เช้าวันนี้นับว่าเป็วันที่สำนักวิมาน์ปิดทำการเนื่องจากมีกิจธุระนอกสถานที่ มีเพียงเ้ามั่นกับเ้าคงเท่านั้นที่ทำหน้าที่เฝ้าสำนัก
ในฐานะผู้นำทัพ ฐานฟ้า ออกมารอรถม้าด้านหน้าสำนักั้แ่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น วันนี้เ้าอิน เ้าจันทร์ รวมทั้งเขา ทั้งสามต้องเดินทางข้ามเมืองไปเยือนหัวเมืองพิษณุโลกตามคำเชื้อเชิญของชายวัยกลางคนที่อุตส่าห์เดินทางดั้นด้นมาร้องขอความช่วยเหลือถึงสำนัก
“พวกเ้าเตรียมของพร้อมแล้วใช่หรือไม่?” ฐานฟ้ากำชับศิษย์หนุ่มทั้งสอง เพราะว่าครั้งนี้พวกเขาไปถึงต่างถิ่นต่างแดนจึงต้องตระเตรียมทุกอย่างให้พร้อมอยู่เสมอ
“ทุกอย่างถูกจัดเตรียมเรียบร้อยแล้วครับ!” เ้าอินตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใสน่าฟัง ฐานฟ้าเหลือบมองใบหน้าเด็กหนุ่มแล้วพยักหน้าให้เล็กน้อยพร้อมกับออกคำสั่ง “เอาล่ะออกเดินทางได้”
ครืด! รถม้าที่ทำด้วยไม้ขนาดกลางส่งเสียงลากยาว มันมีขนาดกว้างสองเมตรยาวสามเมตรกำลังเคลื่อนตัวไปตามทางเกวียนอย่างเชื่องช้า โดยมีเ้าอินคอยบังคับม้าสองตัวอยู่ด้านนอก แส้หนังในมือของเขาทำหน้าที่ตวัดบั้นท้ายของพวกมันด้วยท่วงท่าช่ำชอง
การเดินทางไกลแต่ละครั้งมักมีเ้าอินติดสอยห้อยตามไปด้วยทุกครั้ง นั่นก็เพราะเขาคือศิษย์คนแรกของสำนักที่อยู่กับฐานฟ้ามานมนาน หรืออาจเป็เพราะเ้าอินรู้ใจอีกฝ่ายได้ดีที่สุดในบรรดาศิษย์หนุ่มทั้งสี่คน ฐานฟ้าจึงไว้วางใจให้อีกฝ่ายติดตามเขาไปด้วยเสมอ
ส่วนด้านในเก๋งไม้มีผนังไม้ตีกั้นอย่างมิดชิด มีหน้าต่างบานเล็กที่เปิดออกพอให้มองเห็นทิวทัศน์ด้านนอก และยังระบายอากาศร้อนภายในได้เป็อย่างดี
ไม่ไกลจากฐานฟ้ามีเ้าจันทร์หนุ่มน้อยร่างบางคอยปรนนิบัติรับใช้อยู่ข้างกายไม่ห่าง เ้าจันทร์รู้หน้าที่ของตนเป็อย่างดี เมื่อรถม้าเคลื่อนที่ผ่านไปได้ไม่นาน ยาหอม ยาหม่องสมุนไพร ก็ถูกตระเตรียมไว้อย่างเพียบพร้อม ทั้งหมดที่เขาทำ ก็เพื่อให้ฐานฟ้าได้ใช้สูดดมในระหว่างการเดินทาง
การเดินทางระหว่างหัวเมืองใหญ่ต้องใช้เวลานานพอสมควร อีกทั้งเมื่อเป็รถม้าด้วยแล้ว จึงเป็่เวลาที่สุดแสนน่าเบื่อเป็อย่างยิ่ง ฐานฟ้าทำได้เพียงหลับตาพักผ่อน และหยุดพักเพื่อเดินยืดเส้นยืดสายอยู่เป็ระยะ การทำเช่นนี้จึงพอช่วยให้เขาผ่อนคลายได้บ้างไม่มากก็น้อย...
