ราวกับมีหูทิพย์ พร้อมพูดปลอบใจขึ้นมาว่า
“ไม่จำเป็ต้องมีพลังวิเศษ...เ้าก็ไปที่นั่นได้ แต่ตอนนี้เ้านอนหลับเสียเถอะ”
สิ้นเสียงปริศนาของเงามืด เด็กน้อยผู้ไร้เดียงสานอนขดตัวหลับใหลอยู่ข้างกองฟางทั้งที่เสื้อผ้ายังเปียกชื้น… ลมหายใจสายนั้นก็ค่อย ๆ แ่เบาลงเรื่อย ๆ กระทั่งสิ้นสุดลงและไม่อาจหวนกลับ…
เช้าวันรุ่งขึ้น!
เฮือก!!!
ถงหลีวัยสามขวบสะดุ้งตัวตื่นด้วยอาการหอบเหนื่อย คล้ายเพิ่งหลุดจากฝันร้ายอันยาวนาน ดวงตากลมโตดุจกวางน้อยเหลือบมองสภาพร่างกายตัวเองด้วยความไม่คุ้นชิน สีหน้าของเด็กน้อยมิได้ดูอ่อนแอเหมือนอย่างเคย บ่งชี้ได้ชัดเจนว่านี่ไม่ใช่ถงหลีคนเดิม
ปึก ปึก ปึ้ก!
“ตื่นได้แล้วนางเด็กไม่ได้เื่ เกียจคร้าน แกล้งป่วย ทำตัวอ่อนแอจนติดเป็นิสัย คิดว่าข้าจะปักใจเชื่องั้นหรือ” หญิงวัยกลางคนในชุดสีน้ำตาลตุ่นที่ทำจากผ้าป่าน ซึ่งอยู่ในสถานะท่านป้าของถงหลี นามว่าม่านเหลียน นางกำลังสาดเสียคำพูดไม่เข้าท่า ด่าทอเด็กเล็กวัยสามขวบอย่างเกรี้ยวกราด ประหนึ่งถงหลีไปคร่าชีวิตใครตาย
“เกียจคร้านแล้วอย่างไร ป่วยแล้วอย่างไร ส่วนท่านเล่า? กินของในชาม แต่ยังมองของเหลือในหม้อ ข้ายังไม่เคยอ้าปากตำหนิท่านเลย อย่างนั้นท่านก็ไม่มีสิทธิ์ตำหนิว่าข้าี้เี!”
*กินของในชาม แต่ยังมองของเหลือในหม้อ เปรียบเปรยในเชิงต่อว่า สื่อถึงคนไม่รู้จักพอ มีครอบครัวอยู่แล้วยังลักกินขโมยกิน
ถงหลีพ่นคำพูดเชิงเย้ยหยันตอบกลับไป แค่ไม่กี่ประโยคก็ทำให้ก้อนสะอึกตื้นขึ้นมาในลำคอ ม่านเหลียนกลัวเหลือเกินว่าเื่บัดสีบัดเถลิงที่ตนสืบสัมพันธ์กับคนข้างบ้าน...จะแพร่ออกไป กระทั่งทำให้ตนต้องอับอายขายขี้หน้า ม่านเหลียนกัดฟันแน่นแล้วพูดจาร้าย ๆ ออกมาทำร้ายจิตใจเด็กน้อยอีกครั้ง
“ข้าไม่น่าเลี้ยงหมูจอมี้เีแบบเ้าไว้เลย เลี้ยงไว้ก็เสียข้าวสุก คนอย่างเ้า! น่าจะตายตามมารดาของเ้าไปเสีย!”
“ท่านเลี้ยงดูข้า ให้ข้าวปลาแก่ข้า แต่ข้าทำงานและหาเงินให้ท่าน หากขาดข้าไปทั้งคน คิดดูเอาเองเถิด ว่าท่านจะมีเงินไปซื้อข้าวปลาอาหารพวกนั้นหรือไม่ เช่นนั้นก็เท่ากับว่า...ข้าเลี้ยงดูตัวเองต่างหาก!”
ถงหลีวัยสามขวบพูดจาถากถางเกินวัย ไม่เหมือนกับถงหลีคนเดิมที่ม่านเหลียนเคยรู้จัก ที่แต่เดิมหัวอ่อนและเชื่อฟัง แต่ทว่า่เวลาที่กำลังโมโหจนควันออกหู คนโง่อย่างม่านเหลียน...ไม่มีเวลามาคิดคำนึงถึงความผิดปกติเ่าั้หรอก นางคิดแต่จะใช้กำลังแก้ปัญหา เหมือนที่เคยทำอย่างที่ผ่าน ๆ มา
“นางเด็กสารเลว เนรคุณคน! วันนี้ข้าจะตีเ้าให้ตาย”
ม่านเหลียนผลักประตูห้องเก็บฟืนอย่างแรง กระทั่งขอบประตูบิ่นแตก เพราะเกิดจากแรงงัดกับท่อนฟืนที่อยู่ใกล้บริเวณนั้น ไม่ทันไรฝ่ามือใหญ่ก็นาบเข้าที่ท่อนขาเล็ก ๆ ของถงหลีอย่างแรง
เวลานี้น้ำอดน้ำทนของถงหลีวัยสามขวบหมดลงแล้ว
เมื่อถูกกระชากต้นแขน จนเกิดรอยบอบช้ำบนเนื้อขาว ๆ อวบ ๆ ถงหลีไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ยกบุญคุณขึ้นเทิดทูนเหนือหัว เพราะการที่ถงหลีเป็สิ่งมีชีวิตที่ทนมือทนเท้าของท่านป้ามาครึ่งปี ทั้งยังทำงานหาเงินมาให้ท่านป้า...
