บทที่ 15 เสน่ห์ปลายจวัก
“ฉันอยู่ตรงนี้!”
เมื่อเผยเสวี่ยซงได้ยินเสียงลู่จิ่วอัน เขาจึงใช้หินเคาะไปที่ก้อนหินข้าง ๆ อย่างตื่นเต้น
หลังจากที่หญิงสาวเดินตามเสียงไปได้ไม่นาน ก็พบร่างของชายผมขาวนอนบนโขดหินที่ปกคลุมไปด้วยตะไคร่น้ำ
“อาจารย์เผย?”
เมื่อเผยเสวี่ยซงเห็นว่าเป็ลู่จิ่วอันก็ทำตัวไม่ถูก เมื่อเช้าตนเพิ่งจะไล่ตะเพิดอีกฝ่ายไป ตกเย็นก็ดันมาเจอกันเสียอย่างนั้น
โชคชะตาเล่นตลกอะไรกัน?
“แม่หนู ช่วยไปตามคนที่ศูนย์อนุรักษ์มาหน่อยได้ไหม?”
ลู่จิ่วอันคุกเข่าลงตรงหน้าเผยเสวี่ยซง พร้อมกับตรวจดูขาข้างซ้ายของชายชราที่หักเพราะตกจากที่สูงตอนที่เก็บสมุนไพร
เธอแหงนหน้ามองแสงสว่างริบหรี่ที่ส่องมาจากยอดไม้ และพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “กว่าฉันจะไปตามคนมาช่วยฟ้าก็คงมืดแล้ว ถ้าคุณไม่รังเกียจละก็ ให้ฉันแบกคุณขึ้นหลังกลับไปดีไหมคะ?”
“เธอแบกฉันไม่ไหวหรอก”
ถึงแม้เผยเสวี่ยซงจะรูปร่างผอม ทว่าน้ำหนักก็ไม่น้อยอย่างที่เห็น จากที่นี่กลับไปศูนย์อนุรักษ์อย่างน้อยก็ครึ่งชั่วโมง ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างลู่จิ่วอันมีหรือจะแบกเขาไหว?
“อาจารย์เผยคงยังไม่รู้สินะคะ ฉันน่ะโตมาจากบ้านนอก แรงเยอะอย่าบอกใครเชียวล่ะ!”
ลู่จิ่วอันวางตะกร้าไม้ไผ่ไว้บนโขดหินใกล้ ๆ จากนั้นก็นำสมุนไพรที่อาจารย์เผยเก็บมาใส่ลงในตะกร้าไม้ไผ่ของตัวเอง หลังจากดูจนแน่ใจว่าไม่ลืมอะไรแล้ว เธอก็คุกเข่าลงตรงหน้าเผยเสวี่ยซง
ชายชราจ้องมองไปที่ร่างบางตรงหน้า และยังคงปฏิเสธ “เธอกลับไปตามคนมาช่วยฉันดีกว่า!”
ลู่จิ่วอันหันไปพูดอย่างแน่วแน่ “อาจารย์เผย ฉันเพิ่งมาอยู่ที่ศูนย์อนุรักษ์ได้ 2 วัน ยังไม่คุ้นทาง ถ้าฉันไปตามคนมาช่วยก็อธิบายไม่ได้ว่าคุณอยู่ตรงไหน เชื่อเถอะว่าฉันแบกคุณกลับไปได้ ฉันไม่ได้เป็พวกชอบอวดดีหรอกนะคะ”
ศูนย์อนุรักษ์กว้างใหญ่ออกขนาดนี้ แถมยังมีแต่ป่าสนกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา แม้แต่คนที่อาศัยอยู่ที่นี่มานานก็ยังหลงทางได้ นับประสาอะไรกับสมาชิกใหม่อย่างลู่จิ่วอัน
หลังจากที่เผยเสวี่ยซงชั่งน้ำหนักดูแล้ว สุดท้ายก็ยอมให้หญิงสาวแบกตัวเองขึ้นหลังกลับไป
เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงชายป่า ลู่จิ่วอันก็แสร้งทำเป็ว่าหมดแรงแล้ววางเผยเสวี่ยซงลงกับพื้น
เธอหยิบกิ่งไม้หนาส่งให้เผยเสวี่ยซง พร้อมกับเอ่ยอย่างนุ่มนวล “อาจารย์เผย ฉันแบกต่อไม่ไหวแล้ว คุณลองใช้ไม้ค้ำนี้ดูนะคะว่าเดินได้ไหม? ถ้าไม่ได้ ฉันจะไปตามคนที่ศูนย์อนุรักษ์มาช่วย”
เผยเสวี่ยซงรับกิ่งไม้มาถือ พร้อมกับตอบเสียงแข็ง “ฉันเดินได้”
ลู่จิ่วอันยืนดูด้วยความเป็ห่วงขณะเผยเสวี่ยซงเดินกลับบ้านอย่างดื้อรั้นโดยมีกิ่งไม้คอยพยุง จนกระทั่งร่างผอมกะหร่องของชายชราลับสายตาไป เธอถึงได้กลับไปที่บ้านของตัวเองพร้อมด้วยตะกร้าไม้ไผ่
