สีหน้าและแววตาของหลี่หยางเคร่งเครียด ขณะที่กำลังคิดถึงคำตอบที่จะต้องกล่าวออกไป
น้ำเสียงของราชินีิซินดังขึ้น “ข้าเองก็กำลังคิดว่า จะขอซื้อน้ำหนิงเทียน มาจากหยางหยางอยู่เหมือนกัน พวกท่านสองคนจะหลีกทางให้แก่ข้าได้หรือไม่??”
เมื่อเป็ความ้าของจักรพรรดินี เฉินเฟยและมู่อวิ้นเจียน ทั้งสองไม่กล้าแย่งชิงในสิ่งเดียวกับที่ราชินีิซิน้า
“หากเป็ความประสงค์ของจักรพรรดินี กระหม่อมไม่กล้า” เฉินเฟยกล่าว
“ถึงจะเสียดาย แต่กระหม่อมคงต้องรอให้คุณชายหยาง วางขายน้ำหนิงเทียนบนถนนสายการค้าแล้วละ” มู่อวิ้นเจียงกล่าว ทั้งสองยอมรามือแต่โดยดี
เห็นเช่นนี้ หยางหลี่หยางถอนหายใจยาว ‘เกือบไปแล้ว แค่โคล่าขวดเดียวเกือบสร้างปัญหาให้กับข้าแล้ว’
ราชินีิซินกล่าว “ท่านกังปู้ วันรุ่งขึ้นเราจะส่งมอบ 20,000ตำลึงเป็รางวัลแก่หยางหยางที่สามารถทำให้รูปปั้งซิงเทียนหายไปได้ และมอบเพิ่มอีก5,000ตำลึงเป็ราคาของน้ำหนิงเทียน”
ได้ยินเช่นนั้น หยางลู่ยืนขึ้น สองแขนเหยียดตรง ศีรษะก้มต่ำ “ขอบพระทัยจักรพรรดินีที่เมตตา หลานชายของกระหม่อม”
หลี่หยางเห็นเช่นนั้น มันรีบทำตามหยางลู่ “ขอบพระทัยจักรพรรดินี”
จากนั้นงานเลี้ยงได้ดำเนินต่อไป แต่ครั้งนี้มีขุนนางจำนวนมากที่เอ่ยปากชักชวนตระกูลหยางพูดคุยก่อน โดยมุ่งเน้นไปที่การผู้ความสัมพันธุ์กับทายาทในรุ่น3 แม้แต่ตระกูลหานก็ยังมีทีท่าที่เปลี่ยนไป
ิจิวกล่าวถามแก่จักรพรรดินี “อาหญิง เหตุใดท่านถึงช่วยหยางหยางละ? ถึงแม้น้ำหนิงเทียนจะมีรสชาติดี แต่ก็ไม่ใช่สิ่งของที่มีมูลค่า5000ตำลึง
อีกทั้งยังช่วยไม่ให้หยางหยางต้องผิดใจกับตระกูลมู่หรือตระกูลเฉินอีกด้วย”
ราชินีิซินกล่าวตอบด้วยน้ำเสียนุ่มลึก “บางที ในอนาคตเด็กคนนั้นอาจกลายเป็ขุนนางสำคัญของวังหลวงก็ได้”
จวบจนถึงยามซื่อ(10.00น.) งานเลี้ยงเฉลิมฉลองพิธีไหว้พระจันทร์ในวังหลวงก็ได้จบลง เมื่อราชินีิซินเสด็จกลับ ขุนนางคนอื่นๆก็ค่อยๆทยอยกลับตาม
ระหว่างทางออกจากเมืองหลวง ตระกูลหยางและตระกูลหานเดินเคียงข้างกันมา หยางลู่และหานปิง สนทนากันด้วยเสียงหัวเราะ รั้งท้ายเป็หยางหลี่หยางและหานจิ่นเม่ยที่เดินคุยกันมาตลอดทาง