นั่นถือว่าบุญคุณระหว่างถงหลีกับม่านเหลียนสิ้นสุดลงแล้ว!!!
“ดีนี่! เดี๋ยวนี้รู้จักต่อต้านข้าแล้ว เช่นนั้นก็ไสหัวไปให้พ้นบ้านข้า”
ม่านเหลียนตั้งใจขับไล่หลานสาวไปให้พ้นหมู่บ้าน เพราะไม่อยากให้ความสัมพันธ์ลับ ๆ ของตนเองถูกเปิดเผย เพราะยามอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ นางเด็กนี่ยังพูดจาได้น่าชังปานฉะนี้ แล้วหากอยู่ลับหลังผู้เป็ป้าเล่า จะพูดให้ร้ายนางได้ถนัดปากขนาดไหน
“หากปล่อยให้ตัวเองโดนรังแกอยู่ฝ่ายเดียว อย่าเรียกข้าว่าถงหลี!”
เด็กหญิงสลัดแขนออกจากควบคุม จากนั้นวิ่งวนร่างใหญ่ของท่านป้า เท้าเล็ก ๆ ที่วิ่งเร็วผิดธรรมชาติ ไม่เท่าไหร่ก็ทำให้ม่านเหลียนเวียนหัวอยากอาเจียน
ทันใดนั้นถงหลีหยุดเท้าไว้ที่ด้านหลังของม่านเหลียน ต่อด้วยถอยหลังสี่ เดินหน้าสอง แล้วโค้งศีรษะกลมทุยลงกึ่งหนึ่ง พุ่งขวิดข้อเข่าพับของท่านป้ามารร้ายคนนั้นจนล้มหน้าคะมำ
ถงหลียืนกอดอกมั่นคง พลางชื่นชมผลงานของตนเองอย่างภาคภูมิใจ
ใช่แล้ว! ไม่มีครั้งไหนรู้สึกสะใจได้เท่าครั้งนี้!
“นางเด็กประหลาด! ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนกัน”
ถงหลีไม่ได้ตอบคำถามของท่านป้า เพียงแต่พูดตอกหน้าเยี่ยงผู้ชนะว่า
“เป็อย่างไร ความรู้สึกของการถูกรังแกหอมหวานหรือไม่?”
หืม!!! “ยังไงวันนี้ข้าก็จะตีเ้าให้ตายคามือ”
ม่านเหลียนยังไม่เข็ดหลาบ รีบพยุงร่างอืดอาดของตนขึ้นยืน ครั้นตั้งหลักได้ ก็พุ่งเข้าหาเด็กหญิงวัยสามขวบอย่างบ้าคลั่ง ดูสภาพของนางในตอนนี้ ไม่ได้ต่างจากกระทิงป่าเลยสักนิด
นี่นะหรือคนที่ท่านแม่ฝากฝังให้เลี้ยงข้า ผู้มีนามว่า ถงหลี!
ไม่กี่อึดใจท่านป้าม่านเหลียนก็อยู่ในสภาพเหนื่อยหอบสิ้นฤทธิ์ มาถึงขั้นนี้แล้ว...ม่านเหลียนยังไม่อยากยอมรับ ว่าตนเองสู้เด็กวัยสามขวบไม่ได้ ราวกับถูกหลานสาวตัวป่วน ล้างบัญชีแค้นแบบทบต้นทบดอก…
ถงหลีกำลังคิดหาเหตุผล ว่าทำไมหญิงวัยกลางคนผู้มีสถานะเป็ป้าของนาง ถึงได้จงเกลียดจงชังนางนัก หรือว่านางไปทำอะไรล่วงเกินคนผู้นี้ไว้ และแล้วถงหลีก็ได้คำตอบอย่างเร็วพลัน เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตนเองกับผู้เป็ป้า
ที่แท้ม่านเหลียนเป็ลูกติดจากเมียรอง และมีปมด้อยฝังลึกในกมลสันดาน ส่วนมารดาของถงหลีเป็ลูกของเมียเอกกับนายท่านกู้โดยตรง ซึ่งในตอนนั้นนายท่านกู้มีบทบาทเป็หัวหน้าตระกูลกู้
อย่างนั้นม่านเหลียนผู้นี้! ก็แทบไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับต้นตระกูลของถงหลีเลย มารดาคนสวยของถงหลีต่างหาก ถึงจะเรียกได้ว่าเป็ทายาทสายตรงของบ้านอย่างแท้จริง
ถึงกระนั้นมารดาผู้แสนดีและใจกว้างของถงหลี ก็ยังยินดีเรียกลูกติดของภรรยารองว่า ‘พี่หญิง’ จวบจนมองว่าเป็พี่น้องสายเืเดียวกันโดยไม่แบ่งแยก ผิดกับม่านเหลียนโดยสิ้นเชิง ที่ทำตัวเป็บัวไม่พ้นน้ำ ไม่นับผู้ใดเป็พี่เป็น้องทั้งนั้น!