“เหตุใดจึงใจร้อนนักนะ…” มังกรน้อยบนไหล่หญิงสาวต่อว่าออกมาด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย “พี่สามก็อยู่ในช่วงเก็บตัว หากร่างกายเกิดปัญหาขึ้นจะทำอย่างไร ?!”
มู่เชียนกำลังมุ่งหน้าไปที่ประตูเมือง นางไม่ได้สวมสร้อยมุกพรางกาย ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบทองรับกับเส้นผมสีน้ำตาลอ่อน สะท้อนกับแสงแดดยามบ่ายจนเกิดเป็นแสงสีทองอันโดดเด่น ดึงดูดสายตาคนรอบข้างให้หันมามองนางเป็นตาเดียว
ในแคว้นอวิ๋นแห่งนี้นางไม่จำเป็นต้องปิดบังฐานะ เหล่าทหารและประชาชนในแคว้นล้วนแล้วแต่ทราบดีว่านางคือใคร ทั้งยังมีความภาคภูมิใจอย่างมาก ที่ตนได้รับเกียรติเป็นคนในความปกครองของธิดาเทพยุทธ์ …
หญิงสาวยิ้มรับการคารวะจากคนที่เดินผ่านไปมา ทว่าปราณที่ยังพลุ่งพล่านในร่างทำให้สีหน้าของนางดูไม่เป็นธรรมชาติ นี่เป็นเหตุให้เสี่ยวจิ้งบ่นนางไม่หยุดตั้งแต่เช้า
“ปราณธาตุในหอรวมปราณชั้นห้านั้นเกินกว่าระดับจ้าวยุทธ์จะแบกรับได้ เหตุใดต้องฝืนด้วย”
“ข้าชินกับปราณในชั้นสี่แล้ว ไม่อดทนสักนิดจะก้าวหน้าได้อย่างไร เจ้าดูสิ.. ยามนี้ข้าบรรลุจ้าวยุทธ์ขั้นสูงได้แล้ว !”
“เฮอะ… สภาพนี้ของเจ้ายังกล้าโอ้อวด ?!” เสี่ยวจิ้งตวัดตามองใบหน้าซีดเซียวของนางด้วยความเป็นห่วง นับแต่ลวี่ซานถงเก็บตัวบรรลุเจ้ายุทธ์ มู่เชียนก็ต้องรับหน้าที่ปรุงโอสถให้เหล่าทหารด้วยตนเอง แม้จะมีจ้าวซงคอยช่วยทว่าโอสถขั้นห้าทั้งหมดนั้นก็ยังต้องเป็นฝีมือของนาง
“ต่อให้ใจร้อนอยากบรรลุขั้นโดยเร็ว แต่เหตุใดไม่พักสักวันสองวันก่อนเล่า ปราณไม่ทันนิ่งก็ออกมาเดินเพ่นพ่าน ไม่รักตัวเองเสียเลย !”
“ได้อย่างไรกัน วันนี้พวกท่านปู่ท่านอา และเฉิงหลินจะมาถึงแล้วนี่” มู่เชียนเอ่ยด้วยรอยยิ้มยินดี สมาชิกตระกูลมู่เพิ่งย้ายมาต่างถิ่น พวกเขาย่อมตื่นเต้นมากแน่ๆ นางเป็นเจ้าบ้านจะไม่ออกมาต้อนรับได้อย่างไร
เดิมทีนางไม่ได้คาดหวังจะบรรลุขั้นได้รวดเร็วเพียงนี้… ทว่าประตูแห่งการเลื่อนขั้นจู่ๆก็เปิดออกตรงหน้า… จะไม่คว้าไว้ก็รู้สึกเสียดาย
จวนของตระกูลมู่ถูกนางเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว นี่คือจวนที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นอวิ๋นอย่างไม่ต้องสงสัย มู่เชียนใช้เวลาในการสร้างคฤหาสน์หลังนี้ไปเกือบหนึ่งเดือน
หลังจากได้รับมอบเมืองใบไม้อย่างเป็นทางการ มู่เชียนก็ทำการหยดเลือดของตนลงไปเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ จากนั้นนางก็สามารถปรับแต่งลักษณะของอาวุธเวทย์ชิ้นนี้ได้ตามใจ ไม่ต่างจากกำไลมิติ
