เย่ชิงชิงเข้าไปหยิบของเล่นในห้องออกมากล่าวว่าของเล่นแต่ก็เป็นเพียงตุ๊กตาไล่ฝนฉบับปรับปรุงเท่านั้นนางมิใช่เด็กเล็กจริงๆ จะมีอารมณ์มานั่งทำของเล่นได้อย่างไรตุ๊กตาไล่ฝนนี้นางแค่บังเอิญทำขึ้นมาเพื่อฆ่าเวลาในยามว่าง
ผ้าไหมสีขาวสะอาดถูกมัดเป็นศีรษะกลมมนมีใบหน้ายิ้มแย้มดูน่ารักน่าเอ็นดู และเย่ชิงชิงได้เพิ่มช่วงลำตัวให้มันด้วยนับว่าเป็นมัดผ้าที่พอจะเรียกว่าเป็นตุ๊กตาได้อยู่
ตุ๊กตาผ้าตัวน้อยที่ดูซื่อๆน่ารักน่าเอ็นดูนี้ ดึงดูดความสนใจจากเซี่ยซางจวี๋ได้อย่างคาดไม่ถึงในยุคที่ของเล่นหายากเช่นนี้เพียงแค่ตุ๊กตาตัวหนึ่งก็ถือว่าแปลกใหม่และน่าสนใจแล้ว
ยังเป็นเด็กน้อยอยู่สินะเย่ชิงชิงยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าสีต่างๆ ที่ตัดเย็บใหม่ๆออกมาอย่างเหมาะเจาะ พร้อมกับปิ่นประดับมุกและดอกไม้ผ้าไหมเล็กๆ น้อยๆ
เซี่ยซางจวี๋โตแล้วมิใช่เด็กเล็ก หากจะให้เพียงตุ๊กตาผ้าตัวหนึ่งไว้เล่น อีกไม่นานนางคงจะเบื่อความสนุกของตุ๊กตาผ้าอยู่ที่การแต่งกาย ด้วยธรรมชาติของผู้หญิงที่รักสวยรักงามการแต่งกายเช่นนี้จึงทำให้พวกนางเพลิดเพลินไม่รู้เบื่อไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายให้ตุ๊กตา สัตว์เลี้ยงตัวน้อย หรือสิ่งอื่นๆ
เครื่องประดับศีรษะเล็กๆน้อยๆ อย่างปิ่นประดับมุกและดอกไม้ผ้าไหมนั้น เย่ชิงชิงเคยใช้เมื่อสองปีก่อนครั้นถูกคัดทิ้งไปก็มามีประโยชน์ในครานี้ เซี่ยซางจวี๋รู้สึกแปลกใหม่ยิ่งนักมิได้รังเกียจของเก่าเหล่านี้ นางนั่งจัดแจงมันบนโต๊ะเล็กข้างๆ อย่างสนุกสนาน
เผยรุ่นจือมองสบตากับเย่ชิงชิงแล้วยิ้มตอบนางหลบหน้าหนีไม่สนใจ แต่เขาก็มิได้ใส่ใจหันหน้าไปพูดคุยกับนางซูเกี่ยวกับแผนการของตนแทน
ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันมานานถึงเพียงนี้ความไว้วางใจจึงลึกซึ้งยิ่งนักการเปิดตัวผลไม้ในน้ำเชื่อมจึงตกลงราคากันได้อย่างรวดเร็วและมีการร่างสัญญาขึ้นมาทันที
ด้วยความที่เซี่ยซางจวี๋ติดตามมาด้วยเผยรุ่นจือจึงมิได้อยู่ทานอาหาร เมื่อเจรจาเรื่องต่างๆ เสร็จสิ้นก็ขอตัวกลับ
เดิมทีเรื่องนี้เขาไม่จำเป็นต้องมาด้วยตนเองก็ได้แต่เขาก็ยังมาหาแน่นอนว่าส่วนหนึ่งคือความเคารพที่มีให้ นางซูเข้าใจหลักการนี้จึงนำของทุกอย่างที่บ้านตนทำไปเสนอให้กับห้างร้านไท่หรานเป็นที่แรกและส่งให้ห้างร้านนี้เพียงแห่งเดียว
กระทั่งถึงเวลาจะกลับเซี่ยซางจวี๋กะพริบตาแล้วลุกขึ้นยืน มือยังถือตุ๊กตาที่กำลังจัดแต่งไว้นางซูเห็นนางชอบจึงยิ้มแล้วเอ่ยว่า “แม่นางเซี่ยเล่นแล้วสนุกก็เอาติดตัวกลับไปเถิด”
เซี่ยซางจวี๋ชะงักไปครู่หนึ่งก้มหน้ามองสิ่งที่อยู่ในมือ ก่อนจะโยนมันกลับลงบนโต๊ะ แล้วหันหน้าหนี“ข้าไม่เอา ขอบใจในความปรารถนาดีของพวกเจ้าแล้วกันเดี๋ยวข้าจะให้หมัวมัวของข้าทำตัวใหม่ให้ ข้าจะเอาที่สวยกว่านี้!”