“เ้าจันทร์…ปีนี้พวกเ้าอายุเท่าไร?” จู่ ๆ ฐานฟ้าที่นอนเอนกายหลับตาสนิท พลันลืมตาขึ้นแล้วเอ่ยถามด้วยสีหน้าเฉยชา เขาเห็นศิษย์ทั้งสี่ปรนนิบัติรับใช้ตนมานานอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เขาในฐานะผู้นำที่มีกำลังทรัพย์และอิทธิพลมากพอ จึงอยากช่วยส่งเสริมให้พวกเขาได้ดิบได้ดี อย่างน้อยก็ช่วยประสาทวิชาความรู้ให้สักนิด เขาคิดเช่นนั้น
“ท่านอาจารย์…พวกข้าทั้งสี่อายุสิบเก้าปีกันทุกคนแล้วครับ!” เสียงอ่อนหวานของเ้าจันทร์เอ่ยออกมาไม่ดังมากนัก โทนเสียงของเขาผิดจากเสียงของชายหนุ่มทั่วไปอยู่เล็กน้อย
“อืม… ดีแล้ว ข้าตั้งใจเอาไว้ว่าจะประสาทวิชาความรู้ให้ พวกเ้า ได้เอาไว้ใช้ป้องกันตัว รอให้มีเวลาว่างกว่านี้เสียหน่อยอาจารย์จะลงมือ สอนสั่งพวกเ้าด้วยตัวเอง” ฐานฟ้าพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เขาหารู้ไม่ว่าทุกถ้อยคำของเขากำลังทำให้ เ้าจันทร์ใจสั่นระทึกทุกครั้งที่ได้ยิน
“ครับ! ท่านอาจารย์” เ้าจันทร์ก้มหน้าเหนียมอายเล็กน้อยพร้อมกับออกแรงนวดเฟ้นต้นขาให้อีกฝ่ายอย่างชำนาญ
การเดินทางครั้งนี้กินเวลาถึงสามวันเต็ม ดังนั้นชุดที่ฐานฟ้าใส่จึงเป็ผ้าเนื้อบางใส่สบายไม่อึดอัด อีกทั้งเป็เพราะอากาศที่ร้อนระอุ เขาจึงต้องนุ่งกางเกงผ้าแพรเบาบางเพียงตัวเดียวเท่านั้น โดยเปลือยเปล่าท่อนบนให้รับลม มีเพียงผ้าขาวม้าผืนน้อยที่พาดบ่าเอาไว้ซับเหงื่อไคล
ทว่าเมื่อโดนเ้าจันทร์นวดเฟ้นโคนขาอยู่บ่อยครั้ง บวกกับกางเกงผ้าแพรที่ลื่นเลื่อมขยับไปมา ทั้งหมดทั้งมวลมันเหมือนกับเป็การกระตุ้นอารมณ์กระสันให้ความเป็ชายได้พลุ่งพล่าน ส่งผลให้ ท่อนเนื้อใต้กางเกงผ้าแพรพองโตขึ้นมาเล็กน้อยจนพอให้สังเกตเห็นได้
แต่ฐานฟ้าก็หาได้ใส่ใจ... เพราะเขาเคยเปลือยกายแช่น้ำต่อหน้าศิษย์เป็ประจำแทบทุกวัน เื่แค่นี้เขาหน้าหนาพอ แล้วเขาจะเขินอายไปทำไม?
ทว่าสำหรับเ้าจันทร์แล้วเขาหาได้คิดเช่นนั้น ในตอนนี้ศิษย์หนุ่มร่างบางเอาแต่จ้องเขม็งไปที่ท่อนเอ็นขนาดั์ที่เกือบจะโตเต็มวัย มันกำลังนอนพาดต้นขาของอีกฝ่ายด้วยใจสั่นระทึก
ที่ผ่านมาเ้าจันทร์ไม่เคยได้เห็นในขณะที่มันตื่นตัวเลยสักครั้ง ส่วนมากแล้วเขาจะเห็นตอนที่มันหลับใหลเพียงเท่านั้น เพราะภารกิจในยามเช้ามีเพียงเ้าอินที่มีสิทธิ์เข้าห้องนอนได้เพียงคนเดียว ดังนั้นจึงเป็เ้าอินที่ได้เห็นเวลามันตื่นตัว
‘ทำไม…หัวใจข้า…ถึงได้เต้นแปลก ๆ’ ในขณะที่เ้าจันทร์กำลังใจเต้นโครมครามดั่งกลองศึกมือไม้สั่นรัว มือข้างหนึ่งของเขาก็ขยับเข้าใกล้ท่อนเนื้อท่อนนั้นอย่างไม่รู้ตัว
สายตาของเขาเอาแต่จดจ้องเนินผ้าแพรนั้นไม่ยอมวางตา การที่มันกระดิกหัวเป็ครั้งคราวอยู่ภายใต้ร่มผ้าเช่นนี้ มันเหมือนเป็การเชื้อเชิญทางอ้อมให้เขาต้องเอามือระงับมันไว้ ‘นี่มันอะไรกัน?’ เ้าจันทร์กำลังตื่นตระหนกมือไม้สั่นเทา
เขาพยายามต่อต้านตัวเองอย่างสุดกำลัง ทว่าร่างกายกับความคิดกลับสวนทางกัน จนท้ายที่สุด เ้าจันทร์ก็ไม่อาจหักห้ามหัวใจของตัวได้อีกต่อไป เขาก้มหน้าตัดสินใจเอื้อมมือเข้าไปทันที