นางสามารถใช้ปราณอี้เจ๋อเพื่อสร้างสิ่งของและสิ่งปลูกสร้างภายในได้อย่างอิสระ แม้จะเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง ทว่านางก็อยากทำด้วยตนเอง การสร้างด้วยจินตนาการนั้นอย่างไรก็รวดเร็วและตรงใจกว่าการสร้างด้วยมือ
อนาคต…. หากนางบรรลุไปถึงขั้นมหายุทธ์ สามารถใช้อักษรเวทย์ได้ ทุกอย่างคงจะง่ายดายกว่านี้
ด้วยเวลาที่จำกัด จนถึงวันนี้จวนตระกูลมู่กลับยังไม่เสร็จสมบูรณ์ นางทำได้เพียงต่อเติมให้เพียงพอต่อจำนวนคนที่เดินทางมาเท่านั้น
หลังก่อตั้งแคว้นอวิ๋นถงเชาเสนอให้นางสร้างพระราชวังและสถาปนาตนเองขึ้นเป็นราชินี ทว่านางรู้สึกไม่ชื่นชอบคำเรียกขานเช่นนั้น นางขอให้เรียกตำแหน่งของตนเองว่า ‘เจ้าครองแคว้น’ ทั้งไม่อนุญาตให้ใช้ราชาศัพท์กับตนอีกด้วย สำหรับเผ่าเยี่ยนถูทั้งหลายที่เคยใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การดูแลของผู้นำเผ่ามาตลอดย่อมไม่มีปัญหา
มู่เชียนยืนรอต้อนรับครอบครัวของตนอยู่นอกเมือง เพียงไม่นาน ก็ปรากฏขบวนเดินทางขนาดใหญ่ คนตระกูลมู่สองร้อยกว่าชีวิตก็มาถึงแล้ว
ด้านหน้าสุดนั้น มู่จง ท่านปู่ของนางคือผู้ขี่ม้านำขบวน รอบขบวนมีชายในชุดองคกรักษ์แปลกหน้าราวสิบกว่าคนห้อมล้อมพวกเขาอยู่คล้ายกับต้องการรักษาความปลอดภัย
มู่เชียนย่อกายลงอย่างสวยงามตามแบบฉบับสตรีชั้นสูง เพื่อต้อนรับครอบครัวของตน มู่จงเห็นนางก็รีบลงจากหลังม้า เดินเข้ามาหยุดอยู่หน้าหลานสาว ใบหน้าชราของเขามีรอยยิ้มยินดีและปลาบปลื้มใจ
“มู่เชียนคารวะท่านปู่เจ้าค่ะ”
เสียงหวานที่เอ่ยทักนั้น ทำให้ขบวนเกิดความวุ่นวายทันที เกี้ยวสองหลังถูกเปิดออกพร้อมกับคนด้านในที่ก้าวลงมาจากเกี้ยวด้วยความตื่นเต้น
“เชียนเอ๋อ..” ผ่านไปสามปีอาหญิงของนาง มู่เฟยเซียนยังคงงดงามสมวัย ใบหน้าของนางมีรอยยิ้มและน้ำตา
“พี่สาม” มู่เยว่กระโดดลงจากเกี้ยวเช่นกัน ก่อนจะวิ่งถลามาหานางด้วยท่าทางสนิทสนม สาวน้อยผู้งดงามนางนี้มีอายุ 17 ปี ท่าทางอ่อนหวานเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก
นับจากมู่เชียนช่วยเหลือนางที่ป่าทมิฬ มู่เยว่ก็ขอถอนหมั้นกับซ่างกวนถง ทั้งยังปฏิเสธไม่ยอมรับการหมั้นหมายจากผู้ใด เพราะยังหาชายที่สง่างามกว่าพี่สาวของตนไม่ได้
สำหรับชายหนุ่มทั้งหลายถูกปฏิเสธเพราะไม่อาจเทียบสตรีนางหนึ่งได้ ทั้งน่าขายหน้าและน่าทอดถอนใจ แผ่นดินนี้นางคิดจะหาผู้ใด เทียบได้กับธิดาเทพยุทธ์อีกเล่า
“อาหญิง สบายดีหรือไม่ ?” มู่เชียนจับมือมู่เฟยเซียนไว้ พร้อมกับส่งยิ้มหวานให้ ผู้เป็นอาดึงนางมากอดไว้แน่นครู่ใหญ่ พลางเอ่ยเสียงสะอื้นออกมา
