หงซิ่วกลับถึงจวน ยังไม่ทันก้าวจากรถม้า เสียงของสาวใช้ในตำหนักไท่หยางก็ดั่งแว่วเข้ามา ซุ่นจั้งรีบลงไปรอรับ ขณะที่กำลังประคองหงซิ่วลงมา พลางกระซิบเสียงเบา “เกรงว่าท่านอ๋องคงจะทราบเื่แล้ว ระวังตัวนะเพคะ”
นางไม่ได้กล่าวอันใด ก้าวตามหลังสาวใช้ผู้นั้นไปอย่างสงบ วันนี้ิซีเหอไม่ได้เรียกพบนางที่ห้องโถงกลางเหมือนอย่างเคย แต่เป็ในตำหนักส่วนตัว
ตำหนัก ไท่หยาง เยว่เลี่ยง เป็ตำหนักแฝดที่มีลักษณะเหมือนกันทุกประการ ตั้งห่างกันราวสามสิบจั้งกั้นกลางด้วยห้องโถงมีประตูเชื่อมหากันหมด บนชั้นสองยังมีสะพานเชื่อมจากตำหนักไท่หยางของจวิ้นอ๋องไปหาตำหนักเยว่เลี่ยงของจวิ้นหวางเฟย
ที่ประทับของจวิ้นอ๋อง เป็หอสองชั้นตั้งสูงจากพื้นเท่าบันไดห้าขั้นมีระเบียงล้อมรอบ เมื่อก้าวพ้นบันไดมาห่างไปราวสิบห้าก้าว จะมองเห็นบานประตูใหญ่สองบานคู่ แกะสลักลวดลายพยัคฆ์คำราม สองฟากของประตูมีองครักษ์ยืนเฝ้าอยู่
หงซิ่วหยุดยืนหน้าตำหนัก รอให้สาวใช้ไปรายงาน ไม่นานนางก็ถูกเชิญเข้าไป ทันทีที่นางเดินพ้นประตูเข้ามา บ่าวไพร่ก็ถูกไล่ออกไปจนหมด
จวิ้นอ๋องนั่งไขว้ขาอยู่บนเก้าอี้กำมะหยี่สีแดงหันหน้าไปทางบ่อเลี้ยงปลา ในมือถือไว้ด้วยตำราเล่มหนึ่ง แสงจากประตูกระทบใบหน้าด้านข้าง มองดูแล้วคล้ายภาพวาด หงซิ่วมิอาจนำชายหนุ่มเบื้องหน้าไปเทียบกับเด็กหนุ่มเมื่อวันวานได้เลย
“ไปที่ใดมา” เขาเอ่ยถามนางประโยคหนึ่ง แม้น้ำเสียงจะไม่บ่งบอกอารมณ์ ทว่าหงซิ่วยังััได้ถึงความขุ่นเคือง นางไม่อยากมีปัญหา จึงตอบไปตามจริง “ไปพบคนผู้หนึ่งมา”
จวิ้นอ๋องลุกขึ้นยืนเต็มความสูง วางหนังสือทิ้งไว้บนเก้าอี้ พยายามสะกดกลั้นความโกรธเอาไว้อย่างยากเย็น ยกมือไพล่หลัง มองตรงไปเบื้องหน้า ถามเสียงต่ำ “ผู้ใด”
“ยามเฝ้าประตูเมืองเพคะ” นางตอบเสียงเรียบ แต่เหมือนว่ามันจะไม่ใช่คำตอบที่เขา้า ิซีเหอหมุนตัวเดินเข้ามาหา แต่ครานี้เขากลับไม่ได้ลงมือกับนางเหมือนก่อน ได้แต่ยืนทำหน้าถมึงทึง กล่าวอย่างเดือดดาล “เ้าเป็ถึงจวิ้นหวางเฟย แต่กลับลักลอบพบปะบุรุษในที่ลับตา คิดจะทำอันใด!”
เื่นี้หงซิ่วรู้ว่าตนเองเป็ฝ่ายผิด หากยังยั่วโทสะเขาอยู่ คงไม่เป็การดี สมควรบอกกล่าวไปตรงๆ เมื่อทบทวนดีแล้วก็กล่าวว่า “หม่อมฉันมิได้มีเจตนาทำให้ท่านอ๋องเสื่อมเสีย เพียงแค่อยากถามถึงเด็กสาวนางหนึ่ง บังเอิญว่าทหารยามผู้นั้นเป็บิดาของนาง ก็เลยไปถามไถ่ดู ท่านอ๋องโปรดอภัยด้วยเพคะ เป็หม่อมฉันผิดเอง ที่กระทำไปโดยไม่คิด”
หงซิ่วยอบกายให้เขาคราหนึ่งเพื่อเป็การขอโทษ จากนั้นยืนหลุบตาต่ำ เห็นอย่างนั้น ความโกรธของิซีเหอพลันลดทอนไปกว่าครึ่ง แต่ยังไม่หายขุ่นเคืองเสียทีเดียว เขาถามนางต่ออย่างไม่ค่อยพอใจ “นางเป็ใคร แล้วมีความสัมพันธ์อันใดกับเ้า”
หงซิ่วตอบเสียงเรียบ “นางแซ่จินนามว่าทั่งเจียวเพคะ หม่อมฉันเคยช่วยนางเอาไว้”
เมื่อนางไม่มีทีท่าว่าจะโกหก ิซีเหอจึงไม่ถามต่อ หันไปะโสั่งฉวีกงกงให้คนไปทำความสะอาดตำหนักเยว่เลี่ยง หลังจากที่ฉวีกงกงรับคำมาจากด้านนอก เขาก็หันมาสั่งนาง “วันนี้เ้าก็ย้ายมาอยู่ในตำหนักเสีย จะได้รู้ฐานะตัวเอง แล้วต่อไป อย่าได้ทำอันใดโดยไม่คิดอีก”