ขวับ! ในที่สุดเ้าจันทร์ก็คว้าเอาท่อนรักขนาดใหญ่ของชายหนุ่มตรงหน้ามาไว้ในมือได้สำเร็จ เขาชะงักค้างไปเล็กน้อยจากนั้นก็ใช้มือนวดเฟ้นท่อนเนื้ออุ่น ๆ ในมืออย่างแ่เบา การที่เขาทำเช่นนี้แน่นอนว่ายิ่งเป็การกระตุ้นให้มันขยายตัวอย่างเต็มที่
อึก! เ้าจันทร์พยายามฝืนกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก เขาใกับขนาดอันมโหฬารของมัน ‘นี่มัน…เกินความคาดหมาย...’ เ้าจันทร์พึมพำกับตัวเองพร้อมกับใช้มือนวดเฟ้นต่อไป
มือข้างหนึ่งของเขากำลังลูบไล้ขึ้นลงผ่านรอยหยักอย่างลืมตัว ส่วนมืออีกข้างหนึ่งลูบคลำลูกเนื้อนุ่มนิ่มทั้งสองอย่างรู้งาน
ใน่เวลาสุดระทึก หัวใจของเขายิ่งบีบรัดเพิ่มจังหวะให้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนเขารู้สึกได้เลยว่าใบหน้าของตนเริ่มร้อนวูบวาบแปลก ๆ พิกล
ใช่แล้ว! ร่างกายของเขากำลังตื่นตัวไปพร้อม ๆ กับชายหนุ่มที่นอนเอนกายอยู่ตรงหน้า
ทั้งหมดที่เขากล้าทำ เพราะเ้าจันทร์มีความรู้สึกในใจอยู่ลึก ๆ ว่าฐานฟ้าอนุญาต เพราะการที่อีกฝ่ายไม่เอ่ยปากห้ามปรามใด ๆ มันก็เหมือนกับเป็คำใบ้โดยไม่ต้องเอ่ยปากถามอะไรทั้งสิ้น
“อืม!” ในที่สุดเสียงครางกระเส่าก็ดังลอดออกจากปากของหมอผีหนุ่ม เขารับรู้ทุกอย่างที่เ้าจันทร์ทำแต่ก็มิได้เอ่ยปากห้ามปรามใด ๆ
เขาถือว่าการกระทำเช่นนี้คือศาสตร์การนวดผ่อนคลายชนิดหนึ่ง ในตำราโบราณเคยมีกล่าวเอาไว้ว่า ‘ศาสตร์การนวดลึงค์เป็ความรู้อย่างหนึ่งที่นิยมทำกันอย่างลับ ๆ มันคือการนวดกระตุ้นให้เืลมตรงจุดนั้นไหลเวียนได้ดีขึ้นยิ่ง อีกทั้งยังทำให้ขนาดของมันพองโตและแข็งขัน ทนทานใช้งานได้ยาวนานมากขึ้น’ สำหรับฐานฟ้าแล้วมันคือการกระทำปกติ ไม่มีอะไรไปมากกว่านี้
เพราะเขาเคยผ่านบริการเช่นนี้เมื่อยังคงท่องเที่ยวในยามราตรีในอดีตที่ผ่านมา
ครึก ครึก ครืด... หลังจากเพลิดเพลินกับการนวดของเ้าจันทร์ได้ไม่นาน จู่ ๆ ล้อรถม้าก็ส่งเสียงลากยาว มันค่อย ๆ หมุนช้าลง และหยุดนิ่งอยู่กับที่ในที่สุด ส่งผลให้เ้าจันทร์ได้สติกลับคืนมาเขารีบปล่อยมือออกจากท่อน์อย่างรวดเร็วพร้อมกับทำสีหน้าปั้นยากเล็กน้อย ฐานฟ้าก็ไม่ต่างกัน เขารีบหาผ้ามาคลุมส่วนนั้นไม่ให้เ้าอินที่กำลังเข้ามาได้เห็นกิจกรรมแปลก ๆ ระหว่างพวกเขาทั้งสองคน
แอ๊ด! หลังจากรถม้าจอดสนิท ไม่นานนักประตูไม้ด้านหลังก็ถูกเปิดออก
“ท่านอาจารย์ จากนี้ไปอีกครึ่งทางก็จะถึงหัวเมืองพิษณุโลกแล้วครับ” เ้าอินไม่ทันสังเกตเห็นบรรยากาศแปลก ๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อเขาเปิดประตูเข้ามาได้ก็รีบกล่าวรายงานตามหน้าที่ของตน จากนั้นจึงหันไปหาเ้าจันทร์ที่นั่งอยู่ด้านข้าง ทั้งคู่สบตากัน พวกเขาต่างรู้ดีว่าได้เวลาสับเปลี่ยนหน้าที่แล้ว โดยระยะทางต่อจากนี้เป็หน้าที่ เ้าจันทร์ที่ต้องออกไปบังคับรถม้าหลังจากนี้
“เ้าเหนื่อยแย่เลยสิ เอาไว้วันหน้าอาจารย์จะหาลูกศิษย์มาเพิ่ม พวกเ้าจะได้ไม่ต้องทนเหนื่อยขนาดนี้” ฐานฟ้าเอามือลูบหัวเ้าอินเบา ๆ อีกฝ่ายนั้นอยู่กับเขามานาน ทั้งยังทำหน้าที่ทุกอย่างได้เป็อย่างดี จะไม่ให้เขารู้สึกเอ็นดูได้อย่างไร?
เมื่อเ้าอินเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มรับหน้าบาน แล้วเอ่ยปากตอบรับทันที “ท่านอาจารย์... ข้าเต็มใจ ขอแค่ได้รับใช้ท่านแค่นี้ข้าก็พอใจแล้วครับ”
...