“เชียนเอ๋อ ลำบากเจ้าแล้ว” สำหรับหลานสาวที่นางเอ็นดูไม่ต่างจากบุตรแท้ๆนี้ นางหวังเพียงให้หญิงสาวมีชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุข
วันที่พบว่ามู่เชียนมีพรสวรรค์สูงส่งนั้น แน่นอนมู่เฟยเซียนรู้สึกภาคภูมิใจ ทว่าก็นึกเป็นห่วงนางเช่นกัน
ดังคำกล่าวที่ว่า ยิ่งมีพรสวรรค์ ยิ่งต้องรับผิดชอบการใหญ่ แล้วหลานของนางที่เป็นถึงธิดาเทพยุทธ์ของคนทั่วหล้า จะต้องเหน็ดเหนื่อยเพียงใด
มู่เชียนรู้เจตนาของอาสาว กระบอกตาพลันร้อนผ่าวด้วยความซาบซึ้ง ที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้ใดพูดคำนี้กับนาง พวกเขาล้วนคาดหวังและรอคอยให้นางสร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้ มีเพียงอาหญิงเท่านั้น ที่เป็นห่วงนางอย่างจริงใจ…
“น้องสาม” มู่เสียง มู่ฉือ ลูกพี่ลูกน้องอีกสองคนของนางก็เข้ามาทักทาย พร้อมกับสมาชิกทั้งหลาย จากสายหลักสายรองเจ้ามาคารวะนางด้วยความอ่อนน้อม
“สีหน้าเจ้าดูไม่ดีเท่าไร เหนื่อยมากหรือไม่ ?” มู่จงรู้สึกได้ว่ามู่เชียนดูอ่อนเพลียทั้งยังมีสีหน้าซีดขาว ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ “การสร้างแคว้นเป็นเรื่องใหญ่ ไม่สามารถทำได้ในวันสองวัน อย่าหักโหมเกินไปเล่า”
“ขอบคุณท่านปู่ที่สั่งสอน.. เฉิงหลินมาหรือยังเจ้าคะ ?”
“กำลังจะมาแล้ว เดิมทีควรจะมาพร้อมกับตระกูลทั้งหมดแต่กลับมาไม่ได้ เพราะยังต้องรอจัดการบางอย่าง” มู่จงคิดถึงหลานชายที่จู่ๆก็ถูกองค์ชายใหญ่เรียกตัวไปพบ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด
“พรึ่บ” ร่างสูงสิบกว่าร่างในชุดองครักษ์แปลกตาก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าหญิงสาว พวกเขาโค้งคำนับนางอย่างพร้อมเพรียง “คารวะแม่นางมู่”
มู่เชียนชะงักไปชั่วอึดใจ ร่างหลายร่างตรงนี้ ล้วนอยู่ในระดับเดียวกับนางคือจ้าวยุทธ์ขั้นสูงทั้งสิ้น “พวกท่านคือ?”
“พวกเราได้รับบัญชาจากฝ่าบาท คอยดูแลความปลอดภัยให้ตระกูลมู่ บัดนี้ภารกิจลุล่วงแล้ว พวกเราจำต้องขอตัวกลับแคว้นต้าเยว่ก่อน”
‘ที่แท้เป็นองครักษ์จากต้าเยว่’ มู่เชียนกล่าวขอบคุณ ก่อนจะมองส่งคนกลุ่มนั้นจนลับสายตาไป นางกำลังคิดถึงใครคนหนึ่งที่เงียบหายไปนานกว่าครึ่งปีแล้ว
หลายครั้งที่นางพยายามเรียกเขาผ่านกระจกวิญญาณ แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ได้ยินหู่อู่เล่าว่าเขากำลังเก็บตัวเพื่อดูดซับปราณจากลูกแก้วอสูรธาตุแสงดวงนั้น
‘ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง ?’