ขณะที่วางตะกร้าไม้ไผ่ สายตาก็พลันเห็นสมุนไพรที่อยู่ข้างใน แต่เมื่อเห็นว่าเซี่ยอวิ้นหนิงใกล้จะเลิกงานแล้ว เธอจึงวางสมุนไพรไว้ก่อนเป็การชั่วคราว และลงมือทำอาหารเย็นด้วยความว่องไว
หม้ออะลูมิเนียมใบใหญ่ปรุงหมูสามชั้นสำหรับเมนูผัดหมูสองไฟ ส่วนหม้อเหล็กตั้งน้ำมันให้ร้อนเพื่อนำมาทอดปลา
ลู่จิ่วอันล้างปลาที่จับมาได้ด้วยน้ำสะอาด ใส่เกลือกับต้นหอมเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติ จากนั้นก็เริ่มผสมแป้งทอดกรอบ
แป้งทอดกรอบใช้ไข่ไก่หนึ่งฟอง แป้งสาลีครึ่งชาม น้ำสะอาด และเกลืออีกนิดหน่อย
รอจนน้ำมันเดือดได้ที่ก็ใส่ปลาลงในหม้อทีละตัวและทอดให้สุก
ครั้งแรกเป็การทอดให้สุก
ทอดครั้งที่สองเพื่อเพิ่มความกรอบให้กับปลา
เมื่อทอดปลาเสร็จแล้ว ลู่จิ่วอันก็หั่นมะเขือยาวครึ่งลูกและฟักทองอีกสองสามชิ้นเพื่อนำไปชุบแป้งทอดกรอบที่เหลือ
จากนั้นก็ตักน้ำมันที่เหลือจากการทอดปลาใส่ในชามไว้สำหรับใช้ครั้งต่อไป
เนื่องจากเพิ่งย้ายบ้าน จึงยังขาดเหลืออะไรอีกหลายอย่าง เครื่องปรุงจำพวกพริกป่นและพริกไทยจึงจำต้องเว้นไปก่อน
เื่เร่งด่วนในตอนนี้คือ เธอจำเป็ต้องหาซื้อไหดองผักไว้ใช้สำหรับฤดูหนาวยามที่พืชผักขาดแคลน
ลู่จิ่วอันหั่นมะเขือยาวที่ยังไม่ได้ทอดเป็ลูกเต๋า จากนั้นก็ปรุงด้วยต้นหอมป่ากับซีอิ๊วเพื่อทำเป็เมนูง่าย ๆ
ตักหมูสามชั้นที่ต้มจนสุกขึ้นมาพักให้เย็น ล้างหม้ออะลูมิเนียม จากนั้นก็เติมน้ำลงไปอีกรอบ ขณะที่รอให้น้ำเดือด ลู่จิ่วอันก็หันพริกขี้หนูเป็แนวเฉียง และหั่นฟักทองที่ปอกเปลือกแล้วให้เป็สี่เหลี่ยม
ตามด้วยใส่หมูสามชั้นที่หั่นเป็ชิ้นบางลงในหม้อเหล็ก เมื่อเนื้อหมูเริ่มม้วนตัวก็เติมซีอิ๊วเพื่อเพิ่มสีสันให้ดูน่ากิน และคลุกเคล้าให้เข้ากัน
ตามด้วยใส่ต้นหอมป่าและพริกขี้หนูในขั้นตอนสุดท้าย เมื่อผัดจนมีกลิ่นหอมก็ปรุงรสด้วยเกลือ
เดิมทีผัดหมูสองไฟต้องใส่ซอสพริกเสฉวนเพื่อให้สีสันดูน่ารับประทาน แต่เสียดายที่เธอไม่มี
สุดท้ายจึงต้องจำใจใช้เครื่องปรุงสำเร็จรูปรังสรรค์อาหารแสนอร่อยขึ้นมา
เมื่อทำผัดหมูสองไฟเสร็จแล้ว ลู่จิ่วอันก็เติมน้ำมันใส่ในหม้อเหล็กอีกเล็กน้อยเพื่อผัดฟักทอง โรยเกลือนิดหน่อยเพื่อดึงความหวานของฟักทองออกมา จากนั้นก็เทน้ำออกจากข้าวที่สุกกำลังดี ตามด้วยเกลี่ยข้าวให้ทั่วฟักทอง และราดน้ำข้าวไปที่ขอบหม้อเป็ขั้นตอนสุดท้าย
ลู่จิ่วอันปิดหม้อเหล็กด้วยฝาที่ทำจากไม้ จากนั้นก็นั่งยองลงหน้าเตาไฟและใช้กิ่งไม้เขี่ยฟืนเพื่อเพิ่มความร้อน รอจนกระทั่งไอน้ำพุ่งออกมาจากช่องว่างบนฝา เธอจึงใช้ไม้เขี่ยประกายไฟที่กระจุกตรงก้นหม้ออีกครั้ง
ขณะเดียวกันนั้น กลิ่นหอมของอาหารฝีมือลู่จิ่วอันก็โชยชายออกไปไกล
จางฉือในฐานะนักกินตัวยงก็ไม่พลาดสูดกลิ่นหอมในอากาศ พลางอดถอนหายใจไม่ได้ “เซี่ยอวิ้นหนิง นายว่าบ้านไหนผัดหมูหอมขนาดนี้?”