วันสุดท้ายของการเดินทาง
เวลาพลบค่ำ รถม้าคันหนึ่งจอดนิ่งสนิทอยู่ด้านหน้าเรือนไม้หลังหนึ่ง พวกเขาทั้งสามข้ามถิ่นมาไกลในที่สุดก็ถึงหัวเมืองพิษณุโลกเสียที
ในเวลานี้ผู้คนด้านในต่างกุลีกุจอพากันออกมาต้อนรับเป็การใหญ่ พวกเขาได้รับข่าวมาก่อนหน้านี้นานแล้ว ถึงกระนั้นก็ยังทำตัวไม่ถูก
ฐานฟ้ายังคงประวิงเวลาอยู่ในรถม้า เขากำลังแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยชุดขาวล้วนอย่างพราหมณ์ นุ่งโจงกระเบนพับจีบเรียบร้อยดูสง่างาม มีผ้าพาดบ่าตามแบบฉบับนักพรตผู้ถือศีลในสมัยโบราณ
ตึก! แค่เพียงเขาก้าวเท้าลงจากรถม้า ในที่สุดเสียงร้องไห้คร่ำครวญครางก็ดังระงมทันที
“ฮือ ฮือ...ท่านเ้าขา โปรดช่วยลูกสาวของอีฉันด้วยเถิดเ้าข้า!”
เสียงร่ำไห้ของหญิงวัยกลางคนดังมาแต่ไกล ฐานฟ้ารีบส่งสายตามองตามไปยังต้นเสียงทันที เขาพบเข้ากับหญิงวัยกลางคนที่กำลังร่ำร้องล้มลุกคลุกคลานนั่งกองอยู่กับดิน เขาพอรู้สาเหตุเบื้องต้นมาบ้างแล้ว ลูกสาวของเศรษฐีบ้านนี้โดนผีร้ายเข้าสิงมานานแรมเดือน ในระหว่างนี้ตระเวนรักษามาแล้วหลายที่แต่อาการก็ไม่ทุเลาลงได้เลย
“แม่ขวัญ...ท่านอย่าเป็กังวล” ฐานฟ้าตอบกลับด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่น้ำเสียงของเขากลับทำให้บ่าวรับใช้และใครหลายคนได้ฟังแล้วชุ่มชื่นอบอุ่นหัวใจ เพียงแค่เขาเอ่ยปากทุกคนในที่นั้นเหมือนต้องมนต์สะกดเชื่อฟังอย่างว่าง่าย
นี่เป็ผลมาจาก ‘มนต์มหาเสน่ห์’ บทหนึ่งที่ฐานฟ้ามักใช้เป็ประจำในอดีต ไม่รู้เป็เพราะใบหน้าอันหล่อเหลาหรืออาจเป็เพราะมนต์มหาเสน่ห์ที่เขาใช้กับตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็ใครเมื่อได้พูดคุยกับเขาล้วนต้องเชื่อฟังน้อมตามอย่างว่าง่าย แน่นอนว่าสาวงามที่เคยผ่านมือเขาในอดีตก็เช่นกัน พวกนางทั้งหมดเหมือนต้องมนต์สะกด เพียงเพราะประโยคคำพูดของเขาไม่กี่คำ...
ฐานฟ้าทำหน้าปกติ เขารีบละสายตาออกจากกลุ่มคน แล้วทอดมองออกไปไกล สายตาของเขาถูกตรึงเอาไว้ที่ห้องไม้ชั้นสองของตัวเรือน
ฮึ! หลังเสียงแค่นหายใจเขารีบสาวเท้าเดินเข้าประตูรั้วอย่างรวดเร็ว โดยมีเ้าอินและเ้าจันทร์ที่หอบย่ามผ้าเร่งฝีเท้าเดินตามไปติด ๆ
วูบ! เพียงแค่ก้าวเท้าเข้าสู่รั้วบ้าน ฉับพลันอาการขนลุกขนพองก็เกิดขึ้น เขารู้ได้เลยว่าอาการป่วยของหญิงสาวบ้านนี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน “เ้าจันทร์ เ้าอิน ตามข้ามา!” ฐานฟ้ารีบกำชับให้สองศิษย์หนุ่มเดินตามไม่ให้ห่างกาย พวกเขาทั้งสองล้วนรู้งานเป็อย่างดี เพียงแค่สังเกตเห็นสีหน้าของผู้เป็อาจารย์ พวกเขาก็รู้แล้วว่าบ้านหลังนี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างที่เห็น
ตึก! ตึก! ตึก… เมื่อใกล้ถึงบันไดไม้ฐานฟ้ารีบย่างสามขุมก้าวขึ้นไปอย่างฉับไว