“เพคะ” หงซิ่วรับคำอย่างว่าง่าย เพียงทำให้เขาหายโกรธได้ นับว่าดีที่สุดแล้ว หากจะว่าไป ก็มีแต่เขาเท่านั้นที่นางยอม
ิซีเหอเรียกซุ่นจั้งให้มาพานางไปยังตำหนักเยว่เลี่ยง ซึ่งที่นั่น มีขันทีและสาวใช้เก้าคนรออยู่ ซุ่นจั้งพาทุกคนทำความเคารพ หงซิ่วเพียงพยักหน้าเล็กน้อยเป็การตอบรับ จากนั้นซุ่นจั้งประคองนางขึ้นไปบนชั้นสอง หลังจากที่ชมดูห้องหับเรียบร้อย หงซิ่วออกมานั่งลงบนตั่งตรงข้ามบันไดหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน
ในตำหนักไท่หยาง หลังจากที่นางไปแล้ว ิซีเหอยังนั่งอยู่ข้างบ่อปลา ฟังองครักษ์ลับรายงาน เมื่อรู้ประวัติผู้ที่นางไปพบ คิ้วถึงกับขมวดมุ่น ถามขึ้นว่า “เ้าแน่ใจนะ ว่าในอดีต ทหารยามผู้นั้นคือรองแม่ทัพข้างกายเสวียนฮองเฮา”
“กระหม่อมแน่ใจพ่ะย่ะค่ะ ฟังว่า หลังจากแม่ทัพเสวียนขึ้นเป็ฮองเฮาได้ไม่ถึงปี สี่รองแม่ทัพก็ถูกปลดออกจากตำแหน่ง ทหารในกองทัพเสวียนสองแสนนาย ถูกโยกย้ายสลับสับเปลี่ยนกำลังกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง ส่วนหนึ่งไปอยู่กับแม่ทัพโส่ว อีกส่วนหนึ่งอยู่กับแม่ทัพเสวียนคนใหม่ ส่วนที่เหลือ อยู่ในหน่วยองครักษ์หลวงของฮ่องเต้พ่ะย่ะค่ะ”
ฟังแล้ว ิซีเหอพลันนึกย้อนไปถึงอดีตใน่ปีนั้น
สิบปีก่อน ขณะที่เสด็จพ่อกำลังประชวร อยู่ๆ ก็มีรับสั่งให้ส่งเขาไปบวชเณรที่วัดกู่เต้าในถิ่นกันดาร เพื่อเป็การลงโทษทั้งๆ ที่เขามิได้กระทำความผิด
หลังจากออกเดินทางไปได้เพียงสิบวัน ข่าวเสด็จพี่รองสิ้นพระชนม์ก็มาถึง จากนั้นเสด็จแม่ก็ส่งขันทีคนสนิทนำรับสั่งตามมา ขันทีผู้นั้นบอกกับเขาว่า ‘ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ห้ามเขากลับมาเมืองหลวงอีกเป็อันขาด’ เขาทำได้แค่เพียงรับฟังด้วยความมึนงงสับสน กระทั่งขบวนถูกปล้น องครักษ์รวมทั้งบ่าวไพร่ถูกฆ่าตายจนหมด มีเพียงเขาเท่านั้นที่เหลือรอด พร้อมกับเส้นเอ็นขาทั้งสองข้างถูกตัด ฟื้นมาในบ้านของหมอเหอ เขากลับเมืองหลวงหลังจากนั้นอีกหนึ่งปีให้หลังจึงไม่ทราบเื่ของกองทัพเสวียน
ครั้นคิดมาถึงตรงนี้ ิซีเหอพลันไม่อยากคิดต่อ โบกมือให้องครักษ์ลับล่าถอยออกไป หันไปสั่งฉวีกงกง “ส่งคนไปหน้าประตูเมืองตะวันออก บอกกล่าวทหารยามที่ชื่อจินทั่งหยวน ว่าเปิ่นหวาง้าพบ”
“พ่ะย่ะค่ะ” ฉวีกงกงรับคำ หมุนตัวก้าวออกไป
ในตำหนักเยว่เลี่ยง หลังจากที่ซุ่นจั้งจัดแบ่งหน้าที่ให้ขันทีและนางกำนัลเรียบร้อย ก็ออกจากจวนไปหาซื้อชุดสำเร็จรูปให้พระชายาด้วยตนเอง เพราะชุดที่สั่งตัด เกรงว่าจะมาไม่ทัน จึงส่งสาวใช้สองคนไปรอรับใช้หงซิ่ว กว่าจะทำทุกอย่างเสร็จสิ้น ก็เย็นพอดี
ในตอนที่นางกลับเข้ามา บังเอิญเห็นว่าจินทั่งหยวนพึ่งจะถูกส่งออกจากประตูข้าง ทั้งสองได้แต่มองตากัน จากนั้นซุ่นจั้งก็เร่งฝีเท้ากลับตำหนักเยว่เลี่ยง เพื่อรายงาน
หงซิ่วไม่ได้กล่าวอันใด ด้วยคาดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ว่าิซีเหอต้องทำเช่นนี้ ทว่านางกลับไม่กังวล เพราะทั่งหยวนจะรู้เองว่าต้องพูดอย่างไร คิดแล้วหงซิ่วพลางเสมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นว่าเขายืนมองนางผ่านบานหน้าต่างอีกฟากหนึ่งจากตำหนักไท่หยางพอดี จึงค้อมศีรษะให้เขาคราหนึ่ง ิซีเหอถึงได้ผละไป