ว่านเฟยเฟิ่งไม่ได้สนใจรอฟัง เธอเลือกเดินไปหลังบ้าน ขอให้ช่างหูทำถาดไว้อนุบาลต้นผักที่เฟยเฟิ่งคิดจะปลูกในคืนนี้เลย
“จ้ะลุงช่าง นี่ก็ใกล้เสร็จแล้วนี่ รวดเร็วจริง” ว่านเฟยเฟิ่งกล่าวเมื่อเห็นว่าตัวโครงไม้ และประตูทะลุระหว่างพื้นที่ก็ทำเสร็จแล้ว ส่วนตอนนี้กำลังลงเสารั้วให้เสร็จสิ้นอยู่
“นี่นังเฟยเฟิ่ง ผู้าุโพูดด้วย แกมาเดินหนีแบบนี้ได้ยังไง” ป้าอันพี่น้องจากบ้านเดิมของว่าที่แม่สามีรีบเดินตามมากระชากแขน
“โอ๊ย ฉันขอเถอะป้า วันนี้ฉันยุ่งไว้เถียงกันวันหลัง” เฟยเฟิ่งลูบแขนตนเองเบาๆ
“มาเดี๋ยวนี้!” อันผิงเจินลากตัวของว่านเฟยเฟิ่งให้ตามเข้าบ้าน
“ย่าอันปล่อยน้าเฟิ่งนะ” จื่อซวานวิ่งเข้ามาขอร้อง
“ไม่เป็ไรอาซวานอยู่กับช่างหู ถ้าช่างทำที่น้าขอแล้ว ก็ให้วางไว้ด้านนอกนี้ เข้าใจนะ”
“ครับ” จื่อซวานพยักหน้า
“ส่วนป้าก็ปล่อยได้แล้ว อยากคุยมากก็ไปคุย แต่อย่ามาลากฉัน ป้าไม่มีสิทธิ์” เฟยเฟิ่งผลักตัวป้าอันผู้นี้ออก แล้วเร่งเดินนำหน้าเข้าบ้านไปเอง
.
.
.
“ฉันได้ข่าวจากในตลาดว่าเธอไปซื้อหมู เอามาสิส่วนของบ้านอันน่ะ”
“ทำไมฉันต้องแบ่ง ไข่ฟองเดียวยังมาตีหลาน หน้าด้านมาขอหมูฉันอีกเหรอ” เฟยเฟิ่งหันไปมองอันซูเจินที่เอาแต่ก้มหน้าไม่ยอมสบตา
“มันเป็ธรรมเนียม แกเป็สะใภ้ก็ต้องทำตาม ไม่งั้นฉันจะขนของที่แกซื้อวันนี้กลับบ้านไป” อันผิงเจินขู่
“ถ้าคิดว่าเอาไปแล้วฉันจะไม่เอาเื่ก็หยิบไปเลย ต่อให้ฉันโดนส่งมาแต่งงานก็ไม่ใช่ว่าที่บ้านจะไม่สนใจ อาฉันมีสามีเป็ทหารใหญ่ ถ้าป้ากล้าก็ลองดู” เฟยเฟิ่งยกนิ้วขึ้นชี้หน้า แม้ไม่รู้ว่าขอความช่วยเหลืออาของตนได้หรือไม่ แต่เธอก็จะแอบอ้างเอามาขู่
“ดูไว้เลยนะ สะใภ้ของแกมันใจคด” อันผิงเจินหันไปด่าอันซูเจิน
“อย่างน้อยสามีฉันก็ไม่ได้ขอหย่าแล้วไล่ตะเพิดฉันกลับบ้านเดิมก็แล้วกัน หรือว่าไม่ได้แต่งงานกันล่ะ น่าสงสารจริง” ว่านเฟยเฟิ่งกล่าวเดาสุ่มสาเหตุที่ป้าอันยังใช้แซ่เดิม
“แก!”
“ไม่บอกเหรอ ไม่เป็ไร เดี๋ยวฉันไปถามคนแถวนี้เอา ฉันชอบยุ่งเื่ชาวบ้าน ไม่ส่งนะคะ”
เพียะ
ทันทีที่พูดจบใบหน้าของว่านเฟยเฟิ่งก็หันขวับตามแรงตบที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมาจากผู้หญิงที่มีร่างกายอ่อนแออย่างซูเจิน
“พี่สาวฉัน ใครก็ไม่มีสิทธิ์ว่า แกไม่รู้ความจริงว่าอะไรเป็อะไรอย่าพูดดีกว่า” อันซูเจินกล่าวพลางปาดน้ำตา
“ป้าสองคนจะมีความหลังพี่น้องอะไรกันมันก็ไม่ใช่ธุระอะไรที่ฉันต้องไปเลี้ยงดูคนบ้านอัน หน้าที่ของฉันมีแค่ตั้งใจดูแลป้า ดูแลเด็กๆ ดูแลลูกชายป้า” เฟยเฟิ่งหมุนกายหนี ย้ายของที่ซื้อมาทันหมดเข้าห้องนอนตนเองป้องกันไม่ให้ใครมาฉกฉวยไปแล้วล็อกประตูไว้
ทว่าเมื่อเห็นถุงข้าวสารที่สอนซูลี่ตักแบ่งไว้ก็เปลี่ยนเป็การเอาห่อผ้าผูกรัดไว้สองลูก เดินไปหลังบ้านเจอจื่อซวานที่กลับเข้ามาเพราะทุกอย่างสร้างเสร็จสิ้นแล้ว
“พอดีเลยจื่อซวานจุดไฟให้ที”
“ครับน้าเฟิ่ง”
ซีจื่อซวานจุดไฟให้อย่างไม่ต่อยเข้าใจนัก ข้าวเย็นก็กันก่อนเวลาไปแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องจุดเตาอีก แต่เมื่อน้าเฟิ่งสั่งเขาก็จะยอมเชื่อฟัง เพราะกลัวว่าหากไม่เชื่อฟัง คนด้านข้างจะกลับไปเป็คนเก่าที่ชอบดุด่า
“ซูลี่หาหม้อมาใบหนึ่งสิ ล้างหมดรึยัง”
“เสร็จแล้ว ซูลี่เล่นอยู่เฉยๆ” ซูลี่รีบวิ่งเข้ามาพร้อมกับหม้อใบเล็ก
ว่านเฟยเฟิ่งวางหม้อหลังจื่อซวานจุดไฟเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็โยนผ้าที่ห่อข้าวสารไว้ลงไป รอจนข้าวสารอุ่นดีแล้วจึงหยิบให้ออกมาให้เด็กทั้งสอง
“ได้ที่แล้ว จื่อซวานซูลี่เอาไปให้ย่าประคบเข่านะ”
เฟยเฟิ่งเพียงลอบมองผ่านประตู ไม่ได้เป็คนนำไปยื่นให้เองเพราะกลัวว่าที่แม่สามีจะไม่ใช้ของที่มาจากตัวเธอ เฟยเฟิ่งนำน้ามาใส่หม้อแล้วต้มน้ำไว้ ก่อนที่จะถือตะเกียง และพลั่วออกไปที่ดินด้านหลัง
.
.
.
ท้องฟ้าเริ่มมืดว่านเฟยเฟิ่งเห็นว่างานทั้งหลายเรียบร้อยดีก็ยิ้มออกมา “ดีจริงๆ ที่เ้าของร่างรู้จักเก็บเงิน แถมยังเป็หลานรักของอา”
“เกิดมาไม่เคยทำสวนจะไหวไหมนะ ยังดีไม่ต้องถางที่ เพราะแห้งตายไปกันหมด” เฟยเฟิ่งพูดกับตัวเอง แล้วจึงลากพลั่วไปยังโครงไม้ที่สร้างไว้รอพลาสติก
พลั่วอันใหญ่ส่งเสียงกระทบดินสม่ำเสมอ แม้จะไม่ใช่เวลาที่ควรออกมาทำอะไรค่ำมืด เฟยเฟิ่งก็ไม่เกรงกลัวเสียงนินทา หน้าดินภายในบริเวณที่ตีโครงเรือนกระจกไว้ ถูกพลิกชั้นแล้วชั้นเล่า ดินในหน้าหนาวที่แห้งแล้งเช่นนี้ทำให้หน้าดินแข็งกว่าที่เธอคาดการณ์ไว้มากนัก
“ดินบ้าอะไรแน่นชะมัด”
“ดินฤดูหนาวก็แบบนี้” เสียงหนึ่งลอยมาตามลม
“ใครพูดน่ะ ออกมานะ ออกมาหาฉันเดี๋ยวนี้”
ว่านเฟยเฟิ่งหันมองรอบกายไม่เห็นผู้ใด แต่อากาศที่เคยหนาวเย็นอยู่แล้ว ตอนนี้กลับรู้สึกว่าความหนาวกระทบผิวชัดเจนกว่าเดิม แต่ที่น่าแปลกคือความรู้สึกที่กระดูกสันหลัง มีบางอย่างทำให้เฟยเฟิ่งรู้สึกหวาดกลัว
หรือจริงๆ เริ่มฆ่าก่อนปีแปดห้ากันแน่
“ออกมาได้แล้ว ฉันไม่ตลกด้วยนะ” เธอวางพลั่วไว้ พร้อมกับหยิบตะเกียงขึ้นมาแทนที่ เมื่อเงยหน้าขึ้นมากลับพบเด็กหนุ่มผู้หนึ่งยืนจ้องเธออยู่
“กรี๊ด!!!”
“หยุดๆ สหายเจอกันที่แผงผักไง” เด็กหนุ่มผู้ที่ยืนอยู่หลังป้าแผงขายผักบอกออกมา
“สหายนั่นเอง ใหมด” เฟยเฟิ่งใช้มือที่ว่างอยู่ตบลงบนอกของตนคล้าย้าปลอบโยน
“สหายมองเห็นจริงๆ ใช่ไหม ฟังได้ยินด้วยใช่ไหม” อีกฝ่ายถามออกมา
“ก็ใช่น่ะสิ ถามแปลก ว่าแต่เข้ามาในที่ดินที่ฉันเช่าได้ยังไง” ว่านเฟยเฟิ่งแน่ใจว่าทางเข้าออกมีแค่ทางเดียวคือจากหลังบ้านซี
“ก็สหายบอกให้ออกมาหาสหาย ฉันเลยเข้ามาได้”
“พูดจาแปลกจริง มันมืดแล้ว กลับไปเถอะ มีอะไรค่อยคุยกันตอนเช้า ว่าที่แม่สามีจะหาว่าฉันคบชู้เอาได้”
เฟยเฟิ่งเริ่มเกลี้ยกล่อมให้ชายที่ตามนางมาจากตลาดให้ยอมออกได้จากบ้าน ด้วยไม่แน่ใจว่าคนตรงหน้ามีอันตรายหรือไม่ ไม่แน่ว่าคนผู้นี้อาจเติบโตขึ้นไปเป็ฆาตกรต่อเนื่อง และนางอาจกลายเป็เหยื่อรายแรกให้เขาลองวิชา
“นานมากแล้วที่ไม่ได้ถูกมองเห็นและพูดคุยเช่นนี้ หากสหายกลัวฉันจะมาใหม่ สหายสัญญานะว่าจะช่วยเหลือกัน”
“ได้สิ ฉันสัญญา แต่ต้องมาตอนกลางวันเท่านั้นนะ”
เมื่อว่านเฟยเฟิ่งกล่าวจบ คนตรงหน้าก็ค่อยๆ จางหายไปต่อหน้าต่อตาของเธอ พร้อมกับเสียงกระซิบแ่เบามากับสายลมใจความว่า “ห้ามคืนคำ”
สาวที่แม้จะตายมาจากโลกเก่าก็ไม่ได้ทำให้ความกลัวสิ่งเหนือธรรมชาติลดน้อยถดถอยลงไป เสียงกรี๊ดของเฟยเฟิ่งดังจนเรียกให้ซีจื่อซวานต้องถือตะเกียงอีกอันออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับ ‘น้าเฟิ่ง’ ของเขากันแน่
“น้าเฟิ่ง น้าเฟิ่งเป็อะไร เจ็บตรงไหน จื่อซวานมาช่วยแล้ว งูรึเปล่า”
“ไม่จริง ไม่จริง ได้ไง เมื่อกี้เขาหายไป หายไปจริงๆ” เฟยเฟิ่งชี้ไปยังจุดที่เห็นเด็กหนุ่มผู้นั้นยืนอยู่ก่อนหน้านี้ พูดไปน้ำตาก็ไหลไป
“น้าเฟิ่งใจเย็นๆ หายใจก่อน” จื่อซวานรีบปลอบเมื่อเห็นว่าแม่เลี้ยงของตนหายใจถี่ๆ ไม่ยอมสูดให้ถึงปอด มือสั่นขาสั่น ทั้งยังมีน้ำตานองหน้า
“เมื่อกี้มีคนยืนตรงนี้ ให้น้าสัญญา น้าเชิญเขาเข้าบ้าน หลวมตัวสัญญา ทำยังไงดี น้าตายแน่ ตายแน่ๆ”
“มีคนบุกบ้านเราเหรอครับ ไปไหนแล้ว จื่อซวานจะจัดการมันเอง!” เด็กชายวิ่งไปหยิบพลั่วที่ใหญ่เกินตัวหวังใช้เป็อาวุธ
“ไม่ใช่หรอก น้าคงตาฝาด เข้าบ้านกันได้แล้ว” เฟยเฟิ่งทำใจแข็งจูงจื่อซวานกลับเข้าบ้าน กลืนน้ำตาลงไปไม่ปล่อยให้ตัวเองฟูมฟายอีก