พรึบ! เมื่อถึงลานกว้าง้า ทันใดนั้นมีลมเย็นสายหนึ่งวูบผ่านใบหน้าเขาไปอย่างแ่เบา “เ้าอิน เ้าจันทร์ ตั้งวงสายสิญจน์เตรียมทำพิธี!” น้ำเสียงอันเคร่งขรึมเหมือนเป็ตัวกระตุ้นให้สองศิษย์เร่งมืออย่างรวดเร็ว
“พ่อคล้าย นำข้าไปที่ห้องของนางที” ถึงแม้จะรู้ที่มาของสายลมพิลึกเมื่อครู่ ทว่าฐานฟ้ายังคงหันไปกล่าวกับผู้เป็พ่อของหญิงสาว หลังจากนั้นทั้งสองก็เดินตรงดิ่งไปยังด้านในอย่างรวดเร็ว
“กรี๊ด...” เสียงกรีดร้องดังขึ้นอย่างฉับพลัน เพียงแค่ฐานฟ้าย่างเท้าเข้าใกล้ประตูไม้ตรงหน้า หญิงสาวที่อยู่ในนั้นก็เริ่มส่งเสียงเหมือนอสุรกายไม่ยอมหยุด
เสียงหวีดร้องของเธอลากยาวดังสะท้านไปทั่วบริเวณ ทำเอาคนใช้บ่าวไพร่ต่างพากันขวัญหนีดีฝ่อปิดปากเงียบ ผู้คนนับสิบวิ่งหนีกันชุลมุนวุ่นวาย พวกเขาเกรงว่าผีร้ายตนนั้นจะมาหักคอถ้าหาก ปริปากพูดอะไรไม่ดีออกมา
แอ๊ด… ประตูไม้เก่า ๆ ถูกผลักออกอย่างแ่เบา พรึบ! ทันทีที่ประตูถูกเปิดออกแสงสว่างจากภายนอกก็สาดส่องเข้าสู่ด้านในอย่างรวดเร็ว ทำให้ห้องที่เคยมืดมิดไร้แสงไฟกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง
“นี่...” เ้าอินกับเ้าจันทร์ รีบเอามือปิดจมูกของตนอย่างเร่งด่วน เพราะกลิ่นสาบจากด้านในที่โชยออกมา มันช่างรุนแรงชวนอาเจียนเสียเต็มประดา “กลิ่นบ้าอะไร?” ทั้งสองต่างอุทานออกมาพร้อมกัน
“เฮ่อ! ั้แ่นังหนูเป็เช่นนี้ น้ำท่าก็แทบไม่ได้อาบ นังหนูของข้าแทบไม่ได้ก้าวเท้าออกมาจากห้องเลยก็ว่าได้” พ่อคล้ายพูดด้วยสีหน้าสลด คำพูดบ่งบอกถึงความหนักใจของผู้เป็พ่อทำให้เด็กหนุ่มทั้งสองรู้ที่มาของสาเหตุ กลิ่นมันมาจากซากอาจมที่ลอยตลบอบอวลอยู่ภายในห้อง แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงต้องฝืนใจยอมรับเท่านั้น...
อีกด้านหนึ่ง ฐานฟ้ากำลังยืนนับฤกษ์ยามอยู่ภายในใจ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยไม่แยแสกลิ่นที่ว่า แต่สาเหตุของการขมวดคิ้วนั้นมาจากความสะเพร่าของตัวเองทั้งสิ้น
‘ตอนนี้คือยามสามอีกทั้งยังเป็คืนเดือนดับ… เหล่าอสุรกายล้วนมีกำลังวังชากว่าปกติ…’ เมื่อเขานึกถึงข้อนี้ขึ้นมาได้ฐานฟ้าก็อยากเขกหัวตัวเองสักทีสองที ในตำราที่ท่านพ่อของเขาทิ้งไว้ให้เคยกล่าวเตือนเอาไว้ แต่เขากับลืมไปเสียสนิท
“ออกไป ไสหัวออกไปให้หมด!” เวลาเดียวกันกับที่เขายืนเหงื่อตก จู่ ๆ มีเสียงะโดังลั่นออกมาจากด้านในของห้อง ถ้าหากฟังให้ดี เสียงของหญิงสาวที่พูดเมื่อครู่นี้คล้ายกับว่ามีเสียงทุ้มต่ำของชายแก่สอดแทรกปะปนอยู่ในนั้น
“มีถึง…สามตัว!” ฐานฟ้าอุทานเบา ๆ ที่ผ่านมาถึงแม้ว่าเขาจะปราบผีได้อย่างชำนาญการ แต่ยังไม่เคยเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน
‘เอาเช่นไรดี ข้าต้องรีบตัดสินใจ’ เขาขมวดคิ้วแน่นมากขึ้นกว่าเดิมเพราะว่าสถานการณ์ตรงหน้ามันบีบบังคับ อีกทั้งเวลาในตอนนี้ก็ไม่เหมาะเป็อย่างยิ่งในการทำพิธีขับไล่ ทว่าถ้าเกิดเขาชักช้าไปมากกว่านี้ละก็… อาจส่งผลร้ายมากกว่าเดิมก็เป็ได้