“หยางหยาง หากเ้า้าขายน้ำหนิงเทียนบนถนนสายการค้าละก็ ร้านค้าตระกูลหานขอเป็ผู้ส่งขายนอกเมืองเหยี่ยชิง เื่นี้เราสามารถตกลงส่วนแบ่งกันที่เ้าพอใจได้” หานเจิ่นเม่ยกล่าว
หยางหลี่หยางตอบ “แน่นอน เมื่อข้าตัดสินใจวางขายสินค้าเมื่อใด ข้าจะนึกถึงตระกูลหานเป็อันดับแรก”
หากหลี่หยาง้าทำค้า เส้นสายของตระกูลหานจำเป็ต่อการกระจายสินค้า ทั้งภายในและภายนอกเมืองเหยี่ยชิง
นี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ขากลับ หยางลู่และหานปิง จงใจเดินคู่กันมา เสือเฒ่าทั้งสองคน้าให้หลานชายและบุตรชาย ทำความรู้จักกันมากยิ่งขึ้น เพื่อจะนำไปสู่ความสัมพันธ์ทางการค้าในอนาคต
ขณะที่หยางหลี่หยางกำลังจะก้าวขึ้นรถม้าเพื่อกลับจวนตระกูลหยาง เสียงของหยางลู่ได้ดังขึ้น
“เ้ามานั่งคันเดียวกับปู่สิ”
หลี่หยางแปลกใจเล็กน้อย ในใจมันคิดว่าปู่คงจะถามเื่โคล่าที่มันสร้างขึ้น ในหัวคิดคำตอบเอาไว้มากมาย
ชายหนุ่มนั่งอยู่ตรงข้ามกับหยางลู่ จึงสามารถเห็นสีหน้าและแววตาได้ชัด หยางลู่ในยามนี้ไม่เหมือนปกติ ความไม่พอใจเล็กๆปรากฏบนสีหน้าและแววตา หากแต่ยังคงความสงบเงียบไว้ดังเดิม
“เ้ามีอะไรจะพูดหรือไม่??” หยางลู่กล่าวถาม
ท่าทางและได้ยินน้ำเสียงของอีกฝ่าย ทำให้หว่างคิ้วของหลี่หยางพลันย่นเข้าหากัน มันรีบส่ายหน้าไปมา
“ทะ...ท่านปู่ ข้าไม่มีอะไรจะพูด”
น้ำเสียงของหยางลู่ดังขึ้น “เ้ากำลังปิดบังสิ่งใดอยู่??”
‘หรือเขาจะรู้แล้วว่าข้าไม่ใช่หยางหยางตัวจริง!!!’ หยางหลี่หยางรู้สึกว่าบรรยากาศตรงหน้าเริ่มจะไม่เข้าท่าแล้ว หางตาของมันเหลือบมองไปที่ทางขึ้นรถม้า และเตรียมพร้อมที่จะกระโจนหนี
บรรยากาศระหว่างทั้งสองคน เต็มไปด้วยความเงียบ หยางหลี่หยางไม่กล้าพูดแม้แต่ครึ่งคำเพราะกลัวจะถูกจับได้
หยางลู่เห็นอีกฝ่ายไม่ยอมกล่าวคำใด มันจึงกล่าวคำถามเจาะจงถึงความสงสัยออกไป “เ้าเคยแอบเข้าไปในโลกมายา??”
ใบหน้าของหลี่หยางแข็งค้างชั่วครู่ มันรู้สึกโล่งใจที่เื่ราวไม่ได้เป็อย่างที่คิด แต่อีกใจก็รู้สึกงงงวย เหตุใดถึงถูกสงสัยว่าเคยเข้าไปในโลกมายาได้ละ??
หลี่หยางส่ายหน้าปฏิเสธ “มะ...ไม่เคย ข้าไม่เคยเข้าไปในโลกมายาแม้แต่ครั้งเดียว”
หยางลู่ยังคงถามออกไปด้วยความสงสัย “ถ้าเช่นนั้น เ้ารู้จักไซซี ได้อย่างไร?? ในงานเฉลิมฉลองได้ยินเ้ากล่าวถึงสมญาของจิติญญาไซซี??”