“เชียน..!” เสียงทุ้มตะโกนลั่นมาจากท้องฟ้า พร้อมกับนกยักษ์ตัวหนึ่งที่ถลาร่อนลงตรงหน้าประตูเมือง
ชายหนุ่มที่อยู่บนหลังนกตัวนั้นคือน้องชายฝาแฝดของนาง ด้านข้างของเขานั้นมีหญิงสาวงดงามนางหนึ่งติดตามมาด้วย
“ถวายบังคมองค์หญิง” สมาชิกตระกูลมู่ทั้งหลายรวมถึงมู่เชียนแสดงความเคารพองค์หญิงฉงตามความเคยชิน ทว่าถูกหนานจื่อฉงห้ามไว้
“ตระกูลมู่ของท่านมีฐานะเป็นเจ้าครองแคว้น พวกเรามีฐานะเท่าเทียมกัน มารยาทพิธีการพวกนี้เว้นไปเถิด”
“นี่ เหตุใดองค์หญิงเสด็จมากับเจ้าได้” มู่เชียนหันไปกระซิบกับน้องชายด้วยเจตนาหยอกล้อ
“อย่าเข้าใจผิดนะ” มู่เฉิงหลินกระซิบกลับเสียงเบา “สถานการณ์ในต้าหนานยามนี้ไม่สงบนัก องค์ราชาประชวรหนัก รัชทายาทกับองค์ชายใหญ่ใกล้จะถึงจุดแตกหักเต็มทีแล้ว องค์ชายใหญ่จึงขอให้ข้าพานางมาด้วย”
ข่าวที่ได้ยินนี้ทำให้มู่เชียนมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเช่นกัน “พวกเรากลับไปคุยกันที่จวนเถิด”
ภายในห้องโถง สมาชิกตระกูลมู่เดินทางรอนแรมมาหลายวันต่างก็แยกย้ายไปพักผ่อน เหลือเพียงมู่เชียน มู่เฉิงหลิน และองค์หญิงฉงเท่านั้น จากคำบอกเล่าของทั้งสอง ที่แท้สถานการณ์คับขันนั้น เกิดจากการศึกชิงบัลลังก์ระหว่างองค์ชายใหญ่หนานจื่อชิ่ง และองค์รัชทายาทนั่นเอง
รัชทายาทต้าหนาน… หนานจงเยว่นั้นไม่ต่างจากสุนัขรับใช้ของลู่เหวินหลาง เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้รัชทายาทหุ้มทองแห่งแคว้นลู่นั่นพึงพอใจ … หวังจะได้แรงสนับสนุนจากแคว้นลู่ ได้ยินว่าลู่เหวินหลางเริ่มเตรียมการช่วยเหลือเขาแล้ว
ด้วยสายสัมพันธ์ของมู่เชียนและองค์ชายใหญ่ ตระกูลมู่จึงเป็นเป้าหมายแรกที่พวกเขาคิดกำจัด ทว่าก่อนหน้านี้เยว่เทียนหงส่งจ้าวยุทธ์สิบกว่าคนมาเฝ้าตระกูลมู่ไว้ ต่อให้หนานจงเยว่และลู่เหวินหลางอยากลงมือเพียงใด ก็ไม่กล้าล่วงเกินต้าเยว่
ทว่ายามนี้ตระกูลมู่จากมา พวกเขาย่อมก็ไม่ต้องเกรงกลัวอะไรอีก องค์ชายใหญ่เกรงว่าองค์หญิงจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ จึงขอให้มู่เฉิงหลินพานางหลบหนีมา
แม้เรื่องราวกระจ่างแล้ว มู่เชียนพลับพบว่ายังปัญหาอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือห้องในจวนที่สร้างไว้ .. เพียงพอ สำหรับสมาชิกในตระกูลมู่เท่านั้น นางจำเป็นต้องสร้างเรือนเล็กขึ้นอีกหนึ่งหลังอย่างเร่งด่วนเพื่อให้หนานจื่อฉงได้พัก !