เขาพยายามเพ่งมองฝ่าความมืดเข้าไปด้านใน ด้วยแสงตะเกียงอันเลือนรางที่แขวนอยู่ด้านนอก ทำให้เห็นใบหน้าของหญิงสาววัยยี่สิบกว่าปีชัดเจนยิ่งขึ้น
ใบหน้านั้นซีดผอมดวงตาลึกราวกับซากศพ เมื่อเห็นสิ่งผิดปกติเช่นนี้เขาตัดสินใจได้ทันที แม้รู้ว่าเป็การฝ่าฝืนข้อห้ามในตำรา ถ้าหากเขาไม่ทำพิธีในวันนี้ชีวิตน้อย ๆ ของหญิงสาวในห้องคงไม่รอดพ้นค่ำคืนนี้เป็แน่
ฐานฟ้ารีบหันกลับไปยังปะรำพิธีที่ศิษย์หนุ่มทั้งสองได้ตระเตรียมเอาไว้ เขารีบเข้าประจำที่ จากนั้นเ้าอินก็รีบล้อมวงสายสิญจน์ ไม่ให้ใครได้เข้าออกอีกต่อไป
“กำแพงแก้วเสร็จแล้วครับ” เ้าอินเอ่ยขึ้นอย่างแ่เบา จากนั้นเด็กหนุ่มก็หันไปกำชับเ้าของบ้านให้พวกเขาเ่าั้ลงไปรอด้านล่าง อย่าได้ขึ้นมาเป็อันขาด เพราะขั้นตอนต่อไปนี้สำคัญยิ่ง หากมีใครเข้ามาขัดจังหวะพิธีทั้งหมดอาจพังทลายก็เป็ได้
พรึบ! ฐานฟ้าจุดธูปเทียนตั้งบนแท่น จากนั้นสองมือประณมขึ้นกลางอก ส่วนปากก็เริ่มบริกรรมโองการคาถาตามที่ได้เรียนรู้มา “โอม...ครูบาอาจารย์โปรดปกปักรักษา...” เสียงบริกรรมมนตราดังก้องไปทั่วเรือนหลังใหญ่ เพียงชั่วครู่เสียงกรีดร้องของหญิงสาวก็ค่อย ๆ หยุดลง
ตึก! ตึก! ตึก! ไม่นานนักเสียงฝีเท้าแ่เบาก็ค่อย ๆ ย่างก้าวออกมาจากด้านใน เสียงนั้นหยุดอยู่ตรงบานประตูชั่วครู่
ทันใดนั้น...
วูบ! หญิงสาวหน้าตาสะสวย ใบหน้าอิดโรยเล็กน้อย ร่างกายดูมีน้ำมีนวลแตกต่างจากที่ฐานฟ้าเคยเห็นเมื่อครู่ จู่ ๆ ร่างนั้นก็โผล่ออกมาท่ามกลางเงาสลัว สายตาแดงก่ำของเธอจ้องไปยังใบหน้าหล่อเหลาของหมอผีหนุ่มชั่วครู่ ก่อนที่จะเบนสายตาไปทางเ้าอินที่นั่งตัวสั่นเล็กน้อยอยู่ด้านหลัง
“ข้า…หิวน้ำ ข้า…หิวข้าว ใครก็ได้หาอะไรให้ข้ากินที” เสียงเรียบเฉยบวกกับแววตาอ้อนวอนของเธอ ทำให้เ้าอินที่กำลังจ้องตาถึงกับใจเต้นสั่นรัว
“เ้าจะไปไหน?” เ้าจันทร์ที่นั่งอยู่ด้านข้างรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติ ทันใดนั้นเขารีบคว้าแขนของสหายเอาไว้มั่น ก่อนที่อีกฝ่ายจะออกจากวงล้อมสายสิญจน์ “พวกเ้าอย่าได้จ้องตามัน กลลวงแค่นี้คิดหรือว่าจะหลอกข้าคนนี้ได้!” ฐานฟ้าแค่นเสียงต่ำพูดด้วยน้ำเสียงเ็า เขาตรึงสายตาไปที่ร่างตรงหน้า จากนั้นจึงสาดน้ำมนต์ที่เตรียมไว้ออกไปทันที
ฉ่า! เพียงน้ำในขันเงินกระเซ็นออกจากตอกพรมน้ำมนต์ พลันเกิดเสียงเหมือนเนื้อโดนกระทะร้อนดังขึ้น จากนั้นจึงตามมาด้วยเสียงหวีดร้องเสียดแก้วหูของอสุรกาย
หญิงสาวที่ยืนเกาะบานกบประตูอยู่เมื่อครู่ ตอนนี้ล้มพับไปกองกับพื้น ร่างนั้นร้องดิ้นทุรนทุรายอยู่พักใหญ่ ทำท่าว่าจะทนต่อไปไม่ได้แต่ทันใดนั้นมันกลับทำสิ่งวิตถารที่หญิงสาวไม่พึงกระทำ จู่ ๆ มันก็ถกผ้าถุงแห้งกรังเต็มไปด้วยคราบอาจมจนหลุดลุ่ย ไร้ซึ่งการปกปิดใด ๆ อีกต่อไป