เย่ชิงชิงรู้สึกหมดคำพูดเมื่อครู่นางยังเล่นอย่างสนุกสนานอยู่เลย หากมิใช่เพราะเห็นแก่หน้าเผยรุ่นจือพวกนางคงไม่ลดตัวมาเอาใจคนเช่นนี้หรอก
“...อืม เอาสิ” นางซูพยักหน้าเมื่อเห็นนางรังเกียจของสิ่งนี้ก็มิได้กล่าวอะไรอีก
เผยรุ่นจือมองดูเหตุการณ์นี้โดยมิได้กล่าวสิ่งใดถอนหายใจเบาๆ แล้วเอ่ยว่า “วันนี้พวกข้ามารบกวนพวกท่านแล้วพวกเราขอตัวลา”
นางซูยิ้มอย่างไม่ใส่ใจจะมีอะไรรบกวนกันเล่า คุณชายเจ้าของห้างเต็มใจพาคนมาเยี่ยมเยียนเช่นนี้ก็ยิ่งดูสนิทสนมกันดี
เผยรุ่นจือโบกมือให้นางไม่ต้องไปส่งขณะนั้น เขาจ้องมองเย่ชิงชิงอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะเดินออกไป
เย่ชิงชิงนั่งอยู่ที่เดิมหลุบตาลงมิได้กล่าวสิ่งใดคุณชายเจ้าของห้างใกล้จะอายุครบวัยที่จะออกเรือนในฤดูสารทครั้งหน้านางเดาว่าตระกูลเผยคงตั้งใจจะหมั้นหมายให้เขาเดิมทีคิดว่าตัวเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุดคือเคออิ๋งอิ๋งใครจะคิดว่ากลับมอบให้กับคุณชายใหญ่เผยไปเสียแล้วและเหตุผลที่คุณหนูเซี่ยเดินทางมา แปดในสิบส่วนต้องเป็นเพราะเขาแน่
แต่สิ่งเหล่านี้ก็มิได้เกี่ยวข้องกับนางเลยในช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ ควรหลีกเลี่ยงให้ห่างไกลไว้ก่อนดีที่สุด
เพียงชั่วพริบตาฤดูสารทอีกปีก็มาเยือน ทั่วท้องทุ่งสุดสายตาล้วนเป็นสีทองอร่ามน่ามองฤดูเก็บเกี่ยวอันแสนวุ่นวายได้มาถึงแล้ว!