มู่เชียนกลั้นใจรวบรวมปราณอี้เจ๋อในร่าง สร้างเรือนหลังเล็กงามประณีตขึ้นหลังหนึ่งอย่างรวดเร็ว แม้หลังไม่ใหญ่นัก ทว่าด้วยสภาพร่างกายที่ผิดปกติ นางจึงเสียเวลาในการสร้างเรือนหลังนี้ไปเกือบสองชั่วยาม ยามนี้ปราณในร่างแปรปรวนอย่างมาก
‘คงต้องพักจริงๆแล้ว’ มู่เชียนคิดจะ เดินกลับไปนอนพักที่ห้องสักหน่อยทว่าระหว่างทางกลับถูกโม่เจี้ยนขวางไว้
“ศิษย์น้อง ” เสียงทุ้มเอ่ยพร้อมด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เขาถูกบรรพบุรุษจิ้งจอกผู้นั้นฝึกจิตใจด้วยวิธีการอันโหดร้าย ยามนี้จึงสามารถทำใจให้มองมู่เชียนด้วยท่าทางที่เป็นธรรมชาติได้แล้ว
“ศิษย์พี่ มีธุระกับข้าหรือ”
“กำลังจะกลับห้องใช่หรือไม่ ข้ามีบางอย่าง อยากให้เจ้าดู”
โม่เจี้ยนและมู่เชียนเดินเคียงกันไปตามทางเดินช้าๆ ชายหนุ่มก้มลงมองใบหน้าซีดขาวของนาง ร่างเล็กยามนี้สูงไม่ถึงไหล่ของเขาด้วยซ้ำ ประกอบกับท่าทางอ่อนแรงนั้น ทำให้ศิษย์น้องของเขายิ่งดูเปราะบางมากขึ้น…. เมื่อเดินมาถึงเรือนพักของนาง โม่เจี้ยนจึงตัดสินใจหยุดธุระของตนไว้ก่อน
“เจ้าพักก่อนเถิด … ไว้ข้าค่อยมาใหม่”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ.. มีเรื่องใดหรือ” แม้จะแปลกใจอยู่บ้าง ทว่าหลายเดือนมานี้หากไม่มีธุระสำคัญ ศิษย์พี่ผู้นี้มักไม่มาปรากฏตัวต่อหน้านางบ่อยนัก
ชายหนุ่มถอนหายใจ ก่อนจะก้าวเข้าไปในเรือนของนาง ร่างสูงชี้ให้นางดูรอยแปลกๆที่ปรากฏบนกรอบหน้าต่าง ดูเหมือนจะเป็นรอยเท้าขนาดเล็ก
“ไม่เพียงที่นี่ ยังมีในห้องโถง ลานฝึกทหาร ระเบียงลานชมจันทร์ ทุกที่ที่เจ้ามักไปบ่อยๆ” โม่เจี้ยนเอ่ยอย่างเคร่งขรึม “นี่ไม่เหมือนรอยเท้าสัตว์สัตว์อสูรทุกชนิดที่ข้าเคยรู้จัก ดูเหมือนว่ามันจะตามเจ้าอยู่”
มู่เชียนก้มลงพิจารณารอยเท้าขนาดเล็กนั่น มีห้านิ้ว ไร้ซึ่งกรงเล็บ
แคว้นอวิ๋นมีสัตว์อสูรเข้าอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก เพราะที่นี่อยู่ใกล้แคว้นลู่ทั้งยังมีเทพอสูรอยู่ที่นี่ถึงสองตัว ด้วยสายสัมพันธ์เช่นนี้ กล่าวได้ว่าแคว้นอวิ๋นแห่งนี้เป็นแคว้นที่เป็นมิตรกับสัตว์อสูรที่สุดในใต้หล้าแล้ว และโม่เจี้ยนคือผู้รับผิดชอบดูแลสัตว์อสูรเหล่านั้น
‘ในเมื่อเขาเอ่ยเช่นนี้ คงต้องระวังตัวไว้บ้าง’ มู่เชียนคิด ทว่าขณะที่นางลุกขึ้นกลับรู้สึกหน้ามืด ปราณระดับจ้าวยุทธ์ตีขึ้นจากจุดตันเถียน จนร่างบางทรุดตัวลงไป โม่เจี้ยนที่อยู่ด้านข้างรีบประคองร่างนางเอาไว้
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ?” เสี่ยวจิ้งปรากฏตัวออกมาเอ่ยถามเสียงร้อนรน