ร่างตรงหน้าหมอผีหนุ่มยังคงส่งเสียงร้องโวยวาย พร้อมทั้งแอ่นเอวขึ้นลงร่อนส่ายยั่วยวนไปมาอยู่เช่นนั้น แน่นอน…มันหวังให้พวกเขาทั้งสามได้เห็นสามเหลี่ยมโหนกนูนในที่ลับของร่างนั้น การกระทำชั่วร้ายในครั้งนี้มันหวังให้ชายหนุ่มทั้งสามสติหลุดเสียสมาธิจนควบคุมตัวเองไม่อยู่
“ฮึ! ผีร้ายพวกนี้ดูถูกข้าเกินไปหน่อยกระมัง!” ฐานฟ้าพ่นลมหายใจทำหน้าเ็า “คิดหรือว่าข้าคนนี้อดอยากปากแห้งจนถึงกับต้องเสียสติเพราะของพรรค์นี้” เขามองลงไปยังส่วนล่างของหญิงสาวที่กำลังแอ่นกายยั่วยวนหมายทำให้เขาเสียสมาธิ
นี่ก็เป็ข้อดีอย่างหนึ่งของเขา เพราะหลายปีที่ผ่านมาฐานฟ้าได้ยลโฉมส่วนนั้นของหญิงสาวจนชินตา เมื่อมีมารผจญในระหว่างทำพิธีเช่นนี้ สมาธิของเขาจึงยังรักษาเอาไว้ได้เป็อย่างดี
จะมีเพียงเ้าอินกับเ้าจันทร์เท่านั้นที่ตกตะลึงจนตาค้าง นั่นก็เพราะพวกเขาทั้งสองยังไม่เคยประสบเหตุการณ์ระหว่างชายหญิงมาก่อนนั่นเอง
“เ้าอินส่งไอ้นั่นมา!” ฐานฟ้าตวาดเสียงแข็งพร้อมกับแบมือยื่นออกไปด้านหลังเตรียมรับสิ่งของที่ว่า “ครับ” เ้าอินที่รู้ใจผู้เป็อาจารย์เป็อย่างดี เขารีบล้วงมือเข้าไปในย่ามผ้า แล้วหยิบเอาท่อนไม้มันเลื่อมขนาดเท่าแขนออกมาอย่างรวดเร็ว
ใช่แล้ว มันคือ ‘ปลัดขิก’ ที่ลงอาคมเอาไว้หนึ่งร้อยแปดคาบ ฐานฟ้าปลุกเสกสำทับลงไปทุก ๆ สามเดือน มันจึงเป็อาวุธปราบผีชั้นดีอย่างหนึ่งที่ถูกตกทอดมารุ่นสู่รุ่น
ปัก! เมื่อท่อนไม้มันเลื่อมขนาดเท่าแขนผู้ใหญ่มาอยู่ในมือ ฐานฟ้ารีบบริกรรมคาถาแล้วง้างแขนแทงสวนเข้าหน้าท้องของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ท่อนไม้ท่อนนั้นกระทบเนื้อนิ่มเข้าอย่างจัง เป็เพราะปะรำพิธีของเขาอยู่ไม่ไกลจากหน้าประตูเท่าใดนัก ระยะแค่นี้เขาแทบไม่ต้องเอื้อมตัวเองออกไปเลยด้วยซ้ำ
ผลัก! “กรี๊ด!” เสียงกรีดร้องแสบแก้วหูดังขึ้นอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ร่างของหญิงสาวที่เคยอวบอิ่มมีน้ำมีนวลพลันแปรเปลี่ยนเป็ผอมซูบทันตาเห็น ร่างเนื้อติดกระดูกนั้นรีบคลานสี่ขาหนีเข้าห้องอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงตรงดิ่งไปที่หน้าต่างบานหนึ่งมันกำลังทำท่าจะะโหน้าต่างออกไป
“จับมันไว้!” เมื่อเห็นนาทีเป็ตายเช่นนี้ฐานฟ้ารีบะโสั่งลูกศิษย์ทั้งสองพลางพุ่งตัวออกจากวงล้อมสายสิญจน์ในทันที ถ้าในระหว่างการรักษามีคนตายเกิดขึ้น เขาอาจต้องโดนตรวจสอบจาก ‘กรมไสยเวท’ ก็เป็ได้
ดังนั้นเื่แบบนี้ห้ามเกิดขึ้นเป็อันขาด เพราะการจะเปิดสำนักปราบผีสำนักหนึ่งขึ้นมาได้ต้องได้รับการยินยอมจากทางการเสียก่อน มิเช่นนั้นจะเป็การผิดกฎอาญาบ้านเมือง เื่คอขาดบาดตายเช่นนี้เขาทราบดี
“จะหนีไปไหน!” ทั้งสามต่างะโโหวกเหวกชวนให้คนที่รอคอยอยู่ด้านล่างใจเต้นระทึก โชคดีที่ฐานฟ้ากระโจนตัวมาได้ทันอย่างหวุดหวิด เื่นี้ต้องขอบคุณร่างกายของเขาเองที่สูงใหญ่กว่าคนทั่วไปมากนัก