“มัจฉาจมวารีนะหรือ?? ข้าเคยได้ยินมาจากปากของคนอื่นว่านางเป็หนึ่งในสี่สาวงามเท่านั้น”
หลี่หยางไม่ได้โกหก ในโลกเก่ามันเองได้ยินชื่อเสียงของไซซีมาจากหนังสือประวัติศาสตร์หรือภาพยนต์ที่เล่าเื่ถึงเท่านั้น
“ได้ยินจากปากคนอื่น??”
หยางหลี่หยางรีบกล่าวต่อเพื่อลบล้างความสงสัยของอีกฝ่าย “ใช่แล้ว บนถนนสายการค้าได้ยินผู้คนพูดคุยเกี่ยวกับเื่ของโลกมายามาบ้างและชื่อของไซซีก็เช่นกัน”
ได้ยินเช่นนั้นหยางลู่ถอนหายใจอย่างโล่งอก ที่มันโกรธก็เพราะกลัวว่า หลานชายคนนี้จะแอบเข้าไปในโลกมายาและเสียชีวิตโดยไม่รู้เื่อะไร
เพราะถ้าเป็เช่นนั้นแล้ว อนาคตของหยางหยางคงจะมืดมนมิได้สุกสว่างสมกับสติปัญญาที่ได้แสดงออกไปวันนี้แน่นอน
รถม้าหยุดการเคลื่อนที่ ประตูจวนตระกูลหยางถูกเปิดออก หยางลู่และหลานชายเดินเข้าไปข้างใน
วันนี้จวนหยางเต็มไปด้วยแสงไฟ เพียงแค่หนึ่งการก้าวเดิน เสียงดนตรีประหนึ่งงานเลี้ยงในวังเมื่อครู่ค่อยๆดังขึ้น และเมื่อเดินตามเสียงดนตรีเข้ามา
หน้าประตูห้องโถงปรากฏบ่าวรับใช้ทั้งหมดในจวนมากกว่าหนึ่งร้อยชีวิต
บ่าวรับใช้ทั้งหมด กล่าวอวยพรเหมือนเช่นทุกๆปี “ยินดีกับนายน้อยที่มีอายุครบ20ปี ขอให้นายน้อยมีความสุข สมปรารถนาในทุกสิ่งที่้า”
หยางหลี่หยางรู้สึกอายๆเล็กน้อย นี้เป็ครั้งแรกที่มีคนอวยพรวันเกิดให้ต่อหน้าพร้อมกันกว่าร้อยคน แม้จะไม่มีปิดไฟหรือเป่าเค้กเหมือนชีวิตก่อนก็ตามที
“เข้าไปด้านในเถอะ ลุงๆของเ้ากำลังรออยู่ด้านใน” หยางลู่กล่าวพร้อมกับก้าวเดินเข้าไปในห้องโถง
นับั้แ่หยางหลี่หยางอยู่ในจวนตระกูลหยางมาก็เกือบจะ2เดือนแล้ว หากแต่ไม่มีครั้งไหนที่มันเคยเจอนายท่านคนอื่นๆของตระกูลเลย
แต่ในครั้งนี้พวกเขาออกมาเพื่อร่วมงานวันเกิดของมัน ‘คนในตระกูลปฏิบัติต่อหยางหยางแตกต่างจากคนภายนอกอย่างเห็นได้ชัด’
ก้าวแรกที่มันเข้ามาในห้องโถง บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ปรากฏชายวัยกลางคนสามคน กำลังนั่งจิบสุราและพูดคุยกันอยู่ แต่เมื่อเห็นหยางลู่และหลี่หยางเดินเข้ามาทั้งสามยืนขึ้นต้อนรับ
“กลับมาแล้ว เป็อย่างไรบ้าง เข้าวังหลวงเป็ครั้งแรก” ผู้ที่กล่าวคือชายกลางคน ผมเผ้ารุงรัง หนวดเครายาวไม่คล้ายกับเป็คนที่ดูแลตัวเอง
แน่นอนว่าหลี่หยางไม่รู้เลยสักนิดว่าคนที่กำลังพูดอยู่นี้เป็ใคร??