ทุกครัวเรือนต่างม้วนแขนเสื้อขึ้นมาขะมักเขม้นทำงานเก็บเกี่ยวข้าวเปลือกนำไปตากแดดให้แห้งสนิทเพื่อเก็บรักษา
ผู้ใหญ่ลงนาฟาดฟันกับข้าวด้วยเคียวส่วนเด็กๆ ก็มิได้ว่างงาน คอยส่งน้ำชาและช่วยงานเท่าที่จะทำได้และจับปลาข้าวและปลาหนีชิว [*] ในโคลนตมแต่ละคนจึงเนื้อตัวเปื้อนไปทั่วตัวประหนึ่งกลายเป็นตุ๊กตาโคลน
บทกวีกล่าวไว้ว่าในกลิ่นหอมของรวงข้าว กล่าวถึงปีที่อุดมสมบูรณ์ได้ยินเสียงกบร้องก้องไปทั่วท้องทุ่ง ในทุ่งนาป่าเขาแห่งนี้มิได้เป็นเพียงอาณาจักรของปลาและปลาหนีชิวเท่านั้นหากยังมีกบตัวอ้วนใหญ่ร้องก้องไปทั่วอีกด้วย
กบมีหลายชนิดรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกัน ผู้คนมักจะเรียกรวมๆ ว่ากบเขียวบางตัวสีเขียวทั่วตัวดูน่าขนลุก แต่ก็ถือว่าเป็นสัตว์ที่ให้ประโยชน์ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงค่อนข้างชอบพวกมัน
ในจำนวนนั้นมีกบชนิดหนึ่งที่สามารถนำมารับประทานได้ ด้วยเนื้อที่นุ่มราวกับเนื้อไก่จึงถูกเรียกว่ากบนา
กบนาที่เติบโตในป่ากินแมลงและน้ำค้างเป็นอาหารพวกมันจึงมีสารอาหารมากมาย รสชาติอร่อย และดีต่อสุขภาพ ยิ่งไปกว่านั้นในยุคโบราณที่ปราศจากสารเคมี เนื้อของพวกมันจึงยิ่งสดและหวานยิ่งนัก
ที่บ้านของเย่ชิงชิงมีนาข้าวเพียงสองสามหมู่ที่เคยเลี้ยงปลาข้าวมาก่อนส่วนนาข้าวอีกสิบกว่าหมู่ที่เพิ่งซื้อมาใหม่นั้นไม่มีปลาข้าวแต่กลับมีกบนาอยู่ไม่น้อย
นางติดตามเย่จื้อเฟิงไปอย่างกระตือรือร้นถือตาข่ายที่ทำขึ้นเอง เตรียมอวดฝีมือครั้งใหญ่
“ไม้ของเจ้ามันยาวเกินไป มันตีโดนข้าอยู่เรื่อย” เย่จื้อเฟิงเอ่ยด้วยความจนใจเดิมทีท่านแม่ให้นางอยู่บ้าน แต่นางก็ยังคงดื้อรั้นตามออกมา
เย่ชิงชิงสวมหมวกสานยืนอยู่บนคันนาแล้วสำรวจไปรอบๆ“ข้ายังไม่คุ้นมือต่างหาก”
นางยังจำเมื่อครั้งยังเยาว์วัยได้ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนที่บ้านยาย ท้องทุ่งเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยเท้าเต็มพื้นแต่ในเวลานั้นเพียงคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา
วัยเด็กในชาติที่แล้วเมื่อหวนคิดถึงกลับรู้สึกว่าห่างไกลนักผู้ใหญ่หลายคนมักถอนหายใจกับช่วงเวลาที่ดีในอดีตและความสุขที่มิอาจกลับคืนมาได้อีกแล้ว
“นี่พวกเจ้าเองรึ กล้าแข่งกันหรือไม่ว่าใครจะจับได้มากกว่ากัน?” มีคนร้องตะโกนมาจากอีกฟากหนึ่ง
เย่จื้อเฟิงมองไปเห็นว่าเป็นพี่น้องสกุลหูก็หัวเราะออกมาทันที “อยากจะแข่งก็มาสิใครกลัวกันเล่า!”
เย่ชิงชิงที่อยู่ด้านหลังถือไม้ไผ่ด้วยใบหน้าเรียบเฉย“พวกเด็กน้อยไร้เดียงสาเอ๊ย”
อีกสามคนที่เหลือได้ยินดังนั้นมุมปากก็กระตุกเล็กน้อยการถูกเด็กที่อายุน้อยที่สุดวิจารณ์ว่าเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาช่างเป็นเรื่องประหลาดที่ได้พบเจอ
แม้จะอยู่ในวัยที่โตแล้วแต่ก็เป็นเพียงการเล่นสนุกเท่านั้น การแข่งขันจึงดำเนินไปตามที่ตกลงกันไว้
เชิงอรรถ
[*]ปลาหนีชิว (泥鳅) คือปลาน้ำจืดตัวเล็ก มักหาได้ในนา นิยมย่างกิน