"ผมวายุครับ" วายุยกมือไหว้ พรางยิ้มให้อย่างน่าเอ็นดู ชายชรามิได้ว่าอะไร ได้แต่พยักหน้า แม้ชายชราจะล่วงเลยถึงวัยนี้ แลความดุดันยังคงแฝงในดวงตาคู่นั้น อีกด้วยนัยยะก็มีความอ่อนน้อมถ่อมตนแทรกตัวอยู่
"เอ็งรู้จักกายทิพย์ เอ็งแล้วใช่ไหม... " ดูเหมือนว่าชายชราจะล่วงรู้อะไรบางสิ่งบางอย่าง วายุได้แต่พยักหน้ารับคำแต่โดยดี ชายชราจึงได้เล่าเื่ราวต่าง ๆ ที่ได้สั่งสมประสบการณ์แม้นจะล่วงวัยมานานก็เล่าเื่ราวได้เป็ฉากเป็ตอน พรั่งพรูออกมามิหยุดหย่อน วายุจำได้เพียงบางตอนว่า เครื่องรางที่เขามีอยู่นั้นมีพลานุภาพก็จริง ทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นมากมายเมื่อผสานกับกายทิพย์ แต่ก็ยังขาดซึ่งศาสตราวุธชั้นดีที่เป็ของคู่บารมี ตามการบอกเล่าแล้วคือ ตรีเพชร ที่เป็อาวุธคู่กาย แต่เมื่อเขามองไปรอบ ๆ แล้วแถวนี้ไม่ใช่โรงตีเหล็ก แล้วเหตุไฉนศาสตราวุธที่ว่าจะได้มาเล่า
"แล้วผมจะต้องตามหาศาสตราวุธอีกหรือครับ นี้หลวงปู่ก็ให้ไปหาของ 3 สิ่ง ซึ่งผมยังไม่รู้เลยว่าจะไปเริ่มที่ไหน" เขาพูดขึ้นมา เพราะเริ่มรู้สึกว่าเื่มันยากขึ้นไปทุกที
เสียงหัวเราะของพี่ต่อและชายชราดังขึ้นมาในทันที ชายชราเอามือตบหน้าขาตัวเอง
"ว่ะ!! ให้มันได้อย่างนี้ สิไอ้นี่..." ชายชราพูดด้วยเสียงอันดังแต่เป็น้ำเสียงที่เจื่อไปด้วยความเอ็นดู
ชายชราผู้นี้แท้จริงเป็ผู้สืบทอดการสักยันต์จากตระกูลเก่าแก่มาแต่ครั้งอยุธยา แล้วเฝ้ารอคนที่จะนำหนุมานไม้แกะ ที่ต้องตามลักษณะพิเศษตามคำบอกเล่าของพ่อที่ได้ถ่ายทอดให้ฟัง เพื่อจะสักยันต์ที่มีความพิเศษให้เนื่องจากจักได้ทดแทนคุณของผู้สร้างเครื่องรางชิ้นนี้ เหตุเพราะเมื่อครั้งก่อนตอนที่พ่อของชายชราเป็หนุ่มนั้น เที่ยวออกเดินทางเพื่อไปร่ำเรียนวิชาต่างๆ ทั้งคาถาอาคม เครื่องรางของขลัง ล่องเรือไปทั่วแม่น้ำเ้าพระยา เรือไปล่มอยู่ที่แถบย่านเกาะกลางน้ำแถวเมืองนนท์ หาเอาชีวิตรอดไม่ จนได้พระอาจารย์ท่านหนึ่งช่วยชีวิตไว้ สำนึกในบุญคุณ พระอาจารย์ที่ท่านจิตใจเมตตานัก เป็่เดียวกับที่พระอาจารย์กำลังสร้างเครื่องรางหนุมานไม้แกะสลัก จากไม้ที่ท่านปลูกมากับมือ เมื่อพ่อได้เห็นทุกขั้นตอนและมีส่วนในการช่วยแกะสลัก อีกทั้งในต้นไม้นี้มีเพียงส่วนเดียวที่พิเศษ ทำให้แกะออกมาได้หนุมานตัวนี้เพียงตัวเดียว ก่อนที่พ่อจะกลับอยุธยา พ่อได้แจ้งกับพระอาจารย์ถึงจิตอธิษฐานที่ให้ไว้ พระอาจารย์ก็ไม่ได้แย้งแต่เห็นโดยดีด้วย แล้วพ่อก็ลากลับอยุธยา สิ่งที่พ่อได้ตั้งจิตอธิษฐานไว้คือ "หากมีวันใด มีคนนำหนุมานไม้แกะสลักมาให้ จักต้องสักยันต์เพื่อเป็การทดแทนคุณในคราวนั้น" นี้เป็คำสั่งเสียก่อนตายของพ่อ ชายชราเล่าให้ฟังพร้อมน้ำที่เอ่อล้นที่ขอบตา
"ข้าเล่าให้ไอ้ต่อ ศิษย์คนเดียวของข้าฟัง รวมทั้งบอกถึงลักษณะของเนื้อ ลวดลาย และอานุภาพแผ่ออกมาของหนุมานไม้แกะนี้ สอนถึงการดูพระเครื่อง เครื่องรางของขลังประเภทต่าง ๆ ที่ข้าได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อ เพื่อรอว่าสักวันหนึ่งจะได้แทนคุณ แล้ววันนั้นก็มาถึง จนมาเจอเอ็งนี้แหละ" ยิ่งชายชราเล่าให้ฟัง ใจยิ่งนึกถึงพ่อยิ่งนัก
สิ่งที่ชายชราเล่ามาให้ฟัง วายุพอปะติดปะต่อเื่ราวว่ามันจะเป็จริงได้หรือไม่ คนแบบนี้อยู่จริงหรือ แล้วถ้าไม่ใช่อย่างที่คิด จะกลายเป็อะไรอย่างอื่นอีกไหม นี้ชายชราก็ยังไม่ได้เห็นสร้อยที่คล้องคอของเขา แล้วชายชราผู้นี้จะมั่นใจได้อย่างไรว่า นี้คือเขาคือคนที่ตามหาเพื่อทดแทนคุณ หากมองไปที่ทั้ง 2 คนก็ไม่ได้ดูมีภัยร้ายอะไร น่าจะส่งผลดีมากกว่าร้าย เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงก้มลงกราบต่อชายชรานั้น แล้วถอดสร้อยจากคอเพื่อให้ชายชรานั้นได้ดู
"เช่นนั้นแล้ว ผมฝากท่านด้วยครับ" ชายชราหยิบสร้อยขึ้นมาแล้วหลับตาชั่วครู่ พยักหน้า 3 ครั้ง พร้อมกับพูดพึมพำพอได้ใจความว่า " ทำให้แล้วนะพ่อ หลับให้สบาย ข้าจะทำให้ดีที่สุด..." น้ำตาลูกผู้ชายก็ไหลหนอง
"เอาตื่นได้แล้ว" เสียงสดใสดังแว่วมากระทบ เขาลืมตามองหน้ากลมมนที่ค่อย ๆ ก้มลงมา แสงแดด่โพล้เพล้กระทบกับผิวของเธอ แม้จะเห็นไม่ถนัดนักเพราะฤทธิ์ความเ็ปที่ไม่อาจโงหัวขึ้นมา แต่ก็รู้ว่าแม้แสงที่ร่ำไร รูปกายของเธอต้องตาต้องใจยิ่งนัก หากเป็่ที่เขาเองอยู่ในสภาพที่เป็ใจมากกว่านี้ ยิ่งคิดยิ่งไปกันใหญ่ เขาไม่รู้ว่าหลับไปได้นานสักแค่ไหน ั้แ่ที่ชายชราเริ่มพิธีเพื่อสักยันต์ มันเ็ปร้าวไปถึงกระดูก ทั่วทั้งร่างโดยเฉพาะที่แขนซ้ายจนเขายกแขนไม่ขึ้น ทั้งที่ใช้กำลังมากแค่ไหนก็ตาม
"อย่าเพิ่งขยับมากนัก ยาพอกยังไม่ผสานเข้าที่ รออีกสักหน่อย แต่ว่าอย่าเพิ่งหลับอีกละตอนนี้ เดี๋ยวหลับแล้วจะไม่ได้ตื่นอีกเลย" เธอยิ้มเยาะ
เขามองไปที่แขนซ้าย เห็นแต่รอยช้ำสีแดงเป็จ้ำเป็รอย บวมแดง ปวดแสบปวดร้อนยิ่งนัก อีกทั้งร่างก็ขยับไม่ได้ไม่รู้เพราะเหตุใด
"ไม่รู้ว่ามีดีอะไร พ่อถึงลงยันต์สำคัญของปู่ให้นาย รู้ไหมว่าเหล็กไหลที่อุตส่าห์เก็บมาหลายสิบปี พ่อก็สักลงให้นาย ของดีทั้งนั้น" ทั้งที่รู้ว่าอย่างไรแล้ว พ่อคงไม่สักยันต์เหล็กไหลนี้ให้เธอเป็แน่ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเสียดาย
แล้วเหล็กไหลมันอยู่ตัวแล้วหรือ ไม่นะ มันจะเป็ไปได้อย่างไร เขากังวลกับสิ่งที่อยู่ในร่างขณะนี้
"ฤทธิ์เพราะเจ็บ สลบไปนานเลยนะมึง คืนนี้พักที่นี้แล้วกัน รอให้กำลังฟื้นหน่อยแล้วค่อยไปต่อ" ชายชราพูดเหมือนรู้ว่าวายุคิดเช่นไร
"แล้วเมื่อคืนเอ็งพักอยู่ที่ไหนวะ " พี่ต่อถามเพราะห่วงเื่ข้าวของเครื่องใช้ที่ไม่ได้นำมาด้วย เขาเล่าเื่ราวที่เกิดขณะที่พักในโรงแรมให้ทั้ง 3 คนฟัง
"ที่นั่นไม่มีใครเขาไปพักกันหรอก เอ็งไม่รู้เื่หรือไง เมื่อ 3 ปีที่แล้วเกิดเหตุที่นั่น คนมีอาคมมันมาทำลูกกรอก หญิงท้องตายทั้งกลมแล้วมันก็เอาเด็กไป มันก็ลงอาคมสะกดิญญาไว้ เป็พวกอาคมโบราณ เอ็งอย่าไปยุ่งเชียว ไม่ต้องไปพักที่นั่นแล้ว คืนนี้นอนที่บ้านอาจารย์นี้แหละ" พี่ต่อถึงจะไม่ใช่พี่ชายแท้ ๆ ก็หวังดีกับเขาไม่ปาน ในใจวายุคิดพลาง...จะบอกว่าไม่ยุ่งคงไม่ได้แล้ว ออกปากจะช่วยร่างสาวนั้นไปแล้วทำอย่างไรได้
"แล้วพี่ต่อ รู้ไหมว่ามันเป็ใคร"
"ทางใครก็ทางมันเทิดว่ะ ไม่ทับทางกัน"พี่ต่อบอกปัดอย่างนั้น
"ทางที่ดีมันมี เดินทางที่ถูกมันมี สิ่งที่อยู่ในกายหยาบเอ็งตอนนี้คือ เหล็กไหล ที่ข้าลงอาคมไว้ให้ เอ็งทำดีมันก็จะดีกับตัว เอ็งทำชั่ว เหล็กไหลที่อยู่ในตัวเอง ก็จะทำลายเอ็งให้ย่อยยับ" ชายชราพร่ำสอนเชิงกำราบให้อยู่ในเส้นทางธรรม
ใจยังคิดถึงแต่เื่ร่างสาวที่มีเคราะห์กรรมอยู่ ทำให้วุ่นวายใจยิ่งนักอีกทั้งเ็ปจากการสักยันต์ทำให้เขานอนไม่ค่อยหลับทั้งคืน
"ช่วยไปส่งเราในเมือง พอดีจะไปเก็บเสื้อผ้าที่โรงแรม" สายตามองไปที่ปราง สาวที่ดูแลเขาั้แ่เมื่อวานจนถึงตอนนี้
"คงไม่ได้หรอก พ่อไม่อนุญาต" ปรางแม้จะไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของชายชรา แต่ก็กตัญญูและเชื่อฟังคำสอนของชายชราอยู่เป็นิตย์
"มีอะไรต้องห่วงหรือมึง" เสียงชายชราถามขณะเดินออกมาจากห้องนอน ทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้วว่าเป็เื่อะไร แต่เห็นทีจะรั้งไว้ไม่ไหว อีกทั้งรู้ว่าวายเองคงมีเวลาอีกไม่มากนัก คงต้องเร่งหาสิ่งที่้า 3 สิ่งนั้น
"เอ้า...ปราง...เอ็งไปส่งมันหน่อย ไป๋..." ปรางหันมามองหน้าพ่ออย่างแปลกใจ คิดว่าพ่อจะห้ามปราม แม้แคลงใจแต่ก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร พลางเดินไปหยิบกุญแจรถ เขายกมือไหว้ลาชายชรา ก่อนที่จะเดินตามปรางไปอย่างอ่อนแรง