ขณะที่หลี่หยางกำลังมึนงง ชายวัยกลางคนรูปร่างเล็ก ใบหน้าสูงวัยกว่าผู้กล่าวคนแรกเล็กน้อย
“น้องซัว นั้นไม่ใช่คำแรกที่เ้าควรกล่าวแก่หลานชายในวันนี้”
คนสุดท้าย เป็ชายรูปร่างสูงใหญ่ มีใบหน้าสูงวัยที่สุดในสามคน “ถูกของน้องอี้ ต้องแสดงความยินดีกับหยางหยางที่มีอายุครบ20ปีก่อนสิ”
หยางหลี่หยางตั้งใจฟังการสนทนาตรงหน้า แม้จะไม่แน่ใจ แต่พอจับใจความได้วาา ชายผู้มีคนเผ้ารุงรัง ถูกเรียกว่าน้องซัว เมื่อรวมกับแซ่หยางแล้ว คงจะชื่อหยางซัว ส่วนชายวัยกลางคนร่างเล็ก น่าจะชื่อว่า หยางอี้
ทั้งสามแสดงความยินดีให้กับหลี่หยาง จากนั้นชายรูปร่างสูงใหญ่กล่าวถาม “ว่าแต่าพวกเ้าสองคน เตรียมสิ่งใดไว้เป็ของขวัญวันเกิดหลานรักของเรากัน”
หยางซัวกล่าวตอบ “แน่นอนว่า ต้องเป็ปลอกแขนที่ดีที่สุด”
หยางอี้กล่าวต่อ “ใช่แล้ว ข้าก็เตรียมรองเท้าที่ดีที่สุดเอาไว้”
“พี่เซียง ตัวท่านได้เตรียมสิ่งใดไว้ให้ หลานชาย??” ทั้งสองกล่าวถามไปยังชายรูปร่างสูงใหญ่อย่างพร้อมเพรียง
จากการสนทนาเมื่อครู่ หลี่หยางลำดับความคิดอย่างรวดเร็ว ชายร่างใหญ่มีนามว่า หยางเซียง และหากฟังจากบริบทคำพูดที่ได้ยินแล้ว
หยางเซียงคงจะเป็ลุงใหญ่เพราะถูกทั้งสองคนเรียกว่าพี่ ส่วนหยางอี้เป็ลุงรองและหยางซัวเป็ลุงสาม
ได้ยินคำถามจากน้องทั้งสองคน หยางเซียงกล่าวตอบ “แน่นอน ก็ต้องเป็ชุดเกราะที่ดีที่สุดอยู่แล้ว”
คำพูดของทั้งสามคน ทำให้หยางหลี่หยางรู้สึกงุนงงเล็กน้อย ในหัวเกิดความคิดไม่ดีขึ้น 'หรือว่าจะมีาเกิดขึ้นอีกพวกเขาถึงได้เตรียมของเหล่านี้ไว้ให้ข้า'
หยางลู่กล่าวปิดเป็คนสุดท้าย “ปู่เองก็เตรียมหมวกที่ดีที่สุดไว้ให้เ้าด้วยเช่นกัน”
ได้ยินเช่นนั้น หยางหลี่หยางกล่าวถามออกไป “เอ่อ...ท่านปู่หมายความว่า ข้าจะต้องไปรบที่ไหนอีกงั้นหรือ???”