“ปล่อยกู!” หญิงสาวร่างซูบผะโกนร้องพร้อมกับดิ้นพล่านมือไม้ปัดป่ายไปทั่ว ทว่าเสียงที่เปล่งออกมากลับกลายเป็เสียงผู้ชายที่ซ้อนทับกันถึงสามเสียงอย่างเห็นได้ชัด
“ท่านอาจารย์ ข้ารั้งตัวนางแทบไม่อยู่แล้วครับ!” เ้าอินขนลุกซู่ขณะออกแรงฝืนร่างนั้นเอาไว้ไม้ให้ดิ้นหลุดไปไหนได้ ในยามนี้ทั้งซ้ายทั้งขวาของหญิงสาวโดนสองศิษย์หนุ่มหิ้วปีกเอาไว้แน่น ทั้งสองไม่อยากเชื่อเลยว่าพวกเขาสามคนแทบรั้งตัวนางเอาไว้ไม่อยู่
“พวกเ้าจับเอาไว้” หลังจากฐานฟ้าออกคำสั่ง ทันใดนั้นก็เกิดเสียงแน่นทึบดังขึ้น
ผลัก! เสียงนั้นเหมือนมีอะไรบางอย่างกระแทกเข้าที่ลำตัวของหญิงสาว เ้าอินรีบก้มมองหาที่มาของเสียง เพียงแค่ตาเห็นเขาถึงกับสะดุ้งใทันที เพราะว่าฝ่าเท้าของผู้เป็อาจารย์กำลังกระแทกและบดขยี้ส่วนนั้นของหญิงสาวพร้อมกับทำหน้าขมึงทึง แม้ว่าเขาจะคุ้นชินกับท่วงท่าการปราบผีสุดโหดของฐานฟ้ามาแล้ว แต่ไม่มีครั้งไหนโหดร้ายทารุณเท่ากับครั้งนี้
“ใครส่งมึงมา บอกกูมาเดี๋ยวนี้!” ในขณะบดขยี้ข้อเท้าไปมา ปลัดขิกในมือก็ถูกเคาะเป็จังหวะเหมือนเป็การข่มขู่ เตรียมที่จะกระแทกเข้าใส่อีกฝ่าย ถ้าหากว่ามันขัดขืนไม่ยอมพูดความจริง
“ไอ้เวร! มึงเป็ใครถึงกล้าข้ามถิ่นมาถึงที่แห่งนี้” ทันใดนั้นเสียงผู้ชายฟังชัดเจนดังออกจากปากของหญิงสาว “ท่านหมอของพวกกูคุมเขตนี้เอาไว้มึงไม่รู้รึยังไง?” เสียงพูดนั้นฟังดูเกรี้ยวกราดผิดจากผีร้ายทั่ว ๆ ไป ที่มักจะอ้อนวอนเมื่อเห็นว่าตนจนมุม
“หืม น่าสนใจดีนี่ มีอะไรก็พูดออกมาให้หมด…ไม่งั้นละก็…” ฐานฟ้าเหลือบมองปลัดขิกในมือ แล้วสบตาร่างซูบผอมตรงหน้า เขากำลังข่มขู่ให้มันหวาดกลัว
ในระหว่างที่ซักถามพูดคุยโต้ตอบกันไปมา ฐานฟ้าก็สังเกตหญิงสาวตรงหน้าไปพลาง ใบหน้าที่ซูบผอมดวงตาเริ่มเหลือกค้างของนาง ทำให้เขารู้ได้ว่าร่างกายนี้เริ่มทนไม่ไหวอีกต่อไป ถ้าหากเขาไม่รีบจัดการให้จบสิ้น เขาคงไม่อาจช่วยชีวิตของหญิงสาวคนนี้เอาไว้ได้ทัน และนั่นจะทำให้มีคนตายระหว่างทำพิธี เขาจะไม่หลงกลผีตนนี้เป็อันขาด
“อ้อ...เป็เช่นนี้นี่เอง ไอ้แก่เดรัจฉานทั้งหลายที่ชอบใช้ภูตผีมาเข้าสิงชาวบ้านเพื่อหวังเงินทองจากค่ารักษา…” ฐานฟ้าแสร้งพูดพึมพำ เขารู้กลโกงพวกนี้เป็อย่างดี ในเมื่อไม่มีลูกค้า ก็สร้างลูกค้าขึ้นมา เื่พวกนี้คนในวงการต่างรู้กัน
แต่เขาหาใช่คนเช่นนั้น!
เขาไม่มีทางทำมันอย่างเด็ดขาด!
สิ่งที่เขายอมรับไม่ได้นั่นก็คือ การเล่นงานจนถึงตายโดยที่เหยื่อไม่ได้ไปทำอะไรให้ นี่เป็สิ่งที่เขาเกลียดมากที่สุด เมื่อรู้ถึงสาเหตุเขาถึงกับส่ายหน้าอ่อนใจ โลกใบนี้ช่างโหดร้ายกับคนอ่อนแอยิ่งนัก
บางที... การมีฐานะมีเงินทองมากมาย มันคือเหยื่อล่อชั้นดี ให้เดรัจฉานพวกนี้จ้องเล่นงานจนตาเป็มัน...
“เ้าอิน เ้าจันทร์ พวกเ้าไปผนึกประตูหน้าต่าง ข้าจะปิดประตูตีแมว” เขารีบออกคำสั่ง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย มองดูชั่วร้ายยิ่งนัก