เซียอวิ้นหนิงมีประสบการณ์จากมื้อเที่ยง ทำให้เดาได้ว่าภรรยาตนคงจะทำของอร่อยไว้รอเป็แน่
ก่อนหน้านี้ในอดีต เซี่ยอวิ้นหนิงต่อต้านการแต่งงานในครั้งนี้ แต่เมื่อได้ลองใช้เวลาหนึ่งวันกว่ากับลู่จิ่วอัน หากมองข้ามเื่ที่เธอเรียนหนังสือไม่จบ เขาก็พบว่าอีกฝ่ายมีนิสัยดีทีเดียว และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือเธอมีฝีมือในการรังสรรค์อาหารพื้นบ้านธรรมดา ๆ ให้กลายเป็เมนูชั้นเลิศ!
เมื่อสองเพื่อนสนิทเดินมาถึงที่หน้าประตูก็เห็นลู่จิ่วอันยืนรอในลานบ้านพร้อมกับส่งรอยยิ้มมาให้เซี่ยอวิ้นหนิง
ทำเอาจางฉืออิจฉาตาร้อนขึ้นมาทันใด!
ก่อนหน้านี้เขาก็เหมือนกับคนอื่นที่ได้แต่ครุ่นคิดในใจว่าเหตุใดคนที่เพียบพร้อมทุกอย่างอย่างเซี่ยอวิ้นหนิงถึงได้ยอมมอบทั้งชีวิตของตัวเองเพียงเพื่อทดแทนบุญคุณ?
แต่พอได้เห็นลู่จิ่วอันมายืนรอต้อนรับเพื่อนตนที่หน้าประตูเช่นนั้น เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเองรู้สึกอิจฉามากทีเดียว!
“เซี่ยอวิ้นหนิง จางฉือ เลิกงานกันแล้วเหรอ?”
การดมกลิ่นของจางฉือว่องไวปานสุนัข เมื่อเข้ามาใกล้ถึงได้รู้ว่ากลิ่นหอมที่ลอยมาแต่ไกลที่แท้ก็มาจากบ้านของเซี่ยอวิ้นหนิง แทบอดใจรอไม่ไหวว่าลู่จิ่วอันทำอาหารเย็นอะไรไว้ต้อนรับพวกเขา
“ลู่จิ่วอัน พวกเราต้องไปขนเครื่องเรือนที่ไหนเหรอ?” จางฉือถามขึ้น
ลู่จิ่วอันอธิบายเสียงหวานขณะยื่นชามที่คลุมด้วยผ้าลายดอกสีฟ้าขาวให้สามี “เซี่ยอวิ้นหนิง คุณเอาชามนี้ไปให้พี่สะใภ้ แล้วขอให้เธอพาพวกคุณไปขนเครื่องเรือนนะ”
“ได้”
เซี่ยอวิ้นหนิงรับชามมาโดยไม่ได้พูดอะไร จากนั้นก็ไปที่ร้านขายของชำพร้อมกับจางฉือ ถึงจะบอกว่าเป็ร้านขายของชำ แต่ความจริงแล้วน่าจะเป็สหกรณ์จำหน่ายเครื่องอุปโภคบริโภคประจำศูนย์อนุรักษ์ป่าไม้มากกว่า
“พี่สะใภ้ จิ่วอันให้ผมเอามาให้ครับ”
สะใภ้อ้วนรับชามมาพร้อมกับเปิดผ้าคลุมออก จากนั้นก็หลุดอุทานออกมาเมื่อเห็นปลาแห้งทอดกรอบที่อยู่ข้างใน “เซี่ยอวิ้นหนิง เธอแต่งงานกับผู้หญิงถูกคนแล้วล่ะ!”