เสียงหัวเราะของลุงทั้งสามคนดังขึ้น “ฮาฮ่าๆ เ้าเข้าใจผิดแล้ว ที่เรากล่าวถึงคือเครื่องสวมใส่ในโลกมายา”
หยางเซียงฉุกคิดขึ้นมา “จริงสิ หยางหยาง ยังไม่รู้จักโลกมายานี่นา” จากนั้นมันเริ่มอธิบาย
“โลกจริงตระกูลหยางของเราเป็ขุนนางกรมโยธา สร้างสิ่งปลูกสร้างสำคัญให้แก่เมืองเหยี่ยชิง แต่ในโลกมายาตระกูลหยางของเราทุกคนเป็ช่างฝีมือ สร้างเครื่องสวมใส่ให้แก่ผู้คนในเมืองเหยี่ยชิง”
หยางลู่กล่าวเสริม “ในโลกมายา ลุงทั้งสามคนของเ้าถูกเรียกว่า สามทหารเสือแห่งหยาง ลุงใหญ่ของเ้าหยางเซียง เป็ช่างฝีมือทำเกราะอันดับ1ของเมืองเหยี่ยชิง
ลุงรองหยางอี้ เป็ช่างฝีมือทำรองเท้าอันดับ1 และลุงสามของเ้าหยางซัว เป็ช่างฝีมือสร้างปลอกแขนอันดับ1ของเมือง ส่วนตัวปู่เองเป็ช่างฝีมือสร้างหมวก”
ได้ยินเช่นนั้นหยางซัวกล่าว “เมื่อหยางหยางเรียนรู้โลกมายาแล้ว เขาจะกลายเป็ช่างฝีมือสร้างอาวุธอันดับ1อย่างแน่นอน ฮาฮ่าๆ”
หยางหลี่หยางที่รู้สึกสงสัยและสนใจเื่ราวในโลกมายามานานแล้ว วันนี้เป็โอกาสเหมาะที่จะได้ถามความสงสัยที่มีออกไป
โดยมีลุงๆทั้งสามคนช่วยกันตอบและบางครั้งปู่ของมันจะเป็ผู้ให้คำตอบด้วยตัวเอง
จากคำบอกเล่าของหยางเซียง ในโลกมายา ผู้คนจะเลือกสวมใส่อุปกรณ์ได้เจ็ดอย่าง ได้แก่ หมวก ชุดเกราะ ปลอกแขน รองเท้า อาวุธ สร้อย และแหวน
ยังได้รู้อีกว่า บนแผ่นดินกว้างใหญ่ที่หลี่หยางกำลังยืนอยู่นี้ นอกจากเมืองเหยี่ยชิงที่มันอยู่แล้ว ยังมีสามเมืองใหญ่ที่อยู่ในระดับเดียวกัน
อาณาจักรต้าฮวาง(เมืองแห่งมหาาา) นครเต๋อหวางฉาย(เมืองแห่งความเจริญมั่งคั่งทางศีลธรรม)และทวีปหลานเทียนเฉิง (ดินแดนแห่งท้องนภา)
เมืองทั้งสี่อยู่ห่างกันมาก การเดินทางอาจต้องข้ามน้ำข้ามทะเลหรือข้ามูเานับพันๆลูก
โดยปกติ การจะเดินทางไปเมืองใหญ่ทั้งสามนั้น จากเมืองเหยี่ยชิงถึงทวีปหลานเทียนเฉิงที่อยู่ใกล้ที่สุดใช้เวลาเดินทางรวม100วัน
ส่วนอาณาจักรต้าฮวางและนครเต๋อหวางฉาย ใช้เวลาเดินทางแรมปี ด้วยเหตุนี้ทั้งสี่เมืองใหญ่จึงไม่ได้ข้องเกี่ยวกับมากนัก
แต่ในโลกมายานั้นไม่ใช่ ประหนึ่งเส้นทางไกลนับแสนนับล้านลี้ไม่มีผล อุปสรรคด้านระยะทางถูกตัดไป ผู้คนทั้งสี่ทวีปสามารถเจอหน้ากันได้ไม่ยากลำบากเหมือนเช่นโลกจริง
หยางลู่กล่าวกำชับถึงเนื้อความที่สำคัญด้วยตัวเอง “ในโลกจริงสิ่งชี้วัดความแข็งแกร่ง คือพลังวัตรที่คนผู้นั้นฝึกฝน แต่ในโลกมายาจะมีสิ่งที่เรียกว่าระดับ นั้นเป็ตัวบ่งบอกว่าผู้ใดแข็งแกร่ง ผู้ใดอ่อนแอ”
ได้ยินเช่นนั้น หยางหลี่หยางพยักหน้าเรียนรู้ และฟังเื่ราวต่างๆอย่างตั้งใจ