“นางเป็นอะไร ?” โม่เจี้ยนเอ่ยถาม สองตาของหญิงสาวหรี่ปรือ มุมปากมีเลือดไหลซึมออกมาเล็กน้อย ทว่ากลับกระทบใจคนมองอย่างมาก
“นางเหน็ดเหนื่อยมาหลายวัน ทั้งปรุงโอสถ สร้างอาวุธ สร้างจวน เพิ่งบรรลุขั้นก็ไปเสียปราณกับการสร้างห้องให้องค์หญิงฉงอีก เป็นผู้อื่นคงแย่ไปแล้ว” เสี่ยวจิ้งตอบ ร่างมังกรหันซ้ายหันขวา คิดมองหาความช่วยเหลือไปรอบ ยามตื่นตระหนกเขามักจะสติหลุดเช่นนี้เสมอ
“ท่านลิ่วจิ้ง รบกวนท่านตามจ้าวซงมาที” กล่าวจบ ร่างสูงก็อุ้มร่างของมู่เชียนขึ้น ก้าวขาเดินเข้าไปในห้องส่วนตัวของนาง
“ศิษย์พี่ข้าไม่เป็นอะไรแล้วเจ้าค่ะ” มู่เชียนรู้สึกตัวอีกครั้ง ปราณอี้เจ๋อในร่างโคจรรอบหนึ่งก็สามารถรักษาอาการบาดเจ็บภายในของนางได้บางส่วนแล้ว จึงรีบเอ่ยปากบอก ให้คนตรงหน้าคลายความกังวลใจ
“ไม่เป็นได้อย่างไร ?” โม่เจี้ยนก้มหน้าลงมาเอ่ยเสียงดุใส่ ดวงตาสีฟ้าซีดของเขามีแต่ความร้อนใจ ใบหน้าหล่อเหลาสดใสยามนี้กลายเป็นจริงจังอย่างมาก
ขาแกร่งก้าวยาวๆเพียงไม่กี่ครั้ง ก็พาร่างของนางมาถึงหน้าเตียงนอน โม่เจี้ยนวางร่างศิษย์น้องลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา พร้อมกับร่างสูงนั่งหมิ่นๆลงข้างเตียงเช่นกัน
“ศิษย์พี่ ข้าไม่เป็นไรจริงๆ” ทันทีที่ศีรษะถึงหมอน มู่เชียนก็พยายามดีดตัวลุกขึ้นนั่งทว่าโม่เจี้ยนกดร่างนางลงไปอีกครั้ง
“อย่าดื้อสิ !”น้ำเสียงของชายหนุ่มจริงจังกว่าทุกครั้ง แขนสองข้างคร่อมร่างของนางไว้ ไม่ให้นางลุกขึ้นได้ ร่างสูงขมวดคิ้วมองสบตานางนิ่ง ก่อนที่สายตาจะประทับเข้ากับรอยเลือดที่มุมปาก
เร็วกว่าความคิด มือข้างหนึ่งของเขาเอื้อมมาเช็ดคราบเลือดนั้นออกให้ ร่างเล็กในอ้อมแขนนั้นดูเปราะบางจนเขานึกอยากเก็บนางไว้ในอกเช่นนี้ตลอดไป คอยดูแลไม่ให้ภัยใดกล้ำกราย
จู่ๆสายตาของเขาก็เปลี่ยนไป มู่เชียนรับรู้ได้ว่าศิษย์พี่ของนางดูไม่เหมือนเดิม
“วูบบบ” ทันใดนั้น กระจกวิญญาณพลันส่องแสงเจิดจ้าออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน มู่เชียนสะดุ้งเฮือก มือบางรีบดึงกระจกในอกเสื้อออกมาด้วยความรวดเร็ว
โม่เจี้ยนถอยร่างออกมามองใบหน้าหญิงสาวที่เคยซีดขาว ยามนี้เปลี่ยนเป็นแย้มยิ้มสดใส ราวกับดอกไม้ผลิบาน แล้วก็นึกสะท้อนใจ
‘เพราะบุรุษผู้นั้นสินะ… ’
สีหน้าของเขาหม่นลง ร่างสูงลุกขึ้นยืนช้าๆก่อนจะเอ่ยกำชับศิษย์น้องอีกครั้งอย่างไม่วางใจ “อย่าลืมพักผ่อนให้ดีเล่า”
ผู้เป็นศิษย์พี่ฝืนส่งยิ้มอ่อนโยนให้ ทั้งที่รู้ว่านางจะไม่หันมามอง ก่อนออกจากห้องเขาได้ยินเสียงเอ่ยเรียก ‘เทียนหง’ อย่างอ่อนหวาน มือแกร่งพลันกำแน่นแล้วก้าวเท้าเดินออกไป
‘ขอแค่นางมีความสุขก